ฉบับที่ 10 กันยายน 2530 "เรื่องสั้น - เรื่องสั้น" ปินดา โพสยะ

ไปรษณีย์จากในเมืองปั่นรถถีบมาถึงบ้านเราก็ตอนสางของวันรุ่งขึ้น ฝูงเป็ดไล่ไซร้ดังก้าบ.. ก้าบ แว่วมาตั้งแต่ปากหมู่บ้านนั่น ใครๆ ก็ว่าเป็ดที่นี่ดุ

หนุ่มน้อยในชุดสีกากีท่าทางขะมุกขะมอมเต็มที ทิ้งกายกับโคนต้นไม้ริมจอมปลวกอย่างเหนื่อยอ่อน อาจจะเพราะต้องปั่นรถมาตลอดคืน เพื่อนำจดหมายมาส่งที่นี่ก็ได้ แต่ปลายขากางเกงของเขาที่เป็นรอยเว้าแหว่งอย่างปากเป็ด ทำให้อดคิดไม่ได้ว่ เขาอาจจะเหนื่อยเพราะหนีฝูงเป็ดก็ได้

เด็กๆ กรูเกรียวเข้าไปรายล้อมเขา ไอ้เปี๊ยกบางคนใจกล้า ก็ยื่นมือไปลูบตามเนื้อตามตัวอย่างเห็นว่าแปลกหน้าเหลือเกิน

"เอานี่ ไปให้ผู้ใหญ่ที" เสียงเขาเหน็ดเหนื่อย แต่ก็พอมีแรงจะหยิบซองจดหมายยื่นออกไปข้างหน้า

เด็กมือไวคว้าซองได้ ก็ออกวิ่งตื๋อไปทางท้ายบ้าน พลอยเอาเด็กคนอื่นๆ เร่งฝีเท้าตามกันไปเป็นแถว อย่างนึกสนุกและอยากจะรู้เรื่องว่า จดหมายอะไร นั่นเป็นทางไปบ้านผู้ใหญ่บ้าน

ไปรษณีย์หนุ่มน้อยหลับผล็อยลงอย่างเหนื่อยอ่อน ในขณะที่ฝูงปลวกจากจอมปลวกใกล้ๆ เขยิบใกล้เข้ามาทุกที ใครๆ ก็ว่าปลวกที่นี่ดุ... แต่ก็ยังน้อยกว่าเป็ดนั่น

หนุ่มไปรษณีย์คนนั้นถีบรถกลับไปแล้วพร้อมกับรอยแทะจากปลวก เขาคงจะเข็ดหมู่บ้านนี้ไปอีกนาน และหลังเขายังไม่ทันลับตาดี ข่าวที่ลือกันไปทั้งหมู่บ้านก็คือ ลูกสาวคนสวยของผู้ใหญ่ปลื้มจะกลับมาเยี่ยมบ้านในไม่ช้านี้

ใครๆ ก็พากันตื่นเต้นกับข่าวนี้ เพราะปานตา... เธอคนนั้นชื่อปานตา ไพเราะเสียไม่มี... เป็นหญิงสาวที่เป็นที่รักของคนทั้งหมู่บ้าน ไม่ใช่เพราะเป็นลูกสาวผู้ใหญ่บ้าน แต่เป็นเพราะความน่ารัก ความมีอัธยาศัยของเธอ และเธอก็เป็นคนเก่งที่ได้เดินทางไปเรียนสูงๆ ในเมือง ใครๆ ก็คอยฟังข่าวของเธอ พร้อมกับให้กำลังใจในความสำเร็จของเธอ

แม้แต่ต้นมะขามเทศริมท้องนายังขานรับกับข่าวดีนี้ ด้วยการออกฝักอ่อนๆ มาประดับจนเต็มต้น เหมือนกับที่ยอดข้าวในนาพากันพริ้วทั้งๆ ที่ไร้ลม ฝูงวัวที่ริมบึงใหญ่โน่นมีคนเห็นว่ามันยิ้มได้ แต่ใครไหนเลยจะล้นพ้นด้วยความดีใจเท่าผู้ใหญ่ปลื้มเป็นไม่มีแล้ว

และการเตรียมการต้อนรับก็ถูกกำหนดขึ้น ทั้งๆที่ไม่รู้วันเวลาแน่นอนของบังอรที่จะคืนรัง แต่ทุกคนก็พร้อมที่จะสร้างความประทับใจให้เธอ

ทุกบ้านหลังใหญ่น้อยลุกขึ้นมาทำความสะอาดและซ่อมแซมส่วนที่ไม่สมบูรณ์ อย่างทำบันไดขึ้นบ้านเสียที หลังจากที่กระโดดขึ้นลงมานานแล้ว ลานดินรอบบ้านที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ก็ถูกกวาดคราดไถเสียจนเรียบ ดอกไม้ใบหญ้าก็ปลูกประดับกันจนสะสวยด้วยสีสันของกลีบดอกและเกสร บ้างก็หอมจนเอียน จนร้างเอียนนั่นแล้วก็เพียรปลูกใหม่ให้ได้เอียนอีก

แต่ปานตาก็ยังไม่มา

ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครถดถอยในอันที่จะเตรียมต้อนรับคนเด่นประจำหมู่บ้านจันทร์สบายแห่งนี้

ชื่อจันทร์สบาย เป็นตำนานของหมู่บ้านที่เล่าขานกันว่า ทุนคืนที่จันทร์ฉายเต็มดวง บรรยากาศที่เคยร้อน หรือหนาวสะท้าน กลับอบอุ่นสบายเหมือนชีวิตถูกฉาบด้วยแสงจันทร์ที่นวลสะอาด หิ่งห้อยจะออกร่ายบินและแปรอักษรเป็นคำกวี ที่ผู้เฒ่าของหมู่บ้านจะนั่นอ่านให้เด็กๆ ได้ฟัง และฝันไปตามความไพเราะของคำนั้น ดอกราตรีที่ลานชุมนุมจะส่งกลิ่นขจรขจายไปทั่วทุกทิศ กว้างและไกล จนกล่าวกันว่า แม้นผู้ใดหลงป่า ก็จักกลับสู่หมู่บ้านถูกด้วยกลิ่นพิเศษนี้

แต่ค่ำนี้ผ่านพระจันทร์เต็มดวงมาหลายครั้งแล้ว ปานตาก็ยังไม่มีวี่แวว และกลิ่นราตรีนั้นก็เป็นเพียงตำนานเกินกว่าจะช่วยได้ หากเธอเดินทางมาและหลงป่าจริง

บางทีเธออาจจะเปลี่ยนใจ หรือมีธุระอันต้องกระทำจนไม่อาจกลับมาตามคำในจดหมายได้ บางทีเธออาจจะส่งข่าวมาบอกแล้วก็ได้ แต่ไปรษณีย์หนุ่มน้อยคนนั้น คงจะเข็ดที่จะมาเยี่ยมหมู่บ้านเราแล้ว เขาอาจจะเกลียดเป็นและชังปลวกไปจนตลอดชีวิตแล้วก็ได้

แต่ทุกคนก็ยังเฝ้ารอ ทั้งหมู่บ้านสวยด้วยฝีมือของพ่อบ้านและลูกบ้าน ทุกหลังเป็นสีขาวหลังคาแดงหมด แลดูเหมือนบ้านตุ๊กตา

ยังไม่เสร็จ บ่อน้ำถูกพัฒนา ศาลาถูกดัดแปลง แล้วก็มาถึงถนนเส้นสำคัญของหมู่บ้านที่ทุกคนรู้ว่า ปานตาจะต้องกลับมาด้วยเส้นทางสายนี้

ถนนเส้นนี้จะต้องสวยที่สุดสำหรับสาวน้อยที่สวยที่สุดของหมู่บ้านนี้

แล้วถนนลูกรังสีส้มก็ตกเป็นข้อสนทนากันว่าจะตกแต่งอย่างไรให้สวยที่สุด ต่างคนต่างออกความเห็นกันคนละทางสองทาง แม้แต่เด็กเล็กก็หยุดเล่นลูกหิน และดีดคอหอยกันมาครุ่นคิดว่า จะทำอย่างไรกับถนนเส้นนี้ดี

เช้าวันหนึ่ง ทุกคนไปรวมตัวกันที่ถนน พวกผู้ชายจับจอบจับเสียมไว้ในมือ พวกผู้หญิงก็เตรียมเสบียงกรังไว้ให้พร้อม ทั้งน้ำท่าโอชาก็ไม่ให้ขาด เพราะทุกคนกำลังจะสร้างงานใหญ่ ใช่แล้ว พวกเขาจะทำถนนให้เป็นสีเขียวด้วยผืนหญ้าอ่อนนุ่ม

พื้นถนนถูกพลิกหงายแล้วบรรจบปลูกต้นหญ้าลงไปแทน หากมองจากภูเขา จะเห็นพื้นที่สีส้มของดินลูกรังค่อยหดหายไป แล้วถูกแทนที่ด้วยสีเขียวขจีของต้นหญ้า มันค่อยกินสีส้มไปทีละนิดๆ จากหนึ่งวันเป็นสองวันจนถึง 2 สัปดาห์ ถนนทั้งเส้นก็เป็นสีเขียวสวยงาม อย่างที่ไม่เคยมีถนนเส้นไหนจะสวยได้เท่ามาก่อน

ปานตาจะได้เดินอย่างนุ่มเท้าที่สุด ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าเขตหมู่บ้าน

ทุกคนพากันแวะเวียนมาชื่นชมกับถนนสายสวยนี่ หากมีวัชพืชขึ้นมาแซมเพียงนิด ก็จะถูกรุมกำจัดจนเข็ดหลาบ ไม่กล้างอกขึ้นมาอีกแล้ว

แต่ปานตาก็ยังไม่มา

ผู้คนเริ่มเบื่อที่จะมาคอยเฝ้าดูถนนสายนี้กันแล้ว จะมีบ้างก็คนที่ไม่รู้จะทำอะไรได้ดีกว่านั้นแล้ว ในที่สุด ฝูงวัวก็เริ่มรุกรานสีเขียวของถนน มันพากันมาเล็มหญ้าอย่างเอร็ดอร่อย แม้นจะไล่ยังไง มันก็จะแอบมากินอยู่ดี จนในที่สุดหญ้าก็เริ่มหมดไปจากถนน สีเขียวไม่มีอีกแล้วบนถนนเส้นนี้

ทุกคนพากันโกรธวัว บ้างก็โกรธกันเองที่ไม่ช่วยกันดูแล แต่ไม่มีใครโกรธปานตา

ถนนถูกตั้งเป็นข้อสนทนากันอีก ว่าจะจัดการกับมันอย่างไรดี แต่คงไม่ใช่สีเขียวอีกแล้ว

เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนมาชุมนุมกันที่ถนนอีก จอบเสียมถูกใช้งานอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้ปลูกหญ้า หันมาปลูกต้นชบาแทน ทุกคนหวังจะให้ถนนเป็นสีแดงสดสวยด้วยดอกชบา

และความฝันของทุกคนก็ใกล้ความจริง เมื่อต้นชบาที่ปลูกกันมาเป็นอาทิตย์เริ่มออกดอก และก็งามตามที่ได้รดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ยบำรุงอย่างเต็มที่ ภายในไม่กี่วันถนนทั้งเส้นก็แดงสดใสเริงร่า พาเอาทั้งหมู่บ้านสดชื่นตามไปด้วย

แต่ปานตาก็ยังไม่มาสักที เธอจะทันมาเห็นดอกชบานับพันๆ หมื่นๆ ดอกที่เบียดตัวคอยรับเธอไหมนะ

แล้วดอกชบาก็หดหายไป ทุกคนพากันสงสัยว่าทำไม แต่ในทีสุดทุกคนก็รู้คำตอบ คนสติไม่ดีจากหมู่บ้านอื่นแอบมาเด็ดดอกชบาไปชื่นชม จากหนึ่งดอกเป็นสองดอก จากหนึ่งคนเป็นสิบๆ คน ไม่มีใครพูดกับคนพวกนี้ได้รู้เรื่อง เพราะความไม่สมประกอบนั่นแหละ และแล้วสีแดงก็ค่อยๆ หดหายไปจากถนนทั้งเส้น จนไม่เหลือเลยสักดอก

ว่ากันว่าพวกเงาะซาไกที่อยู่ไกลออกไป ก็สู้เดินทางมาเก็บดอกชบากลับไปฝากลูกเมียที่บ้านด้วย

วันนี้ถนนเส้นนั้นกลับเป็นสีส้มของลูกรังอีกแล้ว แต่กลับแห้งผากไปกว่าเก่าอีก ในความรู้สึกของคนทั้งหมู่บ้าน

ฟ้าเริ่มคำรามเหมือนจะบอกอะไรกับชาวบ้าน

และคำตอบก็คือ เม็ดฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาติดๆ กัน

ใครๆ ก็พูดถึงความผิดปกติอันนี้ ฝนตกไม่หยุด ถ้าไม่รุนแรงเป็นพายุก็ตกจางๆ ไม่ให้ขาดสายได้ และในที่สุดน้ำก็เริ่มท่วมถนน สีฟ้าของน้ำค่อยๆ กลืนเอาสีส้มของดินไปจนสิ้น

ตอนนี้ถนนเป็นสีฟ้าแล้ว ฟ้าสวยสดอย่างที่สะท้อนเอาสีของฟ้ามาไว้บนดินเมื่อฝนเริ่มหยุดตกเสียที

ชาวบ้านพากันมาชุมนุมกันที่ถนน ที่ตอนนี้กลายเป็นคลองเส้นใหญ่ สีฟ้าเสียด้วย ไม่มีสีเขียวของหญ้า ไม่มีสีแดงของดอกชบา แต่เป็นสีฟ้าของฟ้าที่มีชีวิต

ทุกคนเชื่อว่าเป็นนิมิตรหมายอันดีที่จะต้อนรับการกลับมาของปานตา

ทุกคนนึกถึงภาพสาวน้อยนั่งเรือลำเล็กล่องมาตามเส้นทางที่เคยเป็นถนน เธอคงจะสง่างามราวกับนางพญาแห่งแม่น้ำ

ตอนนี้ทุกคนเรียกมันว่าถนนสีฟ้า... บางทีก็เป็นสีลูกกวาด หากฝนพรำลงมาอีกแล้วปรากฏเป็นรุ้งขึ้นพาดทับท้องฟ้า แล้วก็พลอยพาดทับลงบนดิน ให้ได้เห็นถนนเป็นสีลูกกวาดด้วย

ผู้ใหญ่ปลื้มบอกกับลูกบ้านว่า เขาฝันเห็นปานตาล่องเรือมาเมื่อคืนนี้... เมื่อคืนที่มีพายุ

ทุกคนเฝ้าคอยอย่างใจจรดใจจ่อ

เช้าวันหนึ่ง มีคนวิ่งหน้าตั้งมายังที่ชุมนุม หน้านั้นตื่นจนเกินพอดี ระล่ำระลักไม่ได้ศัพท์สักที แต่ก็เห็นหลายคนวิ่งไปตามทางต้นแม่น้ำโน่น

ที่ตรงโค้งปากทางเข้าหมู่บ้าน ที่เป็นโค้งที่สวยที่สุดของหมู่บ้านนี้ มีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งลอยคว่ำหน้าอยู่ ใกล้ๆ เป็นซากแผ่นไม้ลอยอยู่ไม่ไกล

แค่เห็นเส้นผมและรูปร่างๆ ใครๆ ก็รู้ว่าเธอคือปานตา

เธอกลับมาแล้ว เธอคงจะพายเรือมาแล้วถูกน้ำซัดจนเรือล่ม... นั่นเป็นคำสันนิษฐานที่ทุกคนเชื่ออย่างนั้น

 

น้ำแห้งขอดไปแล้วอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่แห้งเท่าหัวใจของชาวบ้านจันทร์สบายขณะนี้

ศพของปานตาถูกนำมาทำพิธีอย่างเศร้าสลด ไม่มีใครเลยจะซ่อนน้ำตาไว้ได้

และทุกคนก็จัดการแห่ศพของเธอไปตามถนนเส้นสำคัญของหมู่บ้าน ขบวนนั้นยาวไกลและเชื่องช้าเต็มที พวกเขากำลังจะพาเธอไปไว้บนภูเขา

ตอนนี้ถนนเส้นนี้ดูไม่เป็นสีส้มแล้ว และไม่ใช่สีใดๆ แต่เป็นสีดำจากชุดที่ทุกคนแต่งเพื่อไว้อาลัยแก่เธอ แม้ขบวนจะผ่านไป แต่เงาของความเศร้าก็จะยังชะโลมถนนนี้ให้ดูเป็นสีดำทะมึนตลอดไป


^ กลับด้านบน ^

 




ท่ามกลางแสงแดดอุ่น
ใบไม้ไล้สายลมอ่อน
แต่ใจฉันแสนร้าวรอน
เพราะรักหลอนจนใจชา

ผักบุ้ง