![]() |
|
|
แม่นะแม่... ช่างทำกับผมได้... แม่ไม่รู้หรอกว่า การตั้งชื่อลูกด้วยอารณ์ชั่ววูบของแม่นะ ทำให้ผมต้องเดือดร้อนแค่ไหน ผมอยากรู้จริงๆ ว่า อะไรเป็นแรงดลใจให้แม่ต้งชื่อผมว่า 'ใคร' ก็แม่น่ะ ด่วนจากผมไปเสียก่อน หลังจากตั้งชื่อผมเสร็จ คืองี้ครับ พอหมอที่ทำคลอด บอกกับแม่ว่า 'คุณได้ลูกชายครับ' แม่ก็รีบตั้งชื่อให้ผมว่า 'ใคร' ทันที แล้วฝากหมอมาขู่พ่อว่า ถ้าพ่อเปลี่ยนชื่อผมจาก 'ใคร' เป็นอื่นแล้วล่ะก็ เวลาแม่ตาย แม่จะไม่ยอมหลับตาเป็นอันขาด พ่อเลยไม่กล้า ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ชื่อจริงของผม แม่ยังตั้งได้สะใจจริงๆ ผมชื่อ 'ปริศนา' ครับ ฮะ ใช่ฮะ คุณอ่านไม่ผิดหรอก แต่ผมว่าหมอสิฟังผิด ผมพยายามตามหาตัวหมอที่ทำคลอดให้ผม เอ๊ย ให้แม่ผม เพื่อสอบปากคำ แต่หมอก็ย้ายไปอยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้ เห็นคนข้างบ้านหมอบอกว่า หมอเบื่อคนไข้ ที่มาคลอดแล้วชอบตั้งชื่อให้ลูกแปลกๆ แล้วด่วนจากไป ปล่อยให้หมอต้องรับภาระหนัก ในการที่จะต้องยืนยันกับพ่อของเด็กว่า หมอฟังไม่ผิด หมอฟังไม่ผิดๆ นี่หมอหมายถึงกรณีของผมด้วยล่ะสิ สรุปแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังเป็น 'ปริศนา' สำหรับผมต่อไป โธ่ คุณครับ ถามได้ ทำไมผมถึงจะไม่อยากเปลี่ยนชื่อ ผมอยากจนกระเพาะจะทะลุอยู่แล้ว ติดอยู่ว่า 'ผมรักแม่มากครับ' (ถ้าแม่มาได้ยินประโยคนี้คงปลื้มไม่รู้จบเชียวล่ะ' ผมไม่อยากทำร้ายจิตใจแม่ แม้ว่าแม่จะตายไปตั้งแต่ผมเกิดแล้วก็ตาม แล้วอีกอย่าง ผมก็หาหลักฐานมายืนยันว่า หมอฟังผิดไม่ได้.. เฮ้อ ช่างมันเถอะครับ ผมทำใจได้ ด้วยเหตุที่ผมขาดแม่ ทั้งยังเป็นลูกคนโต คนสุดท้อง คนเดียวของพ่อ พ่อจึงเลี้ยงดูผมเป็นอย่างดี ดีจริงๆ นะครับ ตอนเด็กๆ เนี่ย ผมอ้วนสิบคนโอบเลยล่ะ เวลาเพื่อนๆ ของพ่อ หรือญาติๆ ของพ่อ และของผมมาที่บ้าน ก็ชอบมากุ๊กกิ๊กกับผม หอมแก้มมั่ง จับพุงมั่ง บีบไข่มั่ง บีบคอผมเล่นมั่ง พวกเขาชื่นชมผมได้แค่นั้นล่ะครับ ทั้งๆ ที่เขาอยากจะอุ้มผมตับแทบทรุด แต่ฝันไปเถอะ ขนาดสิบคนโอบอย่างนั้น มีแต่รถตักหินเท่านั้นแหละ ที่อุ้มได้ พ่อชอบเรียกผมอย่างเอ็นดูจัดว่า 'เจ้าหมูใครของพ่อ' ซึ่งผมแอบรู้มาว่า ในก้นบึ้งของหัวใจจริงแล้ว พ่อชอบชื่อ 'หมู' มาก แล้วก็อยากให้ผมชื่อ 'หมู' ด้วย ผมสงสารพ่อมาก เวลาที่พ่อเรียก 'เจ้าหมูใครของพ่อ' แล้วพยายามที่จะไม่ตกคำว่า 'ใคร' ไป เพราะถ้าไม่งั้น แม่เกิดลืมตาขึ้นมา มันจะยุ่งเอา พอผมเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่ม ผมเป็นหนุ่มเร็วครับ ซักประมาณ 7-8 ขวบเห็นจะได้ ผมก็เริ่มผอมลงๆๆๆ ปีละ 1 คนโอบ โดยไม่ทราบสาเหตุ (ผมมันเป็นคนมีปริศนาอย่างนี้แหละ) อายุ 13 ก็เหลือแค่ 5 คนโอบ พอเหลือแค่ 1 คนโอบตอนอายุ 17 มันก็หยุดผอมไปเอง (ไม่ยักกะรอให้ถึง 0 คนโอบ) เพราะมันผอมเองได้ ก็หยุดเองได้ไม่ต้องให้ใครช่วย แต่ผมก็ยังเป็น 'เจ้าหมูใครของพ่อ' อยู่ดี "หมูแผ่นไง" พ่อว่างั้น แต่ไม่ไหวหรอก จะให้ผมชื่อ 'หมูแผ่นใคร' น่ะ มันออกจะเกินไป ผมไม่ยอมแน่ ผมบอกกับพ่ออย่างนั้น ปกติแล้วพ่อเป็นคนไม่ยอมคน (เชื่อมั้ย ขนาดชงกาแฟ พ่อยังไม่ยอมคนเลย ตอนชงนมให้ผมกินก็เหมือนกัน กะอีแค่คนซัก 2-3 ที ให้น้ำกับนมผงมันเข้ากันเสียหน่อย พ่อก็ไม่ยอมคน มุขครับมุข ) แต่คราวนี้พ่อยอมเป็นครั้งที่สอง หลังจากเคยยอมแม่มาแล้วครั้งนึง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องแปลกมากทีเดียวสำหรับผม เป็นหนุ่มแล้วนี่ ก็ย่อมมีความรักมาให้หวั่นไหวเล่นเป็นธรรมดา ความรักครั้งแรกของผมเหรอครับ เราพบกันบนบันไดเลื่อน ผมอยากให้เธอจำชื่อ แต่เธอดันไปจำสิวหัวหมูตรงหว่างคิ้วผม แค่ชั่ว 1 บันไดเลื่อน (เลื่อนจากชั้น 2 ไปชั้น 3) ก็สามารถทำให้เรารักกันได้ อ้อ ผมลืมบอกไปนิดนึง เธอเลื่อนลง ผมเลื่อนขึ้นครับ เธอทำให้ผมตาบอดสีไปอย่างไม่รู้ตัว มองโลกเป็นสีช้อคกิ้งพิ้งค์ทั้งใบ แต่ในที่สุด ผมก็พบว่า แท้จริงแล้วเธอนั่นแหละ คือจักษุแพทย์ที่รักษาโรคตาบอดสีของผม ให้หายขาดสะบั้น ไม่ยากหรอกครับ สาวๆ คนอื่นจะนำไปใช้บ้างก็ได้ แค่หันไปควงหนุ่มคนอื่นแทน แล้วปฏิเสธ ปฏิเสธๆๆ ทุกประตูที่เจ้าหนุ่มคนเดิมเพียรพยายามจะทำสนธิสัญญาต่อสัมพันธ์กับคุณ เท่านั้นเอง และที่ผมชักจะเคยชินเข้าไปทุกวันก็คือ
'ผมไม่รู้สาเหตุ' อีกแล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตผม ดูจะเป็นปริศนาไปเสียหมด
แต่ไม่ต้องห่วงผมหรอก ผมทำใจได้อย่างที่บอก ว่าแต่คุณเถอะ... รู้หรือเปล่าครับ
ว่าเรื่องที่คุณอ่านมาจนจบนี้น่ะ... ใครเขียน??... |
|
'เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย'
'ใครเขียน' เรื่องเมื่อกี้เขียนโดยใคร? ถึงจะไม่ใช่คำถามชิงรางวัล (ไม่มีรางวัลให้ชิงด้วย) แต่ก็จะเฉลยให้ ใครจะทำไม 'เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย' มีชื่อจริงว่า ชลลดา เตียวสุวรรณ มีผลงานในไปยาลใหญ่ 3 เรื่อง ได้แก่ เด็ก มอ ณ มช. แต่เรื่องนี้ใช้นามปากกาว่า 'ชนบท' ส่วนอีกสองเรื่อง คือ เรื่องสั้นๆ ของวันว่าง และ ใครเขียน จึงจะใช้นามปากกาว่า 'เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย' นอกจากนี้ยังมีกลอนลงในหน้านี้พี่หมีควายคุมอีก 'กาเหว่า' เป็นชื่อเล่นของจริงที่ใช้เรียกกันในหมู่ญาติพี่น้อง ครอบครัว เพื่อนฝูง และคนรู้จัก กาเหว่าเป็นคนชัยภูมิ ที่อยู่ไม่ติดถิ่น หลังจากจบการศึกษาภาคอนุบาลที่บ้านเกิดแล้ว กาเหว่าก็ต้องระเห็จมาเรียนประถม มัธยมที่กรุงเทพฯ จบมัธยมก็โยกย้ายสำนักการศึกษาไปสู่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มส่งผลงานเขียนมาที่ไปยาลใหญ่เป็นแห่งแรกก็สมัยอยู่มช. นี่เอง "ความจริงก็เริ่มตั้งแต่สมัย ม. 5 ม. 6 ที่ปานะพันธ์ แต่ก็เขียนเก็บๆ เอาไว้ ไม่ได้ให้ใครอ่าน ก็มาเผยไต๋ที่ไปยาลใหญ่นี่แหละ" แรงบันดาลใจที่ทำให้กาเหว่าชอบเขียนหนังสือก็คือ ตอนปี 1 งานที่เขียนส่งอาจารย์สุพรรณ (แรคำ ประโดยคำ) ในวิชาบังคับพื้นฐานภาษาไทย มักได้รับคำชม และได้อ่านโชว์หน้าห้องเสมอ นอกจากนี้ยังมีคุณแม่ที่แสนดีสนับสนุนให้กาเหว่าชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก เหมือนเป็นการสั่งสมวิทยายุทธไว้ (แล้วก็ได้ใช้จริงๆ) หนังสือที่กาเหว่าอ่าน ส่วนใหญ่จะเป็นวรรณกรรมสำหรับเด็ก โดยเฉพาะต้นส้มแสนรัก เป็นเรื่องที่ชอบเป็นพิเศษ นอกจากจะมีฝีไม้ลายมือทางปากกา เขียนหนังสือได้น่าอ่านแล้ว กาเหว่ายังมีฝีมือลายไม้เชิงอาวุธไม่ให้เสียชื่อเสียงหญิงไทยใจสู้ มีตำแหน่งแชมป์เหรียญทองปืนสั้นอัดลม กีฬาภายในมหาวิทยาลัยครั้งที่ 22 เป็นเครื่องหมายรับประกันคุณภาพความแม่นอีกด้วย ปัจจุบัน กาเหว่า
กำลังจะขึ้นชั้นปีที่ 4 คณะสังคมศาสตร์ ภาควิชาบัญชีและบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
"เผื่อวันหน้าวันหลังต้องเลิกเขียนหนังสือ จะได้มีอาชีพนักบัญชีสำรองไว้"
แต่ความจริงแล้วกาเหว่าบอกเราว่า อยากเรียนวาดรูปมากกว่า จะได้เอาไว้เขียนรูปประกอบเรื่องเอง
แต่จะบอกอะไรให้นะกาเหว่า เรื่องวาดรูปประกอบเรื่องของตัวเองน่ะ ฝึกฝนไว้ก็คงอีกไม่นาน
แต่ถ้าคิดจะเลิกเขียนล่ะก้อ ขอทีเถอะ มีฝีมือจะเก็บเอาไว้ทำไม
|
| |
|