ฉบับที่ 42 กันยายน 2533 "เรื่องสั้น-สั้น" ลินซ์ ณ จ๊ะ

 

เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ที่เรียนอยู่โรงเรียนนี้ บางวันก็กลับบ้านทั้งๆ ที่หัวโนอยู่อย่างนั้น ที่หัวโนก็เพราะถูกรังแกแล้วโดนเขกหัวเอา

จะใครที่ไหนถ้าไม่ใช่ฝีมือไอ้ชิต

ก็ไอ้ชิตน่ะมันลูกครูใหญ่ นึกจะทำอะไรก็ได้ ไม่เรียนหนังสือก็ได้ แกล้งเด็กก็ได้ แล้วผลสอบออกมามันก็ได้ที่ 1 ทุกที

บางทีเรียนหนังสือได้แค่ครึ่งชั่วโมง มันก็บอกให้ครูเลิกสอนได้แล้ว "ลูกชายครูใหญ่เบื่อ" ว่าแล้วมันก็ออกไปเล่นบอลอยู่กลางสนาม คือไอ้ชิตมันเป็นโรคอยู่อย่าง ถ้าอารมณ์ปกติมันก็เรียนแทนตัวเองว่าเราหรือผม แต่พอจะทำอะไรให้ได้ดั่งใจ มันจะเริ่มใช้สรรพนามแทนตัวว่า ลูกชายครูใหญ่อย่างโง้น ลูกชายครูใหญ่อย่างงี้

บางวันไอ้ชิตมันอยากหนีโรงเรียน ก็พาเพื่อนๆ มุดรั้งหนามข้ามดงกระถินออกไป พอตอนหลังๆ ภารโรงรู้เลยต้องมาช่วงทำช่องโหว่ และทางเดินเอาไว้ให้ ลูกชายครูใหญ่จะได้หนีโรงเรียนได้สะดวก แล้วยังเรื่องแอบหัดสูบบุหรี่ในห้องน้ำอีก ไอ้ชิตมันสูบบุหรี่เป็นตั้งแต่ปีก่อน โดยบังคับให้ลุงภารโรงสอนให้ แกก็ต้องยอม เพราะเด็กนี่มันเป็นลูกชายครูใหญ่

แต่เรื่องความรักเพื่อนพ้องแล้ว ใครๆ ก็ยกให้มันเป็นที่หนึ่ง เพราะลงว่าเป็นเพื่อนรักของไอ้ชิตแล้ว อยากได้อะไรขอให้บอกไอ้ชิตมัน ใครหน้าไหนก็แตะเพื่อนสนิทลูกชายครูใหญ่ไม่ได้ แล้วพลอยจะสอบได้ที่ 2 ที่ 3 รองลงไปด้วยเลย

แปลกตรงที่ผมถูกจัดเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งในบรรดาไม่กี่คนที่ไอ้ชิตมีอยู่ ที่แปลกไปกว่านั้นตรงที่มันบอกผมว่า

"นายเป็นเพื่อนสนิทที่เรารักมากที่สุดเลยรู้ไหม"

ที่ว่าแปลกเพระาผมไม่เคยไปทำอะไรให้เป็นที่ถูกอกถูกใจมัน ถึงขนาดไม่เคยตามต้อยๆ ประจบประแจง เพียงแต่ว่าครั้งหนึ่งเมื่อตอนอยู่ป. 2 ผมเคยช่วยให้มันพ้นจากการถูกหมากัด ที่จริงแล้วผมไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการเอาก้อนอิฐขว้างหัวหมาตัวนั้น ในขณะที่ไอ้ชิตร้องไห้ แหกปากลั่นว่า

"ไปให้พ้นนะ นี่ลูกชายครูใหญ่สั่งนะ"

นอกจากนี้ผมก็ไม่เคยหนีโรงเรียนตามมัน ไม่เคยแอบสูบบุหรี่กับมัน แล้วก็ไม่เคยแกล้งเด็กกับมันด้วย ดูเหมือนไอ้ชิตจะรู้ว่าผมไม่ชอบ เพราะมันก็ไม่เคยชวนผมเลยสักครั้ง รวมทั้งไม่เคยทำให้ผมสอบได้เป็นหนึ่งในสิบคนแรกของห้อง เพราะผมบอกมันว่า

"นายไม่ต้องช่วยอะไรเราหรอก แค่ไม่เรียกเราว่าเพื่อนสนิทลูกชายครูใหญ่ กับให้เราเรียกนายว่าไอ้ชิตได้ก็พอแล้ว"

ผมอายครับ เวลาที่เดินไปไหนแล้วใครต่อใครในโรงเรียนพากันชี้ชวนดูผมแล้วพูดว่า "เฮ้ย เพื่อนสนิทลูกชายครูใหญ่เดินมา" หรือ "โน่น เพื่อนสนิทลูกชายครูใหญ่เข้าห้องน้ำอยู่"

เวลาว่างๆ เราชอบคุยกันในเรื่องที่เป็นสาระ บางทีก็คุยเรื่องการเมือง ตลาดหุ้น หรือบางทีก็คุยกันเรื่องของอนาคต ซึ่งพอคุยเรื่องนี้ทีไร เพื่อนคนอื่นๆ ที่ล้อมวงอยู่ก็จะแตกฮือไปหมดด้วยเหตุผลที่ว่า

"เฮ้ยอีกตั้งหลายปี เพิ่งอยู่ ป.5 จะรีบคุยไปทำไมวะ"

สุดท้ายก็เหลือแต่ผมกับไอ้ชิตที่นั่งวาดแผนการอนาคตกันไปต่างๆ นานา เหมือนอย่างวันนี้ เป็นต้น

"โตขึ้นเราจะเป็นครูใหญ่เหมือนพ่อเรา" ไอ้ชิตพูดเหมือนที่เคยพูดบ่อยๆ

"แต่เราจะต้องเป็นครูใหญ่กว่า เนี่ย เรามีโครงการเยอะเลย พอเราเป็นครูใหญ่แล้ว เราก็จะรับแต่ลูกคนรวยมาเป็นนักเรียนในโรงเรียน วิธีคัดเลือกก็ทำแบบประมูลเอา ใครให้ราคาสูงกว่าก็ได้เข้า"

"อย่างงั้นลูกเราคงไม่ได้เรียนในโรงเรียนนายแน่" ผมว่า

"ได้สิ อย่างลูกนายนี่พอเข้าโรงเรียนเรามาแล้ว เราจะให้ป้าย - - ลูกชายเพื่อนสนิทครูใหญ่ - - วาดไว้คาดหน้าผากเส้นนึง คือเราจะทำไอ้เส้นพวกนี้ไว้เยอะๆ ไง อย่างเส้นหลานชายเพื่อนครูใหญ่ หรือเส้นเด็กข้างบ้านครูใหญ่ พวกเด็กมีเส้นคาดหน้าผากนี่นะ ถือว่าโก้ที่สุดในโรงเรียนเราเลย"

"แล้วเราก็จะจัดกิจกรรมบ่อยๆ ขายบัตรทุกเดือนเลย เอาให้มันจนกันไปข้างนึง" ไอ้ชิตเอื้อมมือไปหยิบไอติมแล้วลูบหัวเด็ก "เออ.. ขอบใจนะน้อง"

เด็กชายมองหน้าผมที ไอ้ชิตที แล้วมองไอติมสีสวยในมือไอ้ชิตอีกที ก่อนขมุบขมิบปากด่าอะไรไม่รู้ ฟังไม่ถนัด

"ทำไม มีปัญหารึไงน้อง อ๋อ ขอกินไอติมแค่นี้มีปัญหา เดี๋ยวปั๊ด.." ไอ้ชิตเงื้อมะเหงกแล้วเขกลงกลางกระหม่อมเด็กดังเป๊ก เด็กร้องไห้วิ่งลั่นไปทางตึกเรียน ได้ยินแว่วๆ ว่าจะฟ้องพ่อด้วย

"โธ่จะฟ้องพ่อ เราไม่กลัวหรอก ไว้คอยดูตอนเราเป็นครูใหญ่นะ ไอ้เด็กคนไหนที่ร้องไห้แล้วจะฟ้องพ่อ เราจะจับมันมายืนกางแขนหน้าเสาธงให้เข็ด"

เสียงกระดิ่งเข้าเรียนตี 16 ทีต่อกันดังแต๊งแตงแต๊งแต่ง นานจนน่าเบื่อ ผมลุกขึ้นกะจะเข้าเรียนคณิตศาสตร์ชั่วโมงบ่าย ไอ้ชิตยังคงนอนเอกเขนกอยู่ที่เก่า ไม่มีทีท่าจะเขยื้อนตัวไปไหน

ผมขึ้นห้องเรียนโดยไม่มีไอ้ชิตตามเคย ครูสะอาดที่สอนเลขชินเสียแล้วกับโต๊ะว่างหนึ่งตัวในชั่วโมงของแก แต่วันนี้แปลกตรงที่แกหันมาทางผม แล้วถามถึงอนุชิต

"เธอช่วยไปตามอนุชิตให้ครูทีนะ แล้วบอกว่าคุณพ่อเขาสั่งให้ไปหาที่ห้อง"

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังไล่หลังผมลงมาตามบันได บางเสียงดังแซงหน้าผมลงไปก่อนเสียอีกแน่ะ ก็น่าแปลกใจอยู่หรอกที่จู่ๆ ครูใหญ่จะเรียกไอ้ชิตเข้าไปหา คงต้องมีเรื่องอะไรซักอย่าง และด้วยความอยากรู้ พอเจอตัวแล้วผมก็ถือโอกาสตามไอ้ชิต ไปห้องครูใหญ่ด้วยเลย

"อ้าวมาพอดีนี่ไงครับท่าน อนุชิต ลูกชายคนเก่งของผมเอง ชิตไหว้ท่านผู้อำนวยการเสียสิ" ครูใหญ่พูดนอบน้อม เมื่อเห็นไอ้ชิตผลักประตูเข้าไป

ได้ยินแค่นั้นผมก็รู้ว่าเป็นอะไร ผู้อำนวยการมาเยี่ยมโรงเรียนนี่เอง ผมส่งสัญญาณให้ไอ้ชิตรู้ว่าจะกลับขึ้นไปเรียนต่อ แล้วก็เดินออกมาทางสนาม เด็กผู้ชายคนหนึ่งเขี่ยบอลอยู่ข้างทาง ก็เด็กคนเดียวกันกับที่ไอ้ชิตแย่งไอติมไปเมื่อกลางวันนี่เอง ผมเพิ่งสังเกตว่า แกไม่ได้แต่งชุดนักเรียนโรงเรียนของเรา

"เฮ้ยน้องมาเล่นอะไรอยู่คนเดียวแถวนี้ แล้วมากับใครนี่" ผมถาม

"ทำไมจะเล่นไม่ได้ ลูกผู้อำนวยการเล่นได้ทุกที่"

ผมชะงักตรงคำว่าลูกผู้อำนวยการ เด็กนี่ก็ชะงักเมื่อเห็นหน้าผม แล้วมันก็ร้องว่า

"คนนี้เพื่อนคนที่แย่งไอติมลูกผู้อำนวยการนี่ ลูกผู้อำนวยการจะไปฟ้องพ่อ" ว่าแล้วก็วิ่งตื๋อไปทางห้องครูใหญ่

เหมือนไอ้ชิตไม่มีผิด ทั้งท่าทางและน้ำเสียง รวมทั้งสรรพนามประหลาดๆ ที่ใช้ เสียงโฉงเฉงดังมาจากห้องครูใหญ่ ผมเดาเอาว่าคงมีสงครามย่อยๆ อยู่ในนั้น

"ครูใหญ่เลี้ยงลูกยังไงถึงได้เกเรขนาดนี้"

"อ้าวๆ แล้วลูกผู้อำนวยการล่ะครับ ไม่เกเรรึไง เด็กอะไรไม่มีสัมมาคารวะ"

"ลูกครูใหญ่ก็คงเกเรเหมือนพ่อมัน"

"ถ้าไม่มีพ่อเป็นตัวอย่าง ลูกผู้อำนวยการก็คงไม่มีนิสัยเสียอย่างนี้เหมือนกัน"

ผมขี้เกียจอยู่ฟังและเดาเรื่องต่อว่าจะจบยังไง คิดเสียว่าถ้าขึ้นไปตั้งใจขยันเรียนหนังสือให้เก่งๆ ตอนนี้ วันหน้าผมอาจจะได้เป็นครูใหญ่ที่สุด เป็นผู้อำนวยการที่สุด หรือเป็นเจ้าของโรงเรียนเสียเลย แล้วพอมีลูก ลูกผมจะได้เป็นลูกเจ้าของโรงเรียนกับเขาบ้าง... เนอะ




เธอยิ้มแล้วตาหยี
พอเธอตาดี ปากเธอก็ง้ำ
ฉันอยากจะได้สองอย่าง
ทั้งปากยิ้มกว้างๆ กับตาหวานฉ่ำๆ
เธอบอกว่าไม่ไหว
ทีละอย่างได้ไหม ถ้าได้ก็จะทำ
ฉันบอก เอ้า... หยวน
เธอแกล้งยิ้มกวนๆ กับตาช้ำๆ
ฉันว่า คนขี้โกง
เธอเลยเลิกคิ้วโก่ง กับแก้มแดงกล่ำ
ฉันบอกไม่เอาแล้วสักอย่าง
เธอเป็นไงก็ช่าง ก็รักวันยังค่ำ

นวรัตน์