ฉบับที่ 23 มกราคม 2532 "เรื่องสั้น" ลินซ์ ณ จ๊ะ

แล้วในที่สุด พ่อก็ทำสำเร็จจนได้ ความฝันของพ่อที่ใครต่อใครเคยหัวเราะเยาะ เมื่อกลับกลายเป็นความจริง แน่นอน คนที่เคยหัวเราะเย้ยหยันต่างก็สะอึก พากันทึ่ง และอดแสดงความยินดีกับพ่อไม่ได้

พ่อจัดการแถลงข่าวความสำเร็จ และเปิดตัวผลงานมหัศจรรย์นี้ ขึ้นที่ชายหาดริมทะเลใกล้บ้านเรา คนในหมู่บ้าน ทั้งลูกเล็กเด็กแดง หนุ่มสาวเฒ่าชรา พากันมาชุมนุมด้วยความสนเท่ห์ และอยากรู้อยากเห็น เสียงจ้อกแจ้กจอแจเงียบลง เมื่อพ่อกล่าวถ้อยแถลง ที่ทีแรกคิดว่าจะสั้น แต่ไปๆ มาๆ ก็ยังวนอยู่ที่จุดเดิม ไม่เข้าประเด็นเสียที จนที่สุดชาวบ้านทำท่าจะเดินกลับบ้านแล้วนั่นละ พ่อถึงเริ่มพูดเข้าเนื้อเรื่อง

"ที่ข้าเชิญพวกเรามาวันนี้ ก็เพื่อที่จะพิสูจน์ให้เห็นผลงานอันยิ่งใหญ่ ผลงานที่ข้าทุ่มชีวิตทั้งชีวิตเพื่อสร้างมัน ผลงานที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน นั่นคือ วัวพันธุ์ใหม่"

พ่อตบมือเป็นสัญญาณสองที เพื่อให้ฉันจูงลูกวัวตัวเขื่องออกมา เสียงจ้อกแจ้กดังขึ้นอีก เมื่อเห็นเจ้าลูกวัวสีน้ำตาลปนขาวตัวนั้น

"มันคือ วัวพันธุ์น้ำเค็ม"

ใช่ พ่อผสมพันธุ์วัวขึ้นมาใหม่ เป็นวัวพันธุ์น้ำเค็ม และเพื่อให้เห็นกันถนัดชัดเจนยิ่งขึ้น พ่อให้ฉันต้อนมันลงเล่นน้ำทะเล คลื่นลูกเล็กลูกน้อย ถลาเข้ากระทบลำตัวของมัน มันกลับสนุกสนาน และพออกพอใจที่ได้เกลือกกลิ้ง

ใครๆ ต่างทึ่งขึ้นไปอีก เมื่อพ่อบอกว่า จะเลี้ยงมันให้โตเป็นพันธุ์น้ำเค็ม ที่แข็งแรงที่สุดในโลก กล้ามแต่ละมัดจะต้องบึกบึน และหนายิ่งกว่าแรมโบ้ ที่สุดพ่อจะส่งไปประกวดเมืองนอก และทำเป็นพ่อวัวพันธุ์ที่มีราคาแพงที่สุดในโลกเหมือนกัน

ไอ้ข้าวโพด หรือวัวพันธุ์น้ำเค็มของพ่อตัวนี้เลี้ยงยาก แต่โตวันโตคืนเร็วจริงๆ อาศัยที่ว่า บ้านเราอยู่ริมทะเล อากาศและแสงแดดบริสุทธิ์ ทำให้ผิวและขนของมันเป็นเงามัน น้ำทะเลที่ประกอบไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไอ้ข้าวโพด ทุกวันพ่อจะให้ฉัน ชโลมผิวมัน ด้วยโลชั่นทาผิว ที่พ่อซื้อมาจากในเมือง ขวดละเป็นร้อยๆ แล้วให้ฉันพาไปเล่นน้ำทะเลทั้งวันกระทั่งเย็น ไอ้ข้าวโพดมันก็ชอบน่ะสิ เพราะมันพันธุ์น้ำเค็มแท้ๆ แต่ฉันสีตัวดำเป็นเหนี่ยงละไม่ว่า ที่ร้ายไปกว่านั้น พ่อให้มันกินผักบัคเคอรี่ แอสพารากัส (หน่อไม้ฝรั่ง) สปีแนซ (ที่ป๊อบอายกินเพิ่มพลัง) และผักฝรั่งๆอีกหลายชนิดแทนหญ้าธรรมดา ปากมันสูงถึงขนาดที่ว่า เอาหญ้าคาใส่ปากมันจะถ่ม... ทุ๊ย ออกมาต่อหน้าต่อตาทีเดียว จึงเป็นการช่วยไม่ได้ที่ฉันจะเริ่มหมั่นไส้มันขึ้นทุกวันๆ

แล้วก็ถึงขนาดที่ว่า พ่อเอามุ้งของฉันไปยกให้มันทั้งหลังนั่นแหละ ฉันถึงเกลียดมันเข้าไส้

ทีแรกฉันไม่คิดอะไรแล้วนะ ตอนที่พ่อให้มันมานอนในมุ้งเดียวกับฉัน คนละกับตัวละครึ่งที่นอน แต่ยกให้มันนอนทั้งหลัง แล้วให้ฉันออกมานอนข้างนอกเนี่ย มันเหลืออดจริงๆ ฉันถึงประกาศเด็ดขาดกับพ่อ ให้เลือกเอาระหว่างฉันกับไอ้วัวทะเลบ้าๆ ตัวนี้

"ข้าเก๊าะเลือกไอ้ข้าวโพดสิวะ"

ฉันเพิ่งบรรลุเดี๋ยวนี้เองว่า พ่อรักไอ้ข้าวโพดมากกว่าลูกในไส้ตัวเอง

และฉันก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่า ที่แม่หนีพ่อไปตอนนั้น เพราะพ่อเลือกที่จะเอาไอ้ถึก พ่อไอ้ข้าวโพด มานอนในมุ้งเดียวกันแทนแม่ เพียงแต่พ่อต้องการบำรุงไอ้ถึก เพื่อให้กำเนิดไอ้ข้าวโพดแท้ๆ เชียว แล้วแม่ก็ตรอมใจตาย ก่อนที่พ่อจะทำงานสำเร็จ นับว่าเป็นโชคดีของแม่ ที่ไม่ได้เจอวัวน้ำเค็มอย่างไอ้ข้าวโพด ไม่อย่างนั้นแม่คงต้องตรอมใจตายวันละสามหนเป็นแน่

งานประจำปีของหมู่บ้านปีนี้ คึกคักขึ้นกว่าเดิม นั่นเป็นเพราะพ่อเอาไอ้ข้าวโพดลงประกวด พ่อโคตรบึก ซึ่งจัดขึ้นพร้อมๆ กับงานประจำปีทุกครั้ง ผิดกันแต่ว่า ครั้งนี้วัวที่ชนะเลิศ จะได้บินไปประกวดงานเทศกาลปศุสัตว์ที่เมืองนอก

ใครๆ ก็หมายมั่นว่า ไอ้ข้าวโพด ต้องชนะอยู่แหงๆ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเคยเอาวัวลงประกวดได้รางวัลเสมอๆ มาปีนี้กลับไม่มั่นใจอย่างที่เคย อย่างน้อยก็พอรู้กิตติศัพท์ไอ้ข้าวโพดมาบ้างแล้วว่า มันอยู่ดีกินดี (แต่นิสัยเลว) แค่ไหน

ฉัน (ซึ่งยังต้องทนเลี้ยงไอ้ข้าวโพดต่อไป เพราะไม่มีที่ซุกหัวนอนที่ดีกว่าที่บ้าน) เป็นผู้รับธุระขัดสีฉวีวรรณให้มันเอี่ยมอ่อง ให้ดื่มเครื่องดื่มเสริมกำลังจากหลอดดูด ก่อนที่จะเชิญมันขึ้นเวทีประกวด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า วัวตัวอื่นรัศมีดับวูบลงทันที แค่น้ำหนักและขนาด ที่สูงเกือบเท่าพ่อ ก็ทำให้รางวัลในปีนี้ตกเป็นของมันตามความคาดหมาย

พ่อสั่งล้มลูกวัวที่อายุได้ไม่กี่เดือน เพื่อฉลองก่อนจะเอาไอ้ข้าวโพดไปประกวดต่อที่เมืองนอก มิไยที่ฉันจะคัดค้าน ขอร้องให้ไว้ชีวิตลูกวัวอันไร้เดียงสาตัวนั้น มันเกิดมาในบ้านเดียวกับไอ้ข้าวโพด แต่ชะตาชีวิตกลับกำหนดให้ถูกสังหาร เพื่อแสดงความยินดี กับไอ้วัวบ้านั่น

ขนเป็ดขนไก่ปลิวว่อนหลังบ้าน หลายชีวิตถูกนำมาสังเวยความสนุกสนานรื่นเริง ฉันแทบจะไม่ได้แตะต้องอาหารใดๆ ในงานนั้นเลย นั่นเพราะฉันไม่เคยยินดีกับมัน ร้ายที่สุด พ่อให้เปลี่ยนคำนำหน้าไอ้ข้าวโพดมาเป็น คุณ อวัยวะเบื้องต่ำของฉันกระตุกยิกยัก ทุกครั้งที่กรายไปใกล้ ไอ้คุณข้าวโพด แน่... ดูมันทำเป็นชำเลืองมองด้วยหางตา ปัดธ่อ... เดี๋ยวก็พลั่กเข้าให้

และล่าสุดก่อนออกเดินทางไม่กี่สัปดาห์ พ่อลองหัดให้มันพูดภาษาฝรั่ง... แน่ ใครต่อใครเออออห่อหมกเห็นชอบด้วยไปหมด คงมีคนเดียวมั้ง ที่ว่าพ่อน่ะ... บ้า

ระหว่างที่พ่อไม่อยู่ ชีวิตฉันสงบสุขขึ้นเยอะ ไม่มีเรื่องยุ่งๆ มากวนประสาท ไม่มี ไอ้คุณข้าวโพด มาให้ต้องรับใช้บริการ แถมยังได้นอนมุ้งคนเดียว อย่างสบายใจอีกด้วย

ทะเลสวยขึ้นเยอะ เมื่อไม่มีไอ้ข้าวโพดไปเกลือกกลิ้งดำผุดดำว่าย สงบและเป็น ธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใดฝืนกฎเกณฑ์ ไปทำให้ทะเลต้องแปดเปื้อน นกนางนวลกลับมาโฉบหาอาหารอยู่ริมหาด เพราะไม่มีสิ่งประหลาดที่เคยทำให้มันตกใจ ลึกลงไปในทะเล ฝูงปลาแหวกว่ายด้วยอาการรื่นเริง มันคงดีใจที่ไม่เห็นสัตว์สี่เท้าในเกลียวคลื่น

ไม่นานนักพ่อและไอ้ข้าวโพดก็กลับมา ไม่ได้มามือเปล่า หากแต่คว้าถ้วยรางวัลใบเท่าโอ่งข้าวสารกลับมาด้วย ตัวไอ้ข้าวโพดเอง ก็ยืดอกผายหางผึ่งไม่แพ้พ่อ มันคงมองข้ามหัวฉัน ซึ่งเคยเลี้ยงมันมาแต่อ้อนแต่ออกไปแล้วมั้ง และมันคงจะหัวสูงขึ้นไปอีก เพราะได้ไปถึง เมืองนอกเมืองนา ดีแต่ว่าพ่อหัดให้พูดได้ไม่สำเร็จนะ ไม่งั้นมันคงมาพูดเยาะเย้ยถากถางฉันเป็นภาษาฝรั่งแน่เลยเชียว เชอะ... วัวก็คงเป็นวัววันยังค่ำแหละว้า จะมาฟุดฟิดโฟร์ไฟว์เหมือนคนได้ยังไงกั๊น

พ่อจัดงานเลี้ยงฉลองใหญ่อีกครั้ง สั่งให้ล้มวัวใหญ่ถึงสองตัว เพื่อเลี้ยงแขกจากทั่วสารทิศ ที่มาชื่นชมวัวตัวเก่ง เสียงพ่อคุยฟังดังลั่นตลอดงาน

"ทะเลที่โน่นแดดดีจริงๆ นะ ทรายงี้ขาวเชียว คุณข้าวโพดลงเล่นน้ำทั้งวันไม่เบื่อ ไอ้ฝรั่งหัวเหลืองหัวแดงมองกันตาค้าง ข้าเองยังลงไปเล่นด้วยเลย ฮ่ะ... ฮ่ะ..."

เสียงหัวเราะลงลูกคอของพ่อยังดังไม่หยุด พร้อมๆ กับเนื้อวัวย่างตัวแรก ถูกทยอยออกไปวางกลางโต๊ะ

"อยู่ที่นั่น คุณข้าวโพดออกงานสายตัวแทบขาด เดี๋ยวฟาร์มโน้นเชิญ เดี๋ยวฟาร์มนี้เชิญ ไอ้ฝรั่งที่จัดการงานประกวด แทบตีกันตายเรื่องผลประโยชน์ ดีแต่มีข้าไปด้วยนะ ไม่งั้นจะไปกันใหญ่ ยิ่งตอนคุณข้าวโพดลงเล่นน้ำที่หาดไมอามี่ คนมาต้อนรับแทบทั้งเมือง ล้นหาดออกไปยืนกันทะเลห่างฝั่งเป็นไมล์ๆ อะไรนะ... อ๋อ ไม่ต้องห่วงเรื่องออกทีวี เปิดข่าวดูทีไร ต้องเจอคุณข้าวโพดไปยืนล่ำ หายใจฟืดฟาดทุกที"

พ่อคุยของพ่อไปได้เรื่อยๆ และก็มีคนฟังพ่อคุยไปได้เรื่อยๆ เหมือนกัน จนอาหารที่ลำเลียงออกไปชุดแรกหมด พ่อจึงหันไปสั่งชุดที่สอง พร้อมกับแกล้มสำหรับวงเหล้า

"นี่ข้าว่า จะสร้างบ้านให้เขาอยู่ซะเลย เอาให้ใหญ่หน่อย เผื่อฝรั่งมันเอาแม่วัวมัน ข้ามทะเลมาขอผสมพันธุ์ ออกลูกออกหลาน นี่มาติดต่อไว้หลายรายแล้วเหมือนกัน"

โอเว่อร์... มันชักจะโอเว่อร์เกินไป ความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในสมองฉัน ถ้าวัวอย่างไอ้ข้าวโพดขยายพันธุ์ออกไป โลกนี้คงจะสับสนกันใหญ่ ฝูงปลาในทะเล อย่างปลาวาฬ ปลาฉลาม คงขึ้นมาบินว่อนกันเต็มท้องฟ้า แล้วนกอินทรี ยันนกกระจอก คงเดินกันให้พล่านเต็มถนนหนทาง ถ้าเพียงแต่ใครซักคนหยุดยั้งพ่อได้นะ ถ้าเพียงแต่...

งานคืนนั้นเลิกเอาตี 2 กว่า หิ้วปีกกันกลับบ้านเป็นกลุ่มๆ เมากองกันอยู่กลางลานนั่นก็เยอะ เสียงพ่อชมอาหารที่ยกมาเป็นกับแกล้ม อ้อแอ้ไม่ขาดปาก

"เอ็งนี่มันรู้ใจข้าจริงๆ อุตส่าห์ทอดเนื้อเค็มมาเป็นถาดๆ แกล้มเหล้ากันเพลิน บ๊ะ... ฝีมือไม่เลวนี่หว่า"

"แน่สิพ่อ" ฉันตอบ เตรียมตัวอยู่ในท่าพร้อมจะออกวิ่งทันทีที่พูดจบ

"พันธุ์น้ำเค็มอย่างนี้ เนื้อก็ต้องเค็มเป็นธรรมดา ถ้าพ่อชอบนะ หลังบ้านยังมีอีกพะเรอ เนื้อมันล่ำสมกับที่ได้รางวัล เลี้ยงแขกบ้านอีกซักงานสองงาน ยังไหวเลยพ่อ"

จากนั้น ฉันก็ระเห็จออกจากบ้านริมทะเล




คืนหนึ่ง ภายใต้ ผืนฟ้ากว้าง
น้ำค้าง พราวพร่าง สู่พฤกษา
จั๊กจั่น เรไร จำนรรจา
ส่งภาษา กันว่า กูหนาวจัง...

แมลงเปลือย