![]() |
|
|
วันนี้ผมแย่เอาเสียจริง
ถ้าเป็นมุมอับของชีวิต ก็จะเป็นมุมที่อับที่สุดเท่าที่เคยมีมา ผมหนีทุกสิ่งทุกอย่างโดยมานั่งอยู่ที่นี่ ที่ร้านขายเหล้าเล็กที่ผมคุ้นเคย ที่นี่เป็นร้านเล็กๆ คูหาเดียวอยู่ริมถนนใหญ่ โต๊ะถูกขยายข้างสองข้างลึกเข้าไปถึงก้นร้าน แต่ผมสมัครใจที่จะนั่งที่โต๊ะหน้าสุดมากกว่า ผมอาจจะอับมากพออยู่แล้ว จนขยาดที่จะซุกตัวอยู่ในที่ที่อับอย่างก้นร้านก็ได้ มีเหล้าที่ผมกินไม่หมดฝากเอาไว้ และบริกรสาวที่มักมาคุยหยอกเอินกับผมเวลามานั่งกินที่นี่ ก็ยกมาให้อย่างรู้ใจพร้อมน้ำปรุง วันนี้เธอไม่มาพูดคุยอย่างเคย อาจจะเพราะคนเต็มร้าน ทำให้เธอมีงานมากเกินไป และก็ดี... เพราะผมอยากอยู่คนเดียวมากกว่า เหล้าแก้วแรกผ่านเข้าลำคออย่างจะชุบให้ทุกอย่างชุ่มชื่นขึ้น และผมก็รู้สึกดีกับมัน อาจจะด้วยแอร์ที่เย็นกำลังดี เสียงเพลงถูกใจ และสายฝนที่โปรยปรายอยู่ข้างนอกก็ได้ จากที่ผมนั่งนี่สามารถมองผ่านประตูหน้าร้าน ออกไปเห็นสภาพภายนอกได้อย่างถนัด ฝนซาลงมากแล้วหลังจากที่เปาะแปะมาได้ชั่วโมง ผู้คนยังเดินไปเดินมา เหมือนว่าเป็นบทที่ถูกกำหนดขึ้น ผสานกับรถที่วิ่งแข่งกันให้ถึงจุดหมาย ไม่มีใครยอมใครสักเท่าไหร่เลย เหล้าหลายแก้วถูกรินไหลสู่ร่างกาย เรียกเอาความสุขกลับมาได้บ้าง หลังจากที่ห่อเหี่ยวเต็มที กับเรื่องหนักสมองที่มะรุมมะตุ้มกันเข้ามาระยะนี้ เรื่องอะไรหรือ ก็เรื่องความไม่ลงตัวของสภาวะตัวเอง ความไม่ลงตัวของเศรษฐกิจ ความไม่ลงตัวของอนาคตข้างหน้า เมื่อเรื่องไม่ลงตัวมาอยู่พร้อมๆ กันแล้ว ก็เหมือนกับจับเอาฆาตรกรโหดหลายๆ คนมาอยู่ห้องเดียวกับคุณนั่นล่ะ มันมุ่งแต่จะชำแหละเราออกเป็นชิ้นๆ แต่ไม่ให้ตาย ให้เจ็บและปวด ให้ทนให้มากที่สุด ทนได้ทนไป ฮึดได้ฮึดไป หากอ่อนแอ ก็จะเจ็บเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่าพันทวี จนต้องหนีมาอยู่กับช่วงเวลาหลุดพ้นสักนิดหน่อยก็ยังดี ด้วยเกลียดความเป็นตัวเองเสียที่สุดแล้ว อยากจะหนีหายอย่างคนไร้ปัญญา แต่ก็ทำไม่ได้ จึงมุ่งแต่พึ่งแอลกอฮอล์ช่วยสักหน่อยก็ยังดี เพลงเปลี่ยนทำนองไปเรื่อยๆ จิตใจรื่นรมย์กับมันได้บ้าง บางครั้งก็ดิ่งลึกลงไปกับมันอย่างปล่อยอารมณ์ บริกรมาฉุดกลับขึ้นมาด้วยคำหยอกว่า "ฝันถึงใคร" ผมยิ้มแล้วก็ผสมเหล้าแก้วใหม่ เปลี่ยนสายตาจากโต๊ะตรงหน้าไปหาภาพการเคลื่อนไหวภายนอก ฝนหยุดแล้ว ผู้คนจึงเดินได้คล่องขึ้น แต่ก็ไม่มากคนเท่าช่วงแรก มีภาพชีวิตมาพอให้ได้ยิ้มหัว หนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินฉุดเดินหนีกันอยู่ฝั่งตรงข้าม ผู้หญิงคงจะงอนและผู้ชายตามตื้อ จับหลุดๆ และคงใส่อารมณ์กันจนคนเดินสวนไปมาต้องหันไปมอง และวิพากษ์วิจารณ์ ดูเหมือนฝ่ายหญิงจะข้ามถนนหนีให้ได้ โดยมีฝ่ายชายฉุดเอาไว้ เป็นอย่างนี้จนฝ่ายชายเบื่อ อยากไปก็ไป แล้วฝ่ายเจ้าหนุ่มก็เดินหนี สาวเจ้าข้ามมาคงอยู่แค่เกาะกลางถนน ไม่เห็นหนุ่มตามมาง้ออย่างที่คาด เลยต้องวิ่งกลับหลังเพื่อตามหนุ่มไป ภาพเกินขอบของสายตาไปแล้ว เลยไม่เห็นว่าเรื่องจะลงเอยอย่างไร แล้วก็กลับมาคิดเรื่องราวของตัวเองอีกครู่ใหญ่ คราวนี้เงยหน้ามองไปอีกที เห็นร่างคุ้นๆ ของใครคนหนึ่งอยู่ภายนอก คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นคนหนึ่งที่รู้จักดี และต้องตาต้องใจเมื่อคนๆ นั้นมาที่ประตูร้าน เพื่อจะเข้ามาข้างใน มันใกล้เสียจนเห็นว่ามันคือตัวผมเอง ขนลุกซู่อย่างช่วยไม่ได้ นี่มันอะไรกัน คนๆ นั้นเข้ามาด้วยอาการปกติ ในชุดที่ไม่ใช่ชุดผม แต่อย่างอื่นน่ะ ผมเลยล่ะ เขาเข้ามาแล้วชะงัก ก็ผมนั่งโต๊ะหน้าพอดีเลยนี่ เขายิ้มให้ มีแววตาประหลาดใจ และผมก็งงเสียจนลืมมรรยาทที่จะยิ้มตอบ จนเขาหย่อนตัวลงนั่งตรงหน้าเอง
ผมตอบอย่างกระท่อนกระแท่น เสียงเขาไม่เหมือนผมเท่าใดนักหากจะฟังดีๆ
เขาแนะนำชื่อ แล้วผมก็แนะนำตัวเอง
เขาคุยอะไรอีกยาว จนผมค่อยผ่อนคลายความรู้สึกกลัวเขาลงไป ดูท่าทีเขาจะสติมั่นกว่าผม พูดคุยเหมือนคุยกับคนอื่น ที่ไม่ใช่คนหน้าเหมือนตัวเองอย่างนี้
เขาบอกพลางผสมเหล้าเองอย่างคุ้นเคย
ผมซึ้งกับคำถามนี้ รู้ว่าเขาไม่ได้เย้ยหยัน แต่ก็อดสะท้อนใจกับคำพูดไม่ได้ จริงซินะ... ไปไหนกันหมด เรากินเหล้ากัน แล้วผมก็เลยเล่าเรื่องส่วนตัวของผมให้เขาฟัง ดูท่าทางเขาสนใจฟังมาก คงไม่ใช่ด้วยท่าทางของมรรยาทสังคมหรอก ผมดูออก และในช่วงท้ายของเหล้าแก้วที่ห้า ที่เรากินด้วยกัน เขาก็หลุดปากออกมาว่า...
ผมชะงัก
ผมหยุดกึก อึ้งพูดอะไรไม่ออก สมองคิดหนัก แล้วก็เหมือนกับว่ามีความคิดเจิดจ้าของแสงตรงทางออก สว่างวาบขึ้นมา ดีสิ ให้เขาเป็นผม ไปรับเคราะห์แทนผม ให้เขาต้องรับโทรศัพท์ทวงหนี้ตอนเช้า แล้วก็ตามด้วยตอนบ่าย แล้วก็ให้โทรไปผัดผ่อนกับภาระการเงินของรายอื่นๆ ให้เขาหนักหัวกับการหาทางออกกับเรื่องต่างๆ แทนเรา ให้เขาไปเจอไอ้ที่เราไม่อยากเจอแทน โอ... ช่างเหมือนยกภูเขาออกจากอกเสียจริงๆ ผมดีใจและตื่นเต้นมาก จนระงับใจไม่อยู่ รีบตอบตกลงทันที
ผมเรียกบริกรเก็บตังค์ เป็นการจ่ายเงินงวดสุดท้ายของผมแล้ว ส่วนภาระข้างหน้าผมก็มีตัวแทนมารับผิดชอบแล้ว ดีใจจริงๆ เราแยกจากกันตรงหน้าร้าน เขาโบกมือ และยิ้มให้ก่อนจะจากกัน ผมกระโดดไป ถนนหนทางเฉอะแฉะบ้างก็ไม่อนาทร โอ... เหมือนสวรรค์จริงๆ ที่หาทางออกให้ผมในขณะที่ผมเข้าตาจนจริงๆ เขาไปเป็นผมและผมมาเป็นเขา แต่ผมลืมถามไปสนิทเลยว่า เขาน่ะเป็นยังไง มัวแต่อารามดีใจที่เขาจะไปเป็นผมแทน แต่ก็ช่างเถอะ เขาจะเป็นยังไงก็คงดีกว่าสภาวะตัวผมจริงๆ ล่ะน้า คิดได้เท่านี้ผมก็มีความสุข มีความสุขจนอยากกินเหล้าต่อ และผมก็ไปต่ออีกร้าน สั่งเหล้ามากินอย่างอารมณ์ดี ไม่เหมือนกับอารมณ์ที่ร้านเมื่อกี้ตอนแรกเลยให้ตายสิ นี่แหละที่เขาว่ากันไว้ว่า ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอน ทุกข์ๆ อยู่ก็สุขได้ ยิ้มๆ อยู่เดี๋ยวก็ต้องร้องไห้ แต่ตอนนี้ผมได้แต่หัวเราะกับตัวเองคนเดียว ในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ผมกินเหล้าอีกอย่างไม่รู้สึกเมาเลย มีความสุขมากจนอยากเรียกคนสนิทๆ มากินด้วยกัน แล้วผมจะเล่าให้มันฟัง มันคงจะหัวเราะและมีความสุขกับผม แล้วผมจะหลับให้สบายคืนนี้ พรุ่งนี้ค่อยตื่นอย่างแช่มชื่นไปทำงาน แต่ผมจะทำงานอะไรล่ะ ก็ผมไม่ได้เป็นผมแล้วนี่นา...... เมื่อคิดถึงเรื่องงาน ความรู้สึกแปลกๆ ก็ผุดขึ้นมา มันเป็นความรู้สึกเป็นห่วงงาน งานที่ผมต้องทำ ต้องสาน ต้องดูแลต่อ เจ้าหมอนั่นจะทำได้ไหมนะ ถ้าไม่ได้ก็หมายความว่า ที่ผมสร้างมา 10 ปีก็พังทลายลงไปเลย จริงซินะ ในเมื่อผมมาเป็นเขาแล้ว พวกเพื่อนๆ พวกคนรู้จักสนิทสนมก็จะไม่รู้จักผมแล้ว แต่จะไปรู้จักตัวผมคนนั้น นี่ผมเสียเพื่อนไปแล้วหรือนี่ โดยที่ผมไม่มีโอกาสร่ำลาเลย แล้ว... ต่อไปผมจะคุยจะกินเหล้ากับใครล่ะ เพื่อนของเจ้าหมอนั่นที่เป็นใครก็ไม่รู้ ใช่สิ... มันเองก็บอกว่ามันไม่ค่อยมีเพื่อนหรอก นี่หมายความว่าเราจะอยู่ลำพังในโลกเหรอ แล้วพ่อแม่พี่น้องเราล่ะ จะทำอย่างไรกับเจ้าคนนั้น แล้วเจ้านั่นจะทำอะไรให้พวกเขาเสียใจหรือเปล่าก็ไม่รู้ โอยตายจริง... นี่ผมกำลังสูญเสียสิ่งที่ผมเป็นมาตลอดชีวิตไปเลยหรือนี่ ผมไม่อยากนึกไปถึงอะไรที่เลวร้ายมากไปกว่านี้อีกแล้ว นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่ ผมหนีตัวเองใช่ไหม และพอผมหนีได้ มันกลับไม่ใช่ ทำไมเป็นอย่างนั้น หัวผมกำลังจะระเบิดกับความสับสนของตัวเอง โอย... ช่วยผมด้วย ผมไม่เข้าใจตัวเองเลย ความคิดของผมมันสับสนไปหมด ผมควบคุมมันไม่ได้ อดีตของผมมันถาโถมเข้ามาในห้วงคำนึง มันกราดเกรี้ยวมากมายที่ผมยอมทิ้งมัน ผมตกใจและกลัว ช่วยผมด้วย มันดำมืดไปหมดแล้ว ................................................ ................................................ ผมตาหนักเหลือเกิน มันยากกว่าจะลืมมันขึ้นมาได้ แต่จิตใต้สำนึกมันกระตุ้นเตือนขึ้นมา ผมก็ต้องรีบลืมตาโพลง และผลุดลุกขึ้น นี่ผมอยู่ที่ไหนนะ รอบๆ ตัวผมค่อยๆ ชัดขึ้น และผมก็รู้สึกคุ้นเคย... มันคือในห้องผมเอง นี่ผมกลับมาอยู่ที่บ้านแล้ว ผมจำไม่ได้หรอกว่าผมกลับมาได้ยังไง แล้วเจ้าคนนั้นมันอยู่ที่ไหน มันไม่ได้กลับมาเป็นผมที่นี่อย่างที่มันบอกหรือไร หรือมันจะอยู่ข้างล่าง... ผมรีบลุกจากเตียง เปิดประตูบานที่ผมคุ้นเคยเป็นอันดี เพื่อจะลงไปข้างล่าง เสียงแม่ทะเลาะกับพ่อดังแว่วมา เหมือนยืนยันว่าเป็นบ้านของผมแน่นอน เพราะบ่อยครั้งที่เสียงนี้จะดังอยู่กับอาหารเช้า ทุกครั้งผมจะฟังอย่างเจ็บปวด แต่วันนี้ผมฟังอย่างดีใจ ที่ผมได้มาเป็นผมอีกครั้ง
แม่เสียงเบาลงเมื่อเห็นผม แล้วก็ไม่พูดอะไรอีก เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ทุกทีผมจะผวา แต่เช้านี้ผมยิ้มกับมัน และเตรียมตัวเตรียมใจที่จะพบกับอะไรก็ได้ ผมยินดีสู้ ผมอยากให้คุณเห็นผมเดินไปรับโทรศัพท์ มันผึ่งผาย องอาจ และมั่นใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมานานแล้ว ผมดีใจครับ |
![]()
|