ฉบับที่ 11 ตุลาคม 2530 "นักเขียนรับเชิญ" ทิวา สาระจูฑะ

ทิวา สาระจูฑะ

ทำหนังสือมาแล้วหลายเล่ม
ล้วนแล้วแต่เป็นตำนาน
ซุปเปอร์โซนิค
หนุ่มสาว
จนถึง...
กรุงเทพ 30
ปัจจุบันลงทุนทำหนังสือ
ชื่อ "สีสัน"
ด้วยความเชื่อมั่นในฝีมือ...

ค่ำวันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังทำกิจกรรมที่เยาวชนไม่ควรทำ (ผิดศีลข้อที่ 5 ด้วย) ผมก็ได้พบหน้าตาคุ้นๆ ของคุณสมจุ้ย เจตนาฯ (ใส่ "ฯ" ไว้สำหรับเจตนา แต่ละอย่าง ในต่างกรรมต่างวาระ) เราโอภาปราศรัยเป็นที่เบิกบาน ไม่เป็นสาระอยู่ครู่หนึ่ง คุณสมจุ้ยผู้มีคำพูดติดปากว่า "นะ พี่นะ" ก็บอกกับผมว่า ให้ช่วยเขียนอะไรสักอย่างลงใน "ฯลฯ" แน่นอน ในคำขอร้องนั้นต้องปิดท้ายด้วยคำว่า "นะ พี่นะ"

ผมก็ตอบคุณสมจุ้ยไปด้วยเสียงเพี้ยนคีย์ไปนิดนึงว่า "เฮ้ย กลัวเขียนแล้วไม่ตลก ไอ้เรามันตลกในวงพรรคพวกพอได้ แต่เขียนไปจะไม่ตลก พลอยจะเสียแนวหนังสือด้วย" คุณสมจุ้ยก็พูดเป็นเชิง เรามีเรา ให้กำลังใจกันซะไม่มี บอก "พี่เขียนเหอะ ไม่ต้องตลกก็ได้ นะ พี่นะ"

ในที่สุดผมก็ตกลง แม้ว่าจะยังไม่ยินดีเปลี่ยนชื่อเป็น "พี่นะ" ตามที่คุณสมจุ้ยเรียก

สิ่งที่กำลังอ่านอยู่นี้คือคำโปรย ที่ยาวกว่าคำโปรยตามปกติ เป็นคำโปรยที่เขียนขึ้นมา เพื่อตอบแทนคุณงามความดี ของคำโปรยโดยเฉพาะ และเพื่อผ่อนแรงจากเรื่องหลัก ไม่มีความเกี่ยวพันใดๆ กับเรื่องข้างล่างนี้แม้แต่น้อย จะอ่านเฉพาะคำโปรย โดยไม่อ่านเรื่องก็ได้ หรืออ่านแต่เรื่อง ไม่ต้องอ่านคำโปรยก็ได้อีกนั่นแหละ

หรือไม่อ่านทั้งสองอย่าง ก็ไม่มีใครต้องเจ็บปวด รวดร้าว ร้าวราน สะทกสะท้าน เปลี่ยวเหงา เปล่าดาย และเดินตากฝนให้เป็นหวัด โดยไม่มีสาเหตุ


เขียวตายแล้ว ตายอย่างไม่สมควร!

คงจะมีแมลงวันจำนวนมาก รู้สึกสะใจกับการตายของเขียว แต่ไม่ใช่ผมแน่ แม้ผมกับเขียวจะมีความแตกต่าง ในวิธีคิดอ่านและใช้ชีวิต แต่ผมก็เป็นแมลงวันตัวเดียว ที่เข้าใจแมลงวันนอกคอก ที่ใครๆ กล่าวหาอย่างเขียว

เขียวเกิดทีหลังผมเกือบชั่วโมง แถวกองขยะเล็กๆ วัยต้นของชีวิตเขียวก็ไม่ได้แตกต่างจากแมลงวันอื่นๆ เขากับผมบินเวียนหาอาหาร เสพอาจมด้วยกัน ในรัศมีพื้นที่ไม่ไกลบ้านนัก นานๆ ครั้งเราจึงจะออกไปหาเรื่องตื่นเต้นในบ้านคน การหลบรอดไม้ตีแมลงวันได้ เป็นความภาคภูมิใจของแมลงวันวัยคะนองอย่างเรา แมลงวันเล็กๆ อาจจะไม่มีประสาทสัมผัสฉับไวต่อสิ่งรุกรานเท่ากับผู้อาวุโส แต่เราก็มีความรวดเร็วคล่องตัวเป็นสิ่งทดแทน

ช่วงเวลาของความหฤหรรษ์ดูเหมือนจะไม่เคยอยู่กับใครนาน

วันหนึ่งขณะที่ผมกำลังถูหน้าแข้งอย่างเพลิดเพลินหลังอาหารเย็น เขียวบินเนิบนาบเข้ามา เขียวหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าผม นิ่งอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

"ฉันอยากเป็นนก"

ผมถึงกับหัวเราะดิ้นตัวงอ ล้มคว่ำล้มหงาย พอรู้สึกตัวว่าอาจจะทำให้เพื่อนเจ็บปวด ผมก็รีบลุกขึ้นมาวางท่าเคร่งขรึม

"ไม่เป็นไรหรอก" เขียวบอกด้วยเสียงเรียบเฉย "ฉันรู้ว่าถ้าฉันบอกเรื่องนี้กับใคร เขาก็ต้องหาว่าฉันบ้า..."

"เฮ้ย ฉันเปล่านะ" ผมรีบตัดคำ "ฉันเพียงแต่ควบคุมตัวเองไม่ได้ มันช็อคน่ะ แกก็รู้ว่าฉันพอมีเรื่องช็อคแล้วจะต้องหัวเราะ อย่างน้อยก็ดีกว่าช็อคแล้วขาดใจตาย ใช่ไหม"

"อืม ฉันเชื่อ" เขียวผงกหัวเป็นเชิงยอมรับ ทำให้ผมสบายใจขึ้น "ฉันรู้สึกว่าโลกของเรามันช่างคับแคบเหลือเกิน แกเห็นนกไหม เมื่อพวกมันโบยบินขึ้นไปบนผืนฟ้า มันก็ได้เห็นความงดงามของผืนดิน และสายน้ำเป็นเส้นสายลายริ้วสลับสีสัน นกมีอิสระที่จะไปไหนมาไหน"

"ทำไม แมลงวันอย่างเราก็ไปไหนมาไหนได้"

"ใช่ แต่แมลงวันอย่างเรามีเพดานบินต่ำ ความจริงอาจจะไม่ใช่ข้อจำกัด แต่พวกเราไม่เคยมีความพยายามที่จะพุ่งตัวให้สูงขึ้นไป เราไม่กล้าลอง และเราไม่เคยเชื่อว่า รสชาติของความเป็นอิสระ จะหอมหวานกว่าขยะอาจมที่เสพกลืนอยู่ทุกวัน เราอิ่มจนเราไม่คิดฝันอะไรเลย"

ผมฟังคำพูดยืดยาวของเขียวแล้วก็อดไม่ได้

"เฮ้ย ไม่เห็นเหมือนแมลงวันพูดเลย เอาง่ายกว่านี้ได้มั้ย กบาลเล็กกะจิ๊ดเดียวแค่เนี้ย พูดคุยอะไรอย่าให้มันยากนักซีวะ"

"เอาล่ะ ไม่เป็นไร แกรู้เพียงว่าฉันอยากเป็นนกก็พอ ฉันบอกเพราะแกเป็นเพื่อนตัวเดียวที่ฉันมี" เขียวสบตาผม ก่อนจะบินจากไป

"ไปก่อนนะ"

"โชคดี" เป็นคำเดียวที่ผมนึกได้ในช่วงเวลาอย่างนั้น

 

ไม่มีใครรู้ว่าเขียวหายไปยังหนใด บางทีที่นั่นอาจจะไกลเกินแมลงวันทั่วไปนึกถึง ผมได้คุยเรื่องของเขียวกับผู้เฒ่าเจนโลก ซึ่งทุกวันนี้ท่านสมัครใจที่จะเดินเลาะเล็มอาหาร มากกว่าขยับปีกโผจากที่โน่นไปที่นี่

"มันกำลังแสวงหา และมันจะไม่มีวันพบความสำเร็จ" ผู้เฒ่าเอื้อนเอ่ยช้าๆ

"นกบินเป็นศิลปะ แต่แมลงวันบินเป็นการเอาชีวิตรอด"

"ผู้เฒ่าพูดไม่รู้เรื่องเหมือนไอ้เขียวอีกแล้ว แบบไหนกันเนี่ย" ผมสงสัย

"แบบคน!"

ฮ้า แก่แล้วยียวนซะด้วย ผมสะกดอารมณ์ไว้ได้

"ทำไมจะไม่พบความสำเร็จ" ผมไม่กล้าอย่างเขียว แต่ผมก็ให้กำลังใจเขียวอยู่เงียบๆ ตลอดเวลา

"เอ็งมีปีกที่แข็งแรงและลมอุ้มได้ดีเหมือนนกหรือไม่? เอ็งอยู่ได้โดยเลือกอาหารหรือไม่? เอ็งเลี้ยงดูแมลงวันตัวอื่นๆ ด้วยได้หรือไม่? เอ็งสร้างบ้านในที่สูงได้หรือไม่? เอ็งมีหน้าตาที่.."

"พอแล้วผู้เฒ่า ฉันว่ามันก็น่าจะลองได้" ผมเอาคำของเขียวมาใช้

"แล้วทำไมเอ็งไม่ไปลองดูอย่างมันล่ะ?"

"ผมใจไม่ถึง"

 

เขียวกลับมาแล้ว ผอมซูบไปกว่าเดิม ไม่มีแมลงวันตัวไหนเฉียดเข้าใกล้ ราวกับว่าเขียวมีกลิ่นของยาฆ่าแมลง เสียงซุบซิบแพร่ลามไปทั่วทุกมุมของกองขยะ เขียวมันหัวสูง เขียวไอ้แมลงวันนอกคอก เขียวมันไม่ใช่แมลงวันต่อไปแล้ว และมันอาจจะไม่ใช่อะไรทั้งนั้น

แต่สำหรับผม ไม่มีความเปลี่ยนแปลงระหว่างเรา ในโลกที่ไม่มีใครเลย เขียวยังมีผม "ทำไมแกผอมมากมายขนาดนี้?" ผมถาม

"ฉันฝึกบินหนัก และคิดว่าสำเร็จ" เขียวตอบสั้นๆ แววตาของมันเต็มไปด้วยความหวังฉายโชนอยู่ภายใน ประกายตาที่ผมไม่เคยเห็นในดวงตาแมลงวันตัวไหน

"ฉันจะต้องไปอีก แวะมาเพราะคิดถึงแกเท่านั้น ฉันเหมือนตัวแปลกหน้าในสังคมแมลงวัน ไม่มีที่ว่างสำหรับแมลงวันแปลกหน้าใช่ไหม?"

"แต่แกอธิบายให้พวกเขาฟังได้"

"คำอธิบายไม่สามารถเปลี่ยนผิดเป็นถูกได้"

"ก็ไม่มีอะไรต้องเสียไม่ใช่หรือ?"

"เสียเวลา เสียน้ำลาย เสียความรู้สึก" เขียวไม่มีน้ำเสียงตลกปนอยู่แม้แต่น้อย

"ฉันคงจะต้องไปแล้ว ฉันจะบินให้แกและไอ้พวกแมลงวันงี่เง่าทั้งหลายนี่ดู บินแบบนก"

ผมไม่ได้พูดอะไร นึกไม่ออกจริงๆ ว่าผมควรจะพูดอะไร แม้แต่คำว่าโชคดี

เขียวเริ่มขยับปีกช้าๆ แล้วค่อยๆ เร่งเร็วขึ้น เร็วขึ้น ร่างถูกยกลอยจากพื้น เขียวยังใช้วิธีกระพือปีกแบบแมลงวัน ในระดับความถี่สม่ำเสมอ แต่เมื่อขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ผมก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลง เขียวหยุดกระพือปีก มันพยายามโผร่อนเหมือนนก สิ่งที่ผมรู้สึกได้ตอนนั้นคือ คำพูดของผู้เฒ่า แมลงวันไม่มีทางบินเป็นศิลปะ

ชั่ววูบเดียว เขียวค่อยๆ ร่วงลงมา ทำไมมันไม่ขยับปีก?

"เฮ้ย กระพือปีกซี เขียว บินซีโว้ย" ผมละล่ำละลักแทบไม่เป็นภาษาแมลง

ไม่มีคำตอบจากเขียว ร่างของมันค่อยๆ ร่วงสู่พื้นโดยไม่มีส่วนใดขยับ

เขียวนอนหงายท้องนิ่ง ดวงตาหรี่จนเกือบจะปิด ลมหายใจรวยรินออกมาเป็นห้วงๆ

"เขียว แกทำไมไม่บิน?"

"ฉัน... จะทำให้ดู.... ว่าฉันบิน... เหมือนนก..."

ประโยคไม่ปะติดปะต่อ เป็นประโยคสุดท้ายในชีวิตของแมลงวันตัวหนึ่ง ร่างกายอ่อนล้าของเขียวเกิดจากการฝึกบินอย่างหนัก แต่ที่ทำให้เขียวตายจริงๆ นั้นเป็นเพราะมันไม่ยอมกระพือปีกถี่ๆ อย่างแมลงวัน เขียวกลัวเสียหน้า กลัวที่จะถูกเย้ยหยัน เขียวมันเชื่อมั่นว่ามันคือนก มันหลุดออกไปจากกรอบของแมลงวันแล้วโดยความรู้สึก แม้ว่ายังไม่หลุดไปในด้านสรีระ ตายเพราะกลัวเสียศักดิ์ศรี มันตายเพราะได้เข้าไปในอีกกรอบหนึ่ง

เขียวตายแล้ว ตายอย่างไม่สมควร!

ผู้เฒ่าเจนโลก ไต่เศษขยะมายืนดูศพเขียว และพึมพำ

"มันฝันจะบินได้เหมือนนก แต่ดันไปคิดแบบคน"

^ กลับด้านบน ^



ปลาบู่หน้าทู่
ยิ้มหน้ายู่ ให้ปลาทอง
ปลาทองยิ้มตอบแก้มป่อง
แล้วแย่งลูกน้ำกันกิน
เหลือลูกน้ำตัวสุดท้าย
ต่างฝ่ายต่างไว้ลาย
ลูกน้ำเลยกลายเป็นยุง..

ญดาศจี..