ฉบับที่ 39 มิถุนายน 2533 "เรื่องสั้น" พิง ลำพระเพิง


สิวเม็ดเต่ง กำลังถูกรีดออกมาจากใบหน้าของชายหนุ่มอย่างตั้งอกตั้งใจ ส่วนหัวสีเหลืองหนืดของมัน ค่อยๆ โผล่พ้นรูขุมขนออกมาอย่างเกียจคร้าน ก่อนที่จะกระเด็นพุ่งเข้ากระแทกกระจกส่องหน้าอย่างจัง

มรกรด จ้องมองหัวสิวที่เกาะติดอยู่บนกระจกอย่างอาฆาต เขาอยากให้มันมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ มันจะต้องคลานกระเสือกกระสน อยู่บนผิวกระจก อย่างงุ่มง่ามเป็นแน่ แล้วเขาจะค่อยไล่ขยี้มันให้ตายอย่างช้าๆ ให้สาสมกับที่มันบังอาจมาฟักร่างอยู่ใต้ใบหน้าของเขา

ใบหน้าอันหล่อเหลาของนักมวยแชมป์โลก "มรกรด ลูกคนเดียวของแม่"

เสียงรายงานข่าวดังนุ่มออกมาจากลำโพงวิทยุชั้นดี

"ขณะนี้ ฝ่ายกบฏ มูจาฮีแมน ยังคงซุ่มโจมตีฝ่ายรัฐบาลอย่างหนักหน่วง และยังคงประกาศแข็งกร้าวต่อต้านนโยบายเหยียดผมต่อไป จนกว่าทางรัฐบาลจะยอมให้พวกผมแดงและผมแตกปลาย มีอำนาจทางการเมือง เช่นเดียวกับพวกผมดำสลวย แล..."

มรกรดเดินไปปิดวิทยุในทันที เขามักทนไม่ได้ ถ้าจะต้องฟังสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความคิดเห็นของเขา

"ทู่เรศจริงๆ ความคิดต่อต้านห่วยๆ ไอ้พวกเอียงซ้าย"

ชายหนุ่มพึมพำขณะเช็ดหัวสิวออกจากกระจกส่องหน้าบานใหญ่ ใหญ่พอๆ กับประตูแน่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าของโรงแรมแห่งนี้ ขนเอามาติดตั้งเพื่ออะไร ห้องยิ่งแคบๆ อยู่ด้วย ช่างเถอะ...

"ดูโทรทัศน์ดีกว่า" มรกรดยิ้มให้กับตัวเองในกระจก ยักคิ้วข้างเดียวให้กับไฝที่มุมปากอีกหนึ่งที เท่จัง

ภาพบนจอโทรทัศน์เป็นหนังโป๊ๆ จากประเทศเอธิโอเปีย ลีลาจากนางแบบหุ่นไม้เสียบผีปิ้ง ทำให้ชายหนุ่มรีบเปลี่ยนช่องทันที วูบหนึ่งของสำนึก เขารู้สึกคุ้นหน้านางแบบมาก

"บัดสีจริง ไม่ดูสภาพตัวเองบ้างเลย"

มรกรดเลือกดูช่องการถ่ายทอดมวย การต่อสู้ของนักมวยทั้งสองในโทรทัศน์ ไม่ค่อยเป็นที่สบอารมณ์ของเขานัก ค่าที่นักมวยต่อยได้ไม่ดีเท่าเขานั่นเอง ในที่สุดฝ่ายหนึ่งก็เพลี้ยงพล้ำ ถูกกำปั้นเข้าที่กระพุ้งแก้มด้านใน ร่วงลงไปนอนซบหน้า กับเงาของตัวเองบนผืนผ้าใบ

"สมน้ำหน้า มันต่อยกระจอกแบบนี้ก็สมควรแล้ว" เขาปิดโทรทัศน์อย่างเบื่อหน่าย

ชายหนุ่มเดินมามองตัวเองอีกครั้ง เขาตั้งท่ามวยกับกระจก

"เมื่อกี้ ถ้าเป็นเรานะ... ฮึ่ม" มรกรดยิ้มให้กับตัวเองอย่างมันเขี้ยว

คุณพระช่วย มันไม่ยิ้มตอบเขา

"เราคงตาฝาดไปแน่ๆ" นักมวยแชมป์โลก มรกรด ลูกคนเดียวของแม่ ยกมือขึ้นขยี้ตาตัวเอง

มันยังคงยืนนิ่งอยู่เหมือนเดิม

"แกไม่ได้ตาฝาดหรอก" มรกรดไม่อยากเชื่อเลย มันกำลังพูดกับเขา ถ้าไม่มีไฝที่มุมปากยืนยันอยู่ ชายหนุ่มจะไม่เชื่อเลยว่า นั่นมันเป็นภาพสะท้อนของตัวเอง

"แก... แกเป็นใคร มาหลอกหลอนฉันทำไม" มรกรดเสียงสั่น

"ฉันเป็นใครน่ะรึ ว่าแล้วเชียว... นี่แกไม่รู้จักแม้กระทั่งตัวเองเชียวหรือ"

"ทำไมฉันจะไม่รู้จักตัวเอง" ชายหนุ่มอวดตัว "ฉันก็คือ มรกรด ลูกคนเดียวของแม่ นักมวยแชมป์โลกน่ะซิ"

"นั่นมันด้านที่แกมองออกมาจากตัวแกเองน่ะซิ มา... มานี่" มันเอื้อมมือมาฉุดมือของเขา

"มาดูอีกด้านหนึ่งบ้าง"

แล้วร่างของชายหนุ่มก็ถูกจูงเข้าไปในกระจก เขารู้สึกเหมือนเดินผ่านไข่ขาว เมือกของมันเคลือบผ่านตัวเขา แต่ไม่ยักเปียก

"แกจะพาฉันไปไหนกันนี่"

"ไปดูเรา"

ไข่ขาวที่เคลือบตัวเขาอยู่ สั่นเทิ้มฟองฟอดเหมือนถูกตีทำไข่เจียว ไข่แดงไข่ขาวผสมกันวิ่งวนอยู่รอบๆ ตัวเขาจนรู้สึกเวียนหัว ในที่สุดไข่แดงก็ค่อยๆ นอนก้น เหลือเพียงไข่ขาวใส ใสจนเห็นว่าตัวเขาทั้งสอง ยืนอยู่หน้าสนามมวย

"โอ่ย เวียนหัวจัง ตาลาย ยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย"

ชายหนุ่มทำตาลายพร้อย สวยเชียว

"แหม ทำตาลายดอกจันเชียวนะ กลัวไม่เชื่อหรือไงว่าหิวจริง"

"ไม่ได้ทำโว้ย มันเป็นเอง"

"งั้นเราแวะกินข้าวก่อนแล้วกัน"

ชายหนุ่มพยักหน้าให้ตัวเอง แล้วตัวเองของเขาก็เดินนำเข้าไปในร้านข้าว

"เชิญนั่งครับ" บ๋อยโค้งคำนับ "รับอะไรดีครับ"

"เอากุ้งยิงจานนึง ตาปลาที่นึง เท้าช้างด้วยนะ" มรกรดสั่งเป็นชุด

"รับ น้ำอะไรดีครับ"

"น้ำจืดก็แล้วกัน เร็วๆ หน่อยนะน้อง เดี๋ยวดูมวยไม่ทัน" ภาพสะท้อนของมรกรดเร่ง

ทั้งคู่นั่งรออาหาร ชายหนุ่มจ้องมองหน้าตัวเองอย่างพินิจ แล้วเอ่ยขึ้นว่า

"หน้าแกนี่ เวลาไฝย้ายไปอยู่อีกข้างแล้วตลกดีว่ะ"

"อะไรที่ไม่เหมือนแกนี่มันตลกนักหรือ" บ๋อยยกอาหารมาเสิร์ฟ ขัดจังหวะการพูดคุยพอดี

"กินอาหารกันดีกว่า" มรกรดตัดบท ทั้งสองกินอย่างรีบเร่ง

"แกถนัดซ้ายนี่หว่า ทำไมไม่กินมือขวาเหมือนฉันวะ" มรกรดร้องทัก

"ไม่จำเป็นต้องเหมือนนี่ ใช่ว่าขวาดีแล้วซ้ายจะไม่ดีซะเมื่อไหร่ ทุกคนล้วนแต่มีโลกทัศน์เป็นของตัวเอง ปล่อยให้เขาพิจารณาตัวเองเถอะ"

ระหว่างกินข้าว มีหญิงผอมโซมาเกาะโต๊ะ

"ไป... ไปที่อื่น" ชายหนุ่มไล่

"ไม่มีปัญญาหากินเองหรือไง"

"นี่ ฉันว่าถ้าหล่อนมีทางเลือก เธอคงไม่อยากทำแบบนี้หรอก ใครจะไปรู้ หล่อนอาจจะต้องยอมแม้กระทั่งเล่นหนังโป๊ เพื่อไม่ให้อดตายก็ได้" แล้วเงาของเขาก็ส่งเท้าช้างให้หญิงสาวข้างหนึ่ง เธอแทะกินอย่างหิวโหย แล้วจากไป

"น้องคิดเงินด้วย" บ๋อยเดินมาเก็บเงิน แล้วมรกรดกับตัวเอง ก็มุ่งสู่สนามมวย

 

"แกร็ง"

เสียงระฆังข้างเวทีคำรามอย่างกระหายคาวเลือด นักมวยค่ายมูจาฮีแมน กับค่ายรัฐบาล ต่างทะยานเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง นักมวยจากค่ายรัฐบาลตกเป็นรองอย่างไม่มีทางสู้

"เฮ้ย ทำไมต่อยกระจอกแบบนั้นวะ ดูทางมวยหน่อยซิ ไอ้โง่เอ๊ย"

มรกรดตะโกนแข่งกับแฟนมวยรอบสนาม แต่ผลการต่อสู้บนเวทีก็ยังเหมือนเดิม นักมวยมูจาฮีแมนยังคงไล่ถลุงคู่ต่อสู้ จนอีกฝ่ายร่างกายเละเทะ เปื่อยยุ่ย กล้ามเนื้อฉีกเป็นริ้ว กระดูกซี่โครงบางซี่แทงทะลุออกมานอกอก

"มันต่อยเลวสิ้นดีเลย แกว่ามั้ย" มรกรดเอ่ยถามตัวเอง

"ไม่ว่า" ตัวเองตอบ "เราไม่สิทธิ์ว่าใครหรือตัดสินใครทั้งนั้น เราไม่ใช่กรรมการของโลกใบนี้"

"แต่เรามีสิทธิ์วิจารณ์ในฐานะของผู้บริโภค ไม่ใช่หรือ" มรกรด อึกๆ อักๆ

"ใช่ เรามีสิทธิ์วิจารณ์ แต่แกต้องแยกให้ออกนะว่าอันไหนวิจารณ์ อันไหนดูถูก"

ชายหนุ่มไม่พูดอะไร เสไปมองการต่อสู้บนเวที แล้วเขาก็เห็นนักมวยค่ายรัฐบาลถูกต่อยคว่ำ กรรมการนับถึงร้อยก็ยังไม่ยอมลุก

"ดี...สม คนแพ้ไม่มีสิทธิ์ลุกอยู่แล้ว"

"จริงหรือ ฉันว่าถ้าไอ้นักมวยที่มันนอนคว่ำหน้าอยู่นั่นคิดอย่างแกนะ เราคงไม่ได้เป็นแชมป์โลกอย่างทุกวันนี้หรอก"

มรกรดสงสัยคำพูดของตัวเองเป็นอย่างมาก เขาค่อยๆ เดินไปพลิกใบหน้าของนักมวยคนนั้นดู

ใบหน้าของนักมวยฝ่ายรัฐบาลแดงคล้ำด้วยเลือดฝาด จมูกหักกระเจิงจนไม่อาจจำตำแหน่งได้ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเขาไม่มีทางลืม ก็คือไฝสีดำสนิท ตรงมุมปากนั่นเอง

"แกเคยเดินผ่านจุดนี้ไปแล้ว ไปถึงจุดที่แกต้องการแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า แกจะมีสิทธิ์ด่าคนที่กำลังตะเกียกตะกายได้ แกมีเสรีที่จะคิด แต่ไม่มีสิทธิ์บงการใคร"

 

"กริ๊งงงงงงงงง" เสียงกระดิ่งโทรศัพท์ดังลั่นแก้วหูจนล้น ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว

เขาเอื้อมมือจะไปสัมผัสกับตัวเอง แต่สิ่งที่เขารู้สึกกลับเป็นความเยียบเย็นของผิวกระจก มันไม่ใช่เมือกลื่นของไข่ขาวอีกต่อไป

ชายหนุ่มสะบัดหัวอย่างมึนงง ภาพสะท้อนในกระจกก็สะบัดหัวพร้อมๆ เขาเหมือนกัน ที่ผ่านมาเขาฝันไปหรือ?

"กริ๊งงงงงงงงง" เสียงโทรศัพท์ดังเตือนขึ้นอีกหน เขาหันหลังกลับเดินไปรับโทรศัพท์ กระจกยังคงตั้งตระหง่านอยู่ข้างหลังเขา

"ฮัลโหล มรกรด ลูกคนเดียวของแม่ กำลังพูดอยู่ครับ"

"ผมเป็นบ๋อยของทางโรงแรมนะครับ ไม่ทราบเกิดอะไรขึ้น ข้างห้องบอกว่าเสียงดังมาก"

"อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก เอ่อ... น้องช่วยย้ายกระจกห้องพี่ออกไปทีได้ไหม พี่กลัวว่ะ"

"กระจก" บ๋อยชักงง "กระจกอะไรกันพี่"

"ก็กระจกบานใหญ่ในห้องนี่ไง น้องนี่ชอบกลแฮะ" ชายหนุ่มหนาวเยือก รู้สึกเหมือนกำลังถูกจ้องจากทางด้านหลัง

"ผมไม่ได้ชอบกล ผมชอบจินตหรา" บ๋อยแก้ตัวต่อ "ห้องนั้นไม่เคยมีกระจกนี่นา มีแต่ภาพวาดคนลืมตัวขี่วัวลืมตีน รูปเบ้อเริ่มเลย..."

มรกรด ลูกคนเดียวของแม่ ไม่ได้ยินเสียงบ๋อยอีกต่อไปแล้ว เขาค่อยๆ หันหลังกลับไปดู แล้วเขาก็ได้เห็นภาพคนกำลังขี่วัวอย่างบ้าคลั่ง ที่สำคัญวัวในภาพมีไฝตรงมุมปากด้วยซิ


^ กลับด้านบน ^


อย่าเห็นฉันเป็น.....
ดอกหญ้าริมทาง.....
........................นะ
มันเหม็นเยี่ยว

เฉวงชัย ศิษย์ฉ่อย