ฉบับที่ 6 เมษายน 2530 "นักเขียนรับเชิญ" วานิช จรุงกิจอนันต์


วานิช จรุงกิจอนันต์ นักเขียนจากอำเภอบางปลาม้า สุพรรณบุรี ได้รางวัลซีไรท์จากเรื่อง ซอยเดียวกัน เมื่อปี 26 เขียนหนังสือตั้งแต่ กลอน เรื่องสั้น นวนิยาย จนถึงบทภาพยนตร์โทรทัศน์ ปัจจุบันเป็นนักแต่งเพลงให้กับค่าย แกรมมี่

วันหนึ่งในตอนสาย ขณะที่กำลังนั่งพินิจพิจารณาเครื่องพิมพ์ดีดคู่มือ ด้วยอารมณ์อันร้าวรานรันทดอยู่ ก็มีโทรศัพท์มาถึงผม ผมนึกขอบคุณคนที่โทรศัพท์มา ที่ช่วยให้ผมตื่นจากภวังค์แห่งความตีบตันอัดอั้น เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเขียนต้นฉบับเรื่องอะไรดี อย่างน้อยก็ชั่วขณะหนึ่ง

ใจผมนั้นอยากให้คนที่โทรศัพท์มา เป็นคนที่ไม่รู้จัก ชนิดที่ต่อมาผิดเบอร์เลยได้ยิ่งดี จะได้สนทนาธรรมตามกาลกันสักเล็กน้อย พอให้เป็นที่บันเทิง ธรรมที่จะสนทนากันนั้น จะเป็นเรื่องอะไรไม่รู้แน่ อาจจะเป็นเรื่องแปลกๆ อะไรก็ได้ที่เหมาะสมแก่เวลาและอารมณ์

คิดอย่างนี้แล้วทำให้ในใจนึกอยากต่อไปอีก คือนึกอยากให้คนที่ผมหวังว่าจะต่อเบอร์ผิดมานั้น เป็นคนปากจัดๆ สักหน่อย และสามารถจะควบคุมอารมณ์ หาข้อสนทนาธรรมแปลกๆ กับผมได้ โดยที่อาจจะช่วยให้ผมเกิดปัญญาประเทืองสว่างเรืองอารมณ์ และเกิดจินตนานุภาพ อันจะทำให้เขียนต้นฉบับที่กำลังเขียนไม่ออกอยู่นี้ได้

การเกิดมาเขียนแล้วเขียนไม่ออกนั้น ไม่ต่างกับการที่เกิดมาอึกแล้วอึไม่ออกดอกนะครับ ชวนให้รัดทดโดยประมาณเหมือนเหมือนกัน

เป็นเวลานี้แหละ เวลาที่นั่งพินิจพิจารณาพิมพ์ดีด เนื่องจากเขียนไม่ออกนี้ ที่ผมอยากให้มีใครสักคนโทรศัพท์มาหาผม มาแปลกได้เท่าไรยิ่งดี แต่ก็ไม่รังเกียจพวกที่จะมาแบบไม่แปลกเลยดอกนะครับ ไม่แปลกเลยก็ไม่เป็นไร ผมแปลกกลับไปเองได้

แต่คราวนี้แปลกไม่ออก เพราะคนที่โทรมานั้นเป็นผู้หญิง เสียงใสเชียว ฟังแล้วหายเหงาไปได้แยะ เธอก็ถามหาผม ผมก็บอกว่า ผมนี่แหละที่กำลังพูด เธอไม่ยักกะสงสัยว่าจะไม่ใช่ผม เรื่องนี้จะว่าแปลกก็แปลกอยู่เหมือนกันแหละ เป็นอย่างนี้ทุกทีเลย เวลาใครโทรศัพท์มาหาผม แล้วผมบอกว่าผมกำลังพูด เขาก็เชื่อทุกหนไปว่าผมกำลังพูดอยู่จริงๆ ทำไมเขาไม่สงสัยกันบ้างไม่รู้ว่า คนที่กำลังพูด และอ้างว่าเป็นตัวผมนั้น อาจจะไม่ใช่ตัวผมก็ได้

มีครั้งหนึ่ง เขาซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้โทรมาที่บ้านผม แล้วก็บอกว่า ขอพูดกับสมศักดิ์ ผมก็... อย่างว่าแหละครับ กำลังนั่งพินิจเครื่องพิมพ์ดีด ด้วยอารมณ์ร้าวรานอยู่ ก็บอกว่า ครับ กำลังพูด เขาก็เชื่อแต่โดยดี ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าผมคือสมศักดิ์ ถามถึงพี่ชายว่า กลับจากเชียงใหม่หรือยัง รู้เบอร์โทรศัพท์ของพี่เขาไหม ถามอะไรมาอีกเยอะเชียว

ผมก็ตอบเขาครบถ้วนทุกคำถามแหละครับ มันเหงาๆ ว่างๆ อยู่

สาวน้อยของผมเริ่มต้นโดยถามว่า พี่เคยเห็นหนังสือไปยาลใหญ่ไหม อันนี้สำหรับผมแล้วเป็นคำถามมาตรฐานอันเป็นที่เข้าใจ ซึ่งผมก็มีคำตอบมาตรฐานของผมอยู่เช่นกัน เมื่อมีคนโทรศัพท์มาแล้ว ถามด้วยคำถามนี้ก็จะแปลได้ว่า หนังสือไปยาลใหญ่ จะให้พี่เขียนเรื่องให้นะ ในกรณีที่ผมไม่อยากเขียน ต้องการที่จะปฏิเสธ ผมก็จะบอกว่า ผมไม่เคยเห็น ซึ่งจริงๆ แล้ว แทบจะไม่เคยมีหนังสืออะไรเลย ที่ออกมาวางบนแผงแล้วผมจะไม่เคยเห็น

อันนี้ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า คนเกิดมาเขียนอย่างผมนั้น ปฏิเสธข้อเสนอให้เขียนจากหนังสือต่างๆ ได้ลำบากมาก คือถ้าเขียนได้แล้ว ก็มักจะไม่ปฏิเสธ ถ้าหากจะต้องปฏิเสธก็ต้องแยบยลสักหน่อย อ้างโน่นอ้างนี่ให้เขาเห็นว่าเขียนไม่ได้จริงๆ อ้างตั้งแต่ไปเมืองนอก จนถึงเข้าโรงพยาบาลนั่นแหละครับ

จะบอกในทันทีว่า ไม่ครับ ไม่เขียน อย่างนี้ไม่ได้ ก็อาจจะได้หรอกครับ เพราะมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แค่พูดสองสามคำ แต่ผมแหยงๆ อยู่ ใจไม่ถึง

ผมใจไม่ถึงในหลายเรื่องเกี่ยวกับการติดต่อให้เขียนอย่างนี้ ใจไม่ถึงประการแรกคือ ไม่เคยกล้าถามสักทีว่า จะให้ค่าเรื่องผมเท่าไร ซึ่งจะว่าไปแล้ว ผมก็มีสิทธิ์ถ้วนครบทุกประการทีเดียวที่จะถาม ก็หรือใครคิดว่าผมไม่มีสิทธิ์จะรู้หรือไรเล่า ว่าผมควรจะได้ค่าเรื่องจากการเขียนนั้นเท่าไร เป็นเรื่องจำเป็นเหมือนกันนะครับ เพราะผมจะได้ผลิตสินค้าและการจัดส่งให้เหมาะสม

เป็นต้นว่า ถ้ามีใครคนหนึ่งโทรศัทพ์มาหาผม บอกว่า พี่ครับ ช่วยเขียนเรื่องให้ผมหนึ่งเรื่องนะครับ เรื่องอะไรตามใจพี่ เอายาวสักสามหน้ากระดาษก็พอ ค่าเรื่องหนึ่งหมื่นบาท ขอโทษนะครับ ที่ค่าเรื่องน้อยไปหน่อย แต่หวังว่าพี่คงไม่รังเกียจหนังสือใหม่ๆ อย่างหนังสือของเรา พี่จะให้ผมไปรับต้นฉบับยังไงครับ

ถ้าเป็นอย่างนี้นะครับ ผมก็จะบอกเขากลับไปเลยทีเดียวว่า ไม่ต้องมารับหรอกต้นฉบับ จะให้ไปส่งที่ไหนดีกว่า สำนักงานของคุณมันอยู่ที่ไหน ให้อยู่ถึงเวียงจันทน์ก็จะไปส่งให้ได้ด้วยตนเองเลยทีเดียว เป็นการป้องกันความผิดพลาด เงินหมื่นนึงไม่ได้หาง่ายๆ

ผมไม่เอาเปรียบหรอกครับ ต้นฉบับก็จะเป็นตัวพิมพ์ดีดไฟฟ้าอย่างดี ชื่อเรื่องก็จะดันตัวนูนเป็นทองคำเลยทีเดียว... ผมรอๆ อยู่นะครับ ว่าเมื่อไรจะมีโทรศัพท์ติดต่อให้ผมเขียนเรื่องด้วยข้อเสนออย่างที่ว่า

ในกรณีที่มีโทรศัพท์ติดต่อมาแล้ว ผมคิดว่าน่าจะลองเขียนให้เขาดู ผมก็จะตอบว่า เคยเห็นครับ คือเคยเห็นหนังสือที่เขาถามว่า เคยเห็นหรือเปล่านั่น อันนี้ ถึงไม่เคยเห็นก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะเดี๋ยวเขาก็จะบอกเองว่า มันเป็นหนังสืออะไรยังไง

สาวน้อยเธอก็ไม่ได้อธิบายอะไรดอกนะครับ เธอก็บอกเลยทีเดียวว่า พี่เคยเห็นหนังสือไปยาลใหญ่ก็ดีแล้ว พี่ช่วยเขียนเรื่องให้เรื่องหนึ่งได้ไหม ผมก็บอกว่าได้ นัดที่นัดวันรับต้นฉบับกันแล้ว เธอก็วางหูไป ผมก็นั่งพินิจพิจารณาเครื่องพิมพ์ดีดของผมต่อ

วันนี้ถึงกำหนดวันนัดรับต้นฉบับแล้ว เวลาเดินทางผ่านไปรวดเร็วเสียจริงๆ เลย โดยเฉพาะสำหรับ คนเกิดมาเขียน ผู้ใช้เวลาส่วนใหญ่ ในการนั่งพินิจพิจารณาเครื่องพิมพ์ดีด มากกว่าการใช้นิ้วจิ้มให้เครื่องพิมพ์ดีดนั้นผลิตตัวหนังสือ

ผมยังนึกไม่ออกเลยว่า จะเขียนเรื่องอะไร สาวน้อยคนนั้นก็ไม่ได้บอกด้วยว่า จะให้ผมเขียนเรื่องอะไร จะให้เป็นเรื่องสัตว์น้ำ สัตว์บก หรือว่าสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำก็ไม่รู้ หรือว่าควรจะเป็นเรื่องสัตว์ปีก เพราะผมก็ออกจะเชี่ยวชาญอยู่ ที่บ้านเลี้ยงไก่แจ้ไว้ตั้งหลายตัว เรื่องเป็ดเรื่องไก่นี่ ก็กินมาตั้งแต่เด็ก ล้วนเป็นสัตว์ปีกที่สามารถจะเขียนถึงได้

หรือว่าผมควรจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับการเดินเรือ หรือว่าจะเป็นการเพาะปลูก

ใครเป็นคนคิดสำนวน 'สากเบือยันเรือรบ' ขึ้นมาก็ไม่รู้ซี แต่ผมว่าในเรื่องการเขียนหนังสือแล้ว ผมควอลิฟายที่จะถูกเรียกถึง ด้วยสำนวนนี้เป็นอย่างมาก

ผมพยายามนึกถึงชื่อหนังสือที่ชื่อไปยาลใหญ่ ว่ามันควรจะเกี่ยวกับอะไรได้บ้าง หะแรกนั้น คิดว่าน่าจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนา เพราะคิดว่าชื่อที่ถูกต้องคงจะเป็น 'ไปยานใหญ่' อันหมายถึงพวกมหายาน ยังนึกแปลกใจว่าทำไมเขาไม่ให้ชื่อหนังสือ 'ไปยานน้อย' อันหมายถึงพวกหินยาน อันหมายถึงพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทแบบที่เราๆ รับรู้นับถือกันอยู่ แต่หลังจากตรวจสอบกลุ่มคนผู้จัดทำแล้ว เชื่อได้ว่า หนังสือที่ผมกำลังจะเขียนเรื่องให้เขานี้ ไม่น่าจะเกี่ยวเนื่องอะไรกับพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นแบบ ยานเล็ก หรือยานใหญ่ หรือยานมากยานน้อย

กระนั้นก็ยังอดพาโลคิดต่อไปไม่ได้ว่า ยานใหญ่ ที่เขาจะใช้ไปกันนั้น เป็นยานแบบไหน ไม่น่าจะใช่ยานโทงเทง หรือยานโตงเตง เพราะดูจะไปไหนไม่ได้ หรือไปไหนลำบากทั้งสองยาน นึกไม่ออกหรอกนะครับว่าเป็นยานแบบไหน เป็นรถเป็นเรือเป็นเสลี่ยง หรือว่าเป็นเปลสนาม แล้วตอนไปก็เหมือนกัน เขาไปกันยังไง แล่น วิ่ง ย่าง เหยาะ หรือว่าโขยก

เฮ้อ... เห็นไหมครับว่าการเป็นคนเกิดมาเขียนอย่างผมนั้น ออกจะเหนื่อยยากอยู่ไม่น้อย

เมื่อไม่รู้ว่าสาวน้อยคนนั้นจะให้เขียนเรื่องอะไร และตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะเขียนเรื่องอะไร ผมก็เลยนั่งนึกว่าจะเอายังไง ทำไม่รู้ไม่ชี้ รอให้เขามารับต้นฉบับตามนัด แล้วก็ยิ้มแห้งๆ บอกเขาว่าไม่ได้เขียนมา ก็ออกจะไม่ค่อยดี น่าเกลียด แล้วเทคนินี้ก็เคยใช้ไปบ้างแล้วด้วย แม้จะใช้น้อยกว่าเรื่องการลืมก็เถอะ

หรือว่าก็จะใช้เทคนิคดังว่านี่อีกหน เพิ่มสีสันเข้าไปหน่อย ทำหน้าเคร่งแบบเอาจริงเอาจัง และหงุดหงิด พูดเสียงดังๆ เลยทีเดียวว่า อะไรกัน มารับอะไร ต้นฉบับเรอะ อ้าว แล้วจะให้เขียนเรื่องอะไรล่ะ ก็ไม่บอกว่าจะให้เขียนเรื่องอะไร แล้วจะให้ตรัสรู้ ปรินิพพานได้ยังไง ว่าจะต้องเขียนเรื่องอะไร ไม่มีหรอกต้นบับต้นแบ็บ ไปนึกมาแล้วกัน ว่าจะให้เขียนเรื่องอะไร แล้วมาบอก แล้วค่อยมารับ เอางั้นนะ เอาละ กลับไปได้แล้ว จะนอน

ผมกลัวการทำให้คนเป็นบ้ามากกว่าการฆ่าคนตาย วิธีนี้ไม่กล้าใช้

เป็นดังนี้ผมก็เลยต้องมานั่งพินิจพิจารณาเครื่องพิมพ์ดีดประจำตัวด้วยอารมณ์ร้าวรานรันทดอีกหน

เอาละครับ ที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น เรียกตามภาษาเรียงความโบราณก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็น ความนำ หรือคำนำ หรือจะเรียกแบบสมัยใหม่ว่าเป็น อารัมภกถา อารัมภบท คำปรารภ บทเกริ่น หรือจะเรียกอะไรก็เรียกได้ตามสะดวกนะครับ เพราะคำแปลมันก็เหมือนกันนั่นแหละ คือแปลได้ว่า ทำให้หน้ากระดาษหมดเปลืองไปด้วยน้ำ

ส่วนที่เป็นเนื้อนั้นจะตามมา

ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องนี้ให้ได้ความยาวสักสามหน้ากระดาษ ตอนนี้ก็ได้มาสามหน้ากระดาษเรียบร้อยโรงเรียนนักเขียนไปแล้ว

กลวิธีอันนี้เป็นสิ่งที่คนเกิดมาเขียนอย่างผมจำเป็นต้องรู้ และจำเป็นต้องใช้เรื่องนี้ ไม่ได้รู้และใช้แต่จำเพาะผมเพียงลำพัง คนเกิดมาเขียนคนอื่นๆ เขาก็ใช้กันให้เลอะเทอะเปรอะไป อยู่ที่ว่าเขาจะบอกให้รู้หรือเปล่าเท่านั้นแหละ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเขาก็ไม่บอกหรอก เขาชอบที่จะปล่อยให้งง ที่เขาไม่บอกกันนั้น ก็น่าจะมีเหตุผลอยู่สามประการ ประการแรกคือ ไม่อยากบอก ประการที่สองคือ ไม่มีใครถาม ประการที่สามคือ ไม่มีใครรู้ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นเนื้อ อะไรเป็นน้ำ

คนเกิดมาเขียนในประเทศนี้น่ะ ไม่จำเป็นต้องรู้อะไรครบถ้วนนักดอกนะครับ รู้หรอมแหรมแบบผมนี่ก็พอทำมาหากินได้ ถึงจะไม่ดีอะไรนัก แต่จะว่าไม่ดีเสียเลยก็ไม่ได้ คือถึงจะมีไม่ดีอยู่ แต่ก็เห็นว่าที่ไม่ดีนั้นก็ยังดี เรียกว่าดีกว่าพวกที่เกิดมาขุด เกิดมาเข็น และเกิดมาขอ

จบแค่นี้แหละครับ ส่วนที่เป็นเนื้ออันบอกว่าจะตามมานั้นไม่มี อันนี้เป็นความเรียงหรือข้อเขียนสมัยใหม่ ไม่ต้องมีก็ได้ ความเรียงหรือข้อเขียนสมัยใหม่นี่ เขาไม่มีรูปแบบหรือกติกาอะไรที่แน่นอน การเขียนความเรียงที่มีแต่คำนำ หรืออารัมภกถา เช่นนี้พึงทำได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก

เป็นเรื่องทันสมัย ทันกัน และเข้ากับวัยรุ่นในยุคปัจจุบัน


^ กลับด้านบน ^


กับใจที่ร้างลาไป
แต่ยังจริงใจ... ผูกพัน
ห่วงใยและอบอุ่น
นานเท่านาน... ยังผูกพัน
ผูกพันไปเรื่อยๆ เมื่อยแล้วบอก

จิ๋มหูด