![]() |
|
|
|
เช้าวันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2530 ผมมีโอกาสขึ้นเครื่องของการบินไทย สายการบินที่ดีที่สุดในโลก ตามสายตาของคนไทย โดยได้รับความอนุเคราะห์ตั๋วจากมูลนิธิเอเซีย (The Asia Foundation) ให้ไปประชุมสัมมนานักเขียนแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เรียกชื่อเต็มๆ ตามป้ายชื่อที่เจ้าภาพแจกให้ผมกลัดติดหน้าอกว่า 3rd Southeast Asian Writers' Conference ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-19 พฤศจิกายน มีนักเขียนจากประเทศต่างๆ เข้าร่วม 5 ประเทศ คือ ไทย. ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, มาเลเซียและสิงคโปร์ เจ้าภาพการจัดประชุมสัมมนานักเขียนแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จัดครั้งแรกที่บาเกียว ประเทศฟิลิปปินส์ ครั้งที่สองที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อสองปีที่แล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม อีกสองปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพบ้าง ชื่อว่า Southeast Asian Writers ก็จริง แต่มีนักเขียนเข้าร่วมเพียง 5 ชาติเท่านั้น ชาติละ 5 คน พี่เลี้ยงอีก 1 คน รวมเป็น 6 คน นอกนั้นก็มีผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์จากญี่ปุ่น อเมริกา นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ ยังขาดนักเขียนจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม, ลาว, กัมพูชา, พม่า หรือบรูไน ครั้งที่จะจัดในประเทศไทย อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ซึ่งต้องรับหน้าที่เป็นประธานโดยหลีกเลี่ยงไม่พ้น ดำริจะเชิญนักเขียนจากประเทศที่กล่าวแล้วด้วย โดยเฉพาะประเทศกลุ่มอินโดจีน งานนี้ผมจะไม่กล่าวรายละเอียดเกี่ยวกับการสัมมนา เพื่อนๆ อีก 4 คนจากนิตยสารต่างๆ คงเขียนให้อ่านกันแล้ว อยากรู้หาอ่านได้ หนังสืออะไรหาเอาเองก็แล้วกัน สถานที่ที่เจ้าภาพจัดให้นักเขียนจากหลายประเทศพัก เป็นหอพักนักศึกษาภายในบริเวณมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์นั่นเอง แยกย้ายกันไปตามตึกต่างๆ ชั้นต่างๆ ห้องต่างๆ ห้องพักของนักศึกษานั่นแหละ สะอาดสะอ้านดี ถ้าไม่เผลอรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้วิเศษ น้ำท่าก็ไหลดี มีน้ำร้อนน้ำเย็นให้เลือก อาบทีไรก็สบายตัวทุกทีเหมือนกัน ห้องน้ำถึงแม้เป็นห้องรวม แต่จัดว่าสะอาดดี นักศึกษาอยู่ระหว่างปิดเทอม กลับบ้านกลับช่องกันบ้าง แต่ส่วนมากอยู่กับห้อง อ่านหนังสือ เล่นกีฬา เต้นรำ แบบเห็นๆ กันมาบ้างจากหนังฝรั่ง หรือรายการ Solid Gold ทางสถานีช่อง 5 บ้านเรา นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ บอกตรงๆ เห็นทีแรกผมแปลกๆ ยังไงพิกล ไม่สูบบุหรี่ ไม่มีใครสูบบุหรี่แม้แต่คนเดียว ผมพยายามหาให้พบสักคน ไม่มีเลย ในห้องน้ำหาก้นบุหรี่สักก้นก็ไม่เจอ สู้นักเรียนชั้นมัธยมบ้านเรายังไม่ได้ ที่แปลกกว่านั้น บ้านเรามีวัฒนธรรม (อนุโลมให้เป็นวัฒนธรรม) ชนิดหนึ่ง เป็นที่นิยมกันในบรรดาคนมือไม่สุข คือชอบขีดชอบเขียนข้อความต่างๆ บนฝาผนัง บนเบาะรถเมล์ ห้องน้ำ ห้องส้วม เริ่มต้นด้วย ห้ามเขียนข้อความบนฝาผนัง โดยเจ้าของสถานที่ ถัดจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของคนที่ไม่เกี่ยวข้องทุกคน ใครมีความในใจก็ละเลง หมั่นไส้ก็เติมต่อให้ยืดยาว ทว่าในห้องน้ำนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ไม่มี... ไม่มีเลย ไม่มีแม้แต่ "Don't Write anything on the wall" จากเจ้าของสถานที่ นี่ถือว่าแปลกไปอีกแบบหนึ่ง แปลกอันดับถัดมา เพื่อนนักเขียนที่เคยไปประชุมที่บาหลี ต่างยิ้มแย้มแจ่มใสกลับมา เพราะได้เห็นหน้าอกสาวบาหลีกันถ้วนทั่ว ทีแรกผมคิดว่าตัวเองอดดูดีที่สิงคโปร์เสียแล้ว ที่ไหนได้ นักศึกษาชายหญิงสิงคโปร์ทุกคนนิยมนุ่งกางเกงขาสั้นเป็นที่หนึ่ง นักศึกษาชายผ่านไปเลย เพราะไม่น่าสนใจ นักศึกษาหญิงน่าสนใจมากกว่า พวกเธอๆ นุ่งกางเกงกีฬาผ้าร่มสั้นจู๋ แก้มก้นโผล่เป็นทิวแถว ขาเธอไม่ต้องนับ บางคนขากางเกงปลิ้นจนเห็นอะไรต่อมิอะไร อย่าให้บอกเลยว่าอะไร พวกเรารวมหัวกันเรียกว่า 'ขาไก่' จ้องกันจนขาแข็งละครับ (ขาของเรา) คืนแรกผมนอนไม่หลับ มัวแต่พะวักพะวนกับขาไก่ที่มาล่อตาอยู่ตามระเบียงข้างๆ ห้องผม ทราบสาเหตุที่นักศึกษาชอบนุ่งกางเกงนักกีฬา โชว์ขาโชว์แก้มก้น เพราะทางรัฐบาลเพิ่งอนุญาตให้โชว์เมื่อไม่นานมานี้เอง เก็บงำกันนานแล้ว พอได้ทีของดีที่เก็บไว้ก็เอามาโชว์กันใหญ่ เหตุลึกไปกว่านั้น ทางรัฐบาลต้องการให้หนุ่มสาวสนใจเรื่องสืบพันธุ์กันแต่เนิ่นๆ เรื่องนี้เป็นที่หนักใจของ ฯพณฯ ลีกวนยูอย่างยิ่ง คนหนุ่มสาวที่ได้รับการศึกษาจากมหาวิทยาลัย พักหลังไม่นิยมกินอยู่เป็นคู่ผัวตัวเมีย ไม่คิดแต่งงานมีลูกมีหลาน พลเมืองสิงคโปร์มีอยู่ 2.5 ล้านคน กระเถิบขึ้นมาปีละไม่กี่หน่อ รัฐบาลสิงคโปร์เกรงว่าต่อไปภายหน้า ชาติอาจสูญสิ้นก็ได้ บ้านอื่นเมืองอื่นเขาให้รางวัลคนมีลูกน้อย แต่สิงคโปร์กลับให้รางวัลคนที่มีลูกมาก 2 คน 3 คนมีขึ้นมาเถอะ เพราะถือว่าคนเหล่านี้เป็นผู้ธำรงชาติอย่างแท้จริง ผมมาเข้าใจเอาตามประสาตื้นๆ ว่า ขาไก่เป็นนโยบายยั่วยุคนหนุ่มสาวชาวมหาวิทยาลัย ให้ทุ่มเทความสนใจกิจกรรมธำรงชาติแต่เนิ่นๆ จะได้ผลหรือไม่ได้ผล คอยดูตัวเลขจำนวนประชากรเอาอีกสองสามปีข้างหน้า ให้เวลาเขาหน่อย พูดกันตรงๆ เรื่องขาไก่นี่วันเดียวพอไหว แต่ห้าวันหกวันผมจะอ้วกออกมาให้ได้ เลี่ยนความรู้สึก เลี่ยนนัยน์ตาพิกล สองสามวันต่อมา ผมกับเพื่อนนักเขียนชาวไทยชวนกันลงไปหาน้ำดื่มที่คาเฟทีเรีย มีนักศึกษาหญิงร่างโปร่งคนหนึ่ง สวมกระโปรงเหนือเข่าหน่อยๆ สวมเสื้อดำ ผูกผมด้วยริบบิ้นสีดำ บอกตรงๆ ผมดีใจ ดูแล้วสวย น่ารัก ช่วยลดโรคเลี่ยนขาไก่ไปได้ อันนี้แปลกที่ผมเอง ที่แปลกมากๆ และขณะนี้ก็ยังแปลกอยู่ นักศึกษาสิงคโปร์ไม่สนใจคนอื่น ต่างคนต่างอยู่เห็นได้ชัดเจน เดินคล้ายๆ กัน ยิ้มคล้ายๆ กัน เหมือนหุ่นยนต์ที่ผลิตโดยบริษัท ลีกวนยู จำกัด มีชีวิตแต่ไร้ชีวา โชเฟอร์แท็กซี่คนหนึ่งบอกกับพวกเราว่า คนสิงคโปร์มีที่ให้สุมหัวอยู่สองสถาน หนึ่งที่ทำงาน สองอพาร์ทเม้นท์ นักศึกษาก็กำลังจะก้าวไปตามทางสายนั้น ผมกับเพื่อนไม่ได้สนทนากับนักศึกษาเลยสักคน ยกเว้นสองคนที่ทางเจ้าภาพจัดมาให้คอยดูแลช่วยเหลือนักเขียน ในเรื่องของความสะดวก เกี่ยวกับที่พัก หรืออาหารการกิน แน่นอน สองคนนั้นไม่ใช่เป็นคนเชื้อจีน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสิงคโปร์ สองคนนั้นเป็นอินเดีย หรือทมิฬ ผมไม่กล้าถาม วันกลับ ผมกับเพื่อนได้พบและพูดคุยกับนักศึกษาคนหนึ่ง เขาพูดถึงนักศึกษาร่วมมหาวิทยาลัยสั้นๆ ที่พวกเพื่อนๆ เป็นเช่นนี้ เขาพูดเป็นภาษาอังกฤษ ผมจำได้เพียงประโยคเดียวเท่านั้นเอง.... "get the better degree for the better job" ครับ รัฐบาลสิงคโปร์ของ ฯพณฯ ลีกวนยู รับประกันเรื่องงานกับนักศึกษาของเขา เรียนดี ย่อมได้งานดี นักศึกษาจึงกลายเป็นหุ่นไปหมดเพราะเหตุนี้ คนที่เกเรรับรองไม่มีงานทำเด็ดขาด กรุณาอย่าคิดว่าคนที่มาคุยกับพวกเราเป็นสิงคโปร์นะครับ เขาเป็นหนุ่มชาวมาเลเซียเชื้อจีน ที่ไปเรียนวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่นั่น คิดแค่นี้ก็อดใจนิยมรัฐบาลที่ไม่รับผิดชอบอะไรขึ้นมาเสียแล้วสิ
|
![]()
|