ฉบับที่ 6 เมษายน 2530 "เรื่องสั้น" ปินดา โพสยะ

นี่ครับพ่อผม คนที่สวมเสื้อแดงกับกางเกงเขียวคนนั้น ไหนหรือครับ... ใช่แล้ว คนที่ตัวสูงๆ วิ่งไล่ต้อนนกพิราบนั่นแหละ

ก็เขาอยากได้ภาพแม่ติ๊ก… เมียเขา แม่ผมเอง… ยืนอยู่ท่ามกลาง ฝูงนกพิราบ เขาว่ามันสวยดี คิดได้อย่างนั้น เขาก็จัดแจงไปไล่ต้อนนกพิราบมาเดินเกาะแกะ มาบินอยู่แถวๆ ที่แม่ยืนบ้าง เขาว่ารูปมันจะต้องออกมาสวย

คนอื่นพากันชี้ชวนให้ดูพ่อทำอาการดังว่าจนแม่อาย กระซิบบอกพ่อว่า ไม่เป็นไรหรอก นกน้อยๆ ก็ได้ แต่พ่อก็ยังเชื่อว่า นกเยอะย่อมดีกว่านกน้อย แม่เลยบอกให้พ่อ ไปซื้อข้าวโพดมาโปรยล่อนกเอา

พ่อทำตามแม่ว่า ไปซื้อข้าวโพดมาเป็นถุงๆ มากจากเด็กแถวนั้น แล้วก็โปรยหว่านลงบนพื้นรอบๆ ตัวแม่

แต่นกก็ไม่พร้อมใจกันมากรูเกรียวดั่งนึก อาจเป็นเพราะว่ามันอิ่ม หรือไม่ก็เบื่อที่จะกินข้าวโพดที่ใครๆ ก็มักจะเอาโปรยให้กินแล้วก็ได้ ไม่อีกที นกมันอาจขยาดสีเสื้อแสบสันของพ่อก็ได้… อันนี้ผมคิดเอาเอง


กิจกรรมตักบาตรเนื่องจากวันเกิดของแม่จบลงด้วยว่า แม่ได้ชักรูปพร้อมกับฝูงนกนิดหน่อย

พ่อดูจะไม่สบอารมณ์นัก แต่ก็ขับรถกลับบ้านพร้อมกับฮัมเพลงไปตลอดทาง แสดงว่ายังไม่อารมณ์เสียเท่าไร

วันเกิดแม่คราวนี้ พ่อเขาสนุกกว่าเพื่อน เขาลุกขึ้นมาทำโน่นทำนี่แต่เช้า นัยว่าจะให้แม่แปลกใจ แต่แม่ก็เห็นก่อนทุกที

อย่างที่เขาจะแอบเอาช่อดอกไม้มาวางไว้ข้างเตียง เวลาแม่ตื่นมาเห็น จะได้ประหลาดใจ แต่เขาก็เอาช่อดอกไม้ไปแช่ไว้ในห้องน้ำ ซึ่งแม่ก็ต้องเห็นอยู่ดี แม้ว่าตอนอาบน้ำจะไม่ได้ใส่แว่นก็ตาม

ช่อดอกไม้นี้ กว่าจะได้มาก็เลือดตาแทบกระเด็น พ่อเขาจู้จี้กับสีสรรและชนิดของดอกไม้มาก

ผมไปกับเขาด้วย ความจริงเขาหนีบผมไปมากกว่า เขาเลือกไม่ถูก เปลี่ยนใจตลอดเวลา จนคนขายแทบจะร้องไห้เลิกกิจการไปทำอาชีพอื่น

สุดท้ายเขาใช้วิธีให้ผมจิ้มๆ ดูว่า ผมชอบดอกไหน

แล้วเขาก็ไม่เอาดอกที่ผมเลือก ไปเอาดอกอื่นที่เหลือๆ จัดแจงให้คนขายผูกรวมกันเป็นช่อ เขาบอกว่า "ความคิดของเด็กยังไม่เจนโลกพอ" ผมไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก แต่ก็ไม่ได้สนใจ เพราะเบื่อเหลือเกินที่ต้องอยู่ในร้านขายดอกไม้ เพียงเพื่อจะซื้อดอกไม้ช่อเดียว นานถึงชั่วโมงกว่าๆ

หรืออย่างที่เขาจะติดป้ายวันเกิดไว้ที่ห้องรับแขก เป็นป้ายอวยพรวันเกิดที่เขาทำเอง เขาต้องลุกขึ้นมาตอนดึกๆ เพื่อที่จะติดมัน แต่ความที่เขาเป็นคนทำอะไรไม่ค่อยระวัง การต่อโต๊ะเก้าอี้เพื่อขึ้นไปติดป้ายนั้น จึงเกิดเสียงดังจนปลุกแม่ให้ลุกมาดู เพื่อที่จะพบพ่อยงโย่ยงหยกอยู่บนเก้าอี้ พร้อมกับในมือมีป้ายที่พ่อต้องการจะเป็นความลับอันนั้น

พ่อก็ได้แต่หัวเราะแฮะๆ ไปเท่านั้น แถมไล่ให้แม่ไปนอน เดี๋ยวไม่ตื่นเต้นอีกด้วย

ปีที่แล้ว แม่เขาไม่อยู่ตอนวันเกิด เขาต้องเดินทางไปอบรมที่ต่างจังหวัด แต่พ่อเขาก็จัดงานวันเกิดให้แม่ โดยเที่ยวเชิญเพื่อนฝูง มาเฮฮาประชาสรรกันที่บ้าน แล้วนัดให้แม่โทรทางไกลมา

พอแม่โทรมา เขาก็เกณฑ์เอาใครๆ มายืนสุมหัวร้องแฮปปี้เบิร์ทเดย์ กรอกหูโทรศัพท์ลงไป แม่มาเล่าให้ฟังทีหลังว่า ถึงกับร้องไห้… ขำมากกว่าซึ้งใจ

เรื่องของเรื่อง เขาอยากจัดงานเพื่อกินเหล้าน่ะแหละ ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนเหล้าไม่แข็ง แค่ 3-4 แก้วก็หน้าตึงยืนเอียงแล้ว แต่เขาเน้นเฮฮามากกว่าใดๆ

แม่เขารู้ใจพ่อ มาปีนี้เลยดักคอว่า อย่าจัดงานเลย เอาง่ายๆ ดีกว่า เหนื่อยเปล่าๆ แต่พ่อเขาไม่ยอม บอกว่า แม่เป็นคนเกิดก็อยู่เฉยๆ เถอะ ให้พ่อทำเองนะหวานใจ… เขาเรียกอย่างนี้จริงๆ เวลาที่เขาอารมณ์ดี หรืออยากจะแสดงความรักเล็กๆ น้อยๆ กับแม่

แต่พออารมณ์เสีย แม่ก็จะกลายเป็น แม่ขมูขีบ้าง นางห้าวบ้าง แล้วแต่ดีกรีความหงุดหงิด

แต่ถ้าหงุดหงิดมากๆ พ่อเขาจะเงียบ ไม่พูดอะไรเลย เขาจะทำเหมือนกับเขาอยู่คนเดียวในโลกได้สนิทนัก ใครจะพูดด้วยยังไงเขาก็จะเฉยเมย ไม่งอนแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ

แม่นั้นรู้ดีจนเมื่อไรที่พ่อเป็นอย่างนี้ แม่เขาก็จะไม่เข้าไปยุ่งเลย และห้ามไม่ให้ผมไปวอแวกับพ่อด้วย บางทีแม่ก็หอบเอาผมไปข้างนอกนั่นเลย ให้พ้นหน้าพ้นตาพ่อ

พ่อต้องอยู่บ้านคนเดียวกับอาการหุ่นยนต์ของเขา แม้เมื่อมีไปรษณีย์ หรือคนส่งของมาพูดกับเจ้าของบ้านที่ประตูรั้ว พ่อเขาก็ใจดำได้ลงคอ โดยทำไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย ราวกับพ่อโกรธเขามาสักร้อยสักพันปี

แม่มารู้จากปากคำเขาทีหลัง

"…โอ๊ย วันนั้นผมมาส่งโทรเลข เรียกใครไม่รู้ให้มาเซ็นชื่อนะ เขาไม่พูดกับผมเลย… ไหนนะ เห็น ทำไมจะไม่เห็น ใครน่ะครับ เขาเป็นอะไรหรือเปล่า…"

แม่ต้องโกหกเขาไปว่า พ่อป่วย… ป่วยหนักทางประสาท ไม่งั้นเขาก็จะแคลงใจ และโกรธบ้านเราอยู่ไม่วาย

เมื่อพ่อเอ่ยปากว่าจะจัดงานวันเกิดให้ แม่เลยไม่ขัด กลัวว่าพ่อจะนิ่งเฉยเป็นหุ่นยนต์อีก

แล้วพ่อก็ลุกขึ้นมาทำโน่นทำนี่จริงๆ อย่างที่ตั้งใจ โดยมีแม่เป็นลูกมือมากกว่าเป็นลูกคู่ คือพ่อเขาจะจัดการเองเสร็จสรรพ นับแต่เรื่องสถานที่ เรื่องอาหารที่สั่งจากร้านที่รู้จักกัน พ่อเขาไม่ให้แม่ทำ ถ้าอยากจริงๆ ก็โน่น.. ทำกับแกล้มเถอะ

แม่เลยซื้อของมาทำยำเนื้อ หอยแครงลวก ถั่วทอด แล้วก็ลาบปลาดุกที่พ่อเคยคุยฟุ้งว่า แม่ทำอร่อยสู้พ่อไม่ได้ แล้วแม่ก็สนุกที่จะท้าว่า มาทำแข่งกันไหมเล่า พ่อตอบตกลง เลยมีการแข่งขันทำลาบปลาดุก โดยมีเพื่อนพ่อเพื่อนแม่มาเป็นพยานการตัดสิน

พ่อกับแม่มีเครื่องปรุงกันคนละชุด ตั้งอยู่บนโต๊ะคนละตัว พ่อเสนอให้จับเวลาด้วย ว่าคนที่ทำอาหารอร่อย ควรจะทำด้วยความเร็วด้วย ไม่อย่างนั้น คนกินคนไหนก็คงไม่รอ

แล้วการแข่งขันทำลาบปลาดุกฉบับครอบครัวก็เริ่มขึ้น ท่ามกลางเสียงเชียร์ของเหล่าเพื่อนฝูงที่มาเป็นกรรมการ ที่มีทีท่าว่าจะสนุกกว่าคนแข่ง บางคนในมือมีแก้วเบียร์เย็นเฉียบเตรียมไว้กินกับอาหารแข่งขันตรงหน้า

พอครบยก คู่แข่งขันก็วางมือ เหล่ากรรมการกรูกันเข้าไปหมายจะชิม จนพ่อต้องบังคับให้เข้าเรียงเป็นแถวแล้วทยอยกันมาชิม โดยกำหนดคะแนนไว้ในใจว่าจะให้ใครชนะ จากนั้นก็โหวต… ประชาธิปไตยจริงๆ เชียว สังคมของพ่อนี่

ปรากฏว่าแม่ชนะไป 4 คะแนน

พ่อโวยวายใหญ่ว่ามีการกดขี่ทางเพศ เพราะกรรมการชุดนี้มีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และผู้หญิงก็ยกมือให้แม่กันเสียหมดอีกด้วย แม่หัวเราะอย่างเห็นขันที่พ่อพาล

เหมือนกับที่แม่ยืนขันพ่ออยู่ตอนนี้ ก็ท่าทางของพ่อที่วุ่นวายกับการเตรียนสถานที่นั้น น่าขันหยอกอยู่เมื่อไหร่กัน พ่อดูจะจุกจิกไปกับทุกอย่าง แล้วก็ไม่เคยพอใจกับอะไรเลยในครั้งแรกที่ทำ พ่อจะต้อง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนนึกเบื่อตัวเอง นั่นแล้วถึงได้เลิก

ผมไปช่วยพ่อยกโน่นยกนี่เท่าที่เด็กๆ พอจะทำได้ พ่อเอามือตบหัวอย่างเอ็นดู

ว่าไปแล้วพ่อก็เป็นพ่อที่ดีทีเดียว พ่อรักครอบครัว และให้ความสำคัญไม่น้อย แม้บางทีจะให้มากไปหน่อย หรือให้ในโอกาสอันแปลกๆ แต่เราก็เข้าใจพ่อดี

พ่อเคยตั้งใจหัดวาดภาพสีน้ำมัน เพียงเพราะอยากวาดรูปลูกชายเก็บไว้ และเป็นรูปที่ใครวาด หรือจะสู้จากฝีมือผู้เป็นพ่อเอง ความคิดนี้มีมาตั้งแต่ผมเพิ่งเกิดได้ไม่เท่าไหร่ จนตอนนี้ผมวิ่งตื๋อได้แล้ว พ่อก็ยังไม่มีทีท่าว่า จะรู้สึกและเข้าใจในสีน้ำมันเลย

พ่อรักที่จะทำโน่นทำนี่ อย่างป้ายอวยพรวันเกิดผืนใหญ่ ที่พ่อแอบลุกขึ้นมาติดนั้น พ่อก็วาดเอง แม้มันจะไม่ค่อยสวย... มันไม่สวยเลยดีกว่า ถ้าจะพูดกันตรงๆ แต่พ่อก็ภูมิใจ

ของขวัญนั่นก็ด้วย ที่พ่อมักจะทำเอง หรือไม่ถ้าซื้อมา พ่อก็จะนำมาตกแต่ง หรือห่ออย่างที่ไม่มีใครเหมือน แต่ของขวัญปีนี้ของแม่ เป็นอะไร ผมยังไม่เห็นเลย พ่อคงจะแอบไปซื้อโดยไม่พะวงหนีบผม ไปจิ้มๆ แล้วพ่อก็ไม่เอาด้วย อย่างช่อดอกไม้นั่น

สนามหญ้าที่ใช้เป็นที่จัดงาน อันประกอบด้วย โต๊ะ เก้าอี้ ที่ประดับด้วยแจกันปักก้านดอกจำปา คือพ่อเขาเอาดอกจำปามาเสียบไม้กลัด ปักไปบนก้านกล้วย ดูแปลกดี พ่อเขายังมีเสื่อปูกับพื้น สำหรับคนที่อยากสบายเกินไป หรือรักที่จะเมาอยู่กับพื้นมากกว่า

ใต้ต้นลั่นทม... บ้านเราปลูกต้นไม้พันธุ์นี้ โดยไม่ติดว่าโบราณเขาห้าม พ่อบอกว่าดอกและต้นมันสวยดี... ใต้ต้นลั่นทมจะเป็นเคาน์เตอร์ ที่พ่อเค้าใช้ไม้เป็นแผ่นๆ มาประกอบเอง ประดับด้วยกระถางตะบองเพชร ที่มีดอกเล็กๆ สวยละเอียด

"ไอ้คนที่มานั่งเคาน์เตอร์ มันจะได้ไม่กล้าเมา เดี๋ยวหนามตะบองเพชรตำเอง"

เป็นเหตุผลของเขาที่ก็... เอ้อ... ไม่ค่อยเข้าเรื่องเท่าไหร่

แขกเริ่มมากันแล้ว พอดีกับที่พ่อกางเก้าอี้ตัวสุดท้ายเสร็จ ใครๆ ก็ถามหาเจ้าภาพกันขรม

"โน่น เค้าอยู่ในครัว หน้ายังมันอยู่เล้ย..."

แขกที่นี่ไม่ต้องต้อนรับมาก เพราะทุกคนคุ้นเคยอยู่แล้ว ที่จะหยิบแก้วชงเหล้า หรือเปิดตู้เย็นหยิบขวดโซดาได้เอง นานๆ ครั้งจึงจะมีคนถามเสียที ว่า "ห้องน้ำอยู่ไหน" ...นั่นน่ะพวกแขกใหม่

แม่สวมผ้าถุงลายสวยกับเสื้อลูกไม้ลายถักระยิบมาต้อนรับแขก พ่อดูจะสนุกกว่าใคร อวดแต่เรื่องเมียเรื่องลูก ผมก็วิ่งไปมาระหว่าง ขาคนนั้นคนนี้ สนุกเหมือนกันที่มีคนเยอะๆ

แม่ได้รับของขวัญมากเอาการ ผมชอบดูกล่องของขวัญสวยๆ พลางคิดไปว่า ข้างในจะเป็นอะไรนะ บางอย่างก็ไม่ต้องจินตนาการเลย อย่างขวดเหล้าผูกโบว์ ที่คนให้ตั้งใจจะกินเองมากกว่า

"เดี๋ยวคอยดูของของผมบ้าง..." พ่อบอกกับใครๆ อย่างนี้ "ไม่เหมือนใครเลยล่ะโว้ย"

"แปลกอะไรอีกล่ะพ่อ"

พ่อไม่ตอบได้แต่หัวเราะ

พวกเพื่อนๆ พ่อกับแม่เริ่มจะตึงๆ กันแล้ว แต่ผมชักจะง่วง

"ไป ไปนอนลูก"

แม่จับมือผม แต่พ่อกรากเข้ามาฉุดไว้แทน

"แม่รับแขกเถอะ พ่อพาขึ้นนอนเอง"

แม่หันไปดูแลแขก ในขณะที่พ่อพาผมขึ้นบ้านอย่างรีบร้อนชอบกล

พอไปถึงข้างบน พ่อไม่ยักจะพาผมเข้าห้องอย่างเคย

"มานี่ลูก" พ่อบอกพลางฉุดผมเข้าไปในห้องเก็บของข้างห้องพระ

ตอนที่พ่อปิดประตู ผมไม่ได้ยินเสียงดังจากแขกข้างล่างแล้ว หรือผมกำลังงงเต็มที่ก็ไม่รู้ รู้แต่พ่อจับผมเข้าไปอยู่ใน กล่องใบใหญ่ใบหนึ่ง

"อะไรพ่อ"

"เออน่า เข้าไปเถอะ แป๊บเดียว" พ่อจบประโยคก็ดันผมให้ย่อลงไปในกล่อง ก่อนจะปิดฝา พ่อส่ง กล่องของ ให้ผม "ถือไว้"

ผมทำตามพ่ออย่างไม่รู้จะทำอะไรได้ดีกว่านั้น ข้างในมืดมิด แว่วเสียงพ่อว่า อดทนหน่อย พ่อทำอะไรขลุกขลักกับกล่องข้างนอก แล้วผมก็รู้สึกว่า ผมถูกยกลอยขึ้น

ผมได้ยินเสียงแขกอีกครั้ง ดังแว่วๆ จับศัพท์ได้วะ อะไรนะ อะไร ทำไมกล่องใหญ่จัง

"ของขวัญวันเกิดเมียอั๊ว"

เสียงพ่อตอบ

ผมได้ยินเสียงแม่ แต่จับความไม่ได้ เพราะเสียงแขกอื่นดังพอกัน

ผมถูกจับตั้งลง โชคดีที่พ่อไม่ตั้งกลับหัว เท่านี้ผมก็อึดอัดจะแย่แล้ว

"เปิดเลย เปิดเลย"

เสียงพ่อดังชัดเจน แล้วผมก็รู้สึกว่า กล่องกำลังจะถูกเปิด โอ... นี่ผมกลายเป็นส่วนหนึ่งของของขวัญแล้วเหรอ

ฝากล่องเปิดออก ผมลุกขึ้นอย่างอึดอัด เสียงคนรอบข้างร้องออกมาอย่างประหลาดใจ บางคนก็หัวเราะออกมา แม่นั้นอ้าปากค้าง

"ยื่นของขวัญให้แม่สิลูก"

พ่อเตือน ผมทำตาม แม่รับของจากมือไปอย่างงงๆ

แต่งงยังไงของแม่ ก็ไม่สู้งงของผมได้หรอก ผมว่าผมเข้าใจพ่อนะ แต่ไม่เคยนึกเลยว่า พ่อจะทำให้ผมเป็นของขวัญไปได้

โอ... เปรี้ยวเสียเหลือเกินแล้ว บิดาผม






เธอไม่ได้ฟัง แม้แต่คำพูดของฉัน
เธอไม่ได้ยิน แม้แต่คำขอร้องของฉัน
เธอไม่สนใจ แม้แต่เสียงร้องไห้ของฉัน
ไม่เป็นไร...
ทีหลังฉันจะแหกปากให้ดังกว่านี้
ระวังตัวให้ดี... นะเธอ

วัชรนันท์