|
|
ผู้ชายสูงหุ่นล่ำผิวเกรียมแดดคนนั้นน่ะ... พ่อผมเอง ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าที่เหี้ยมเกรียม รอยยิ้มที่เหิมเกริม และที่สำคัญ เสียงหัวเราะอันหาญกล้า ดูยังไงก็เป็นผู้ร้ายอยู่ดี พ่อผมเป็นผู้ร้ายในหนังครับ จะเป็นเพราะบุคลิกที่ห้าวหาญ หรือหุ่นอันหนาปึกของพ่อก็ไม่รู้ ที่ทำให้ผู้กำกับหนังติดอกติดใจ หรืออาจจะเป็นเพราะฝีไม้ลายมือพ่อที่บู๊เก่งก็ได้ พ่อถึงได้มีชื่อขึ้นจอหนังตระกูลโหดแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นโหดทะลุกำแพงเหล็ก 8 ชั้น ดำดินปืนใหญ่ ไปจนกระทั่งเหี้ยมจอมแก่น พ่อผมควงปืนเก่งเหมือนจับช้อนกินข้าว ยิ่งท่ายิงพระเอกของพ่อผมยิ่งร้าย แม้ว่าตามบทเขาจะไม่ให้ยิงโดนก็เถอะ หรือเวลาถูกยิง พ่อผมก็ทำท่าบาดเจ็บได้เหมือนกว่าใครๆ จนผู้กำกับต้องรีบสั่งคัท วิ่งเข้าไปดูอาการเพราะคิดว่าถูกยิงจริงๆ เสียงหัวเราะของพ่อสะท้านฟ้าน่าดู เวลาพากย์ต้องให้พ่อมาพากย์เองด้วยซ้ำไป เพราะความที่ไม่มีใครหัวเราะได้บาดอารมณ์เท่าพ่อ ผมฟังยังขนลุก เรื่องตีบทแตกก็ไม่มีใครเกินหน้าพ่อ นางเอกหนังหลายคนได้ตุ๊กตาทองก็เพราะพ่อนี่หล่ะ อย่างตอนพ่อจับนางเอกเป็นตัวประกันได้ พ่อทำท่าจริงจังจนนางเอกตกใจสุดขีด กรีดร้องออกมาจริงๆ โดยที่คนดูไม่รู้นึกว่าเล่นตามบท เลยได้ตุ๊กตาทองไป เพราะแสดงได้เข้าอารมณ์เหมือนจริง พ่อภูมิใจในความเป็นตัวผู้ร้ายของพ่อมาก พ่อรักหนวดอันดกดำที่เสริมความน่าสะพรึวกลัวเท่าๆ กับแผลเป็นที่เย็บ 4 เข็มบนแก้มซ้าย แผลเป็นรอยนั้นเกิดจากอุบัติเหตุระหว่างการถ่ายทำเรื่อง "กระแทกหัวเข่าให้มันจุก" ที่ผมจำได้ว่า พ่อทนให้เด็กยกรีเฟลกซ์เย็บกันสดๆ ตรงนั้น พ่อผมว่าสะใจดี พ่อบอกผมว่า ถึงพ่อจะตายในหนังแทบทุกเรื่อง แต่ก็ไม่เสียทีที่เกิดเป็นผู้ร้ายหน้าเหี้ยม แล้วพ่อยังสอนผมอีกว่า เกิดเป็นผู้ชายต้องแข็งแกร่งและกล้าหาญ พ่อให้ผมไว้หนวดตั้งแต่ผมเริ่มมีไรหนวดขึ้นอ่อนๆ พ่อให้ผมใส่แว่นเรย์แบนด์เวลาออกไปไหนต่อไหน อย่ายิ้มโดยไม่จำเป็น หัวเราะให้ดังเข้าไว้ และที่สุด พ่อเกือบทำแผลเป็นบนใบหน้าผม ถ้าผมไม่รีบห้ามไว้ก่อน
พ่อจะทำให้ผมกลายเป็นตัวแทนของพ่อในไม่ช้า ไม่ว่าจะเป็นหมัดสังหาร ลูกถีบยอดอก ผมเลียนแบบพ่อได้เกือบหมดแล้ว เหลือแต่กล้ามเนื้ออย่างเดียว ที่ยังไม่เป็นเหมือนอย่างพ่อ คงอีกไม่นานหรอก แล้วชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป
งานแสดงของพ่อเริ่มลดน้อยถอยลงทีละเรื่องสองเรื่อง ใช่ว่าพ่อจะแก่ตัวลง ฝีมือตกก็หาไม่ หากเป็นเพราะผู้กำกับเปลี่ยนแนวหนัง ใช้เลือดน้อยลง ไม่ท่วมจอเหมือนก่อน
พ่อปฏิเสธหนังเรื่องนี้ทันทีเมื่อรู้ว่า ต้องมีฉากถูกเอาโคลนป้ายหน้า ฉากกางเกงหลุด หรือฉากลงไปอยู่ในตุ่มแล้วออกไม่ได้ พ่อว่า เสียฟอร์มผู้ร้ายหน้าเหี้ยม พ่อคงไม่รู้หรอกว่า ถ้าพ่อปฏิเสธไปครั้งหนึ่ง ก็ต้องมีครั้งที่สองและที่สาม นานๆ เข้าก็ไม่มีบทให้พ่อปฏิเสธอีกเลย แล้วหนังก็ฉีกตลาดแหวกแนวไปกว่านั้น ชื่อผู้ร้ายที่เป็นลูกครึ่งรูปหล่อขึ้นมาปรากฏบนจอแทนชื่อพ่อ และก็ไม่ได้เรียกผู้ร้ายซะด้วย หากไพล่ไปเรียกคู่ปรับบ้าง พระรองบ้าง ตามแต่ความหล่อ บางคนหล่อน้อยหน่อยก็เอาไว้แย่งจีบนางเอกจากพระเอก ซึ่งหล่อมากหน่อย พ่อทำใจไม่ได้กับการไม่ได้แสดงบทบู๊เหมือนเมื่อก่อน ที่สุดก็เลยไปง้อผู้กำกับคนเดิม ขอบทแค่ไล่ชกพระเอกก็ยังดี แต่พ่อก็ถูกปฏิเสธกลับมา
แล้วพ่อก็แบกหน้าเหี้ยมๆ นั้นซึมกลับบ้านด้วยความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า ผมได้ยินพ่อรำพึงบ่อยๆ ว่า ทำไมจะมีผู้ร้ายไม่ได้ ทำไมจะมีไม่ได้ หนังรักโรแมนติกเรื่องแรกและเรื่องสุดท้ายที่ผู้กำกับยอมให้พ่อเล่นนั้นเจ๊งไม่เป็นท่า คนดูบ่นกันพึมว่าเกลียดหนวด ส่วนผู้สร้างหมดเงินไปกับค่าฟิล์ม ก็เทคแล้วเทคเล่า เพราะพ่อทำเสียงห้าวไปเวลาจะเข้าไปหาเรื่องพระเอก ที่จริงก็แค่พูดไม่กี่ประโยค แล้วก็มีคนมาช่วยกันออกไปแค่นั้นแหละ เขาว่าพ่อ "เหมือน" ผู้ร้ายเกินไป ผมพยายามพูดให้พ่อเข้าใจถึงความต้องการของตลาดหนัง บางทีถ้าพ่อโกนหนวดนั้นทิ้ง เขาอาจจะให้พ่อรับบทเป็นพ่อของพระเอกนักเรียนนอก หรือถ้าพ่อเลิกเบ่งกล้าม เขาอาจจะให้พ่อร่วมกลุ่มเดียวกับพระเอก แล้วตามจีบเพื่อนนางเอกเป็นอีกคู่ไปเลย แต่พ่อส่ายหน้าแล้วพูดประโยคเดียว ที่ทำให้ผมเข้าใจในศักดิ์ศรีลูกผู้ชายหน้าเหี้ยมอย่างพ่อ
วันเวลาหมุนไปเรื่อยๆ ราวกับไม่ใส่ใจความรู้สึกของคนรอบข้าง และแล้ววันหนึ่งพ่อก็เรียกผมเข้าไปหา เปรยๆ ว่าผู้กำกับอยากได้นักแสดงหน้าตาดีๆ ดูนุ่มนวล แล้วก็สุภาพอ่อนโยน เสียงพ่อถอนหายใจเฮือกใหญ่ ท่าทางพ่อคงคิดตกแล้วละมั้ง ผมว่าพ่อน่าจะตัดสินใจเร็วกว่านี้ ไม่งั้นป่านนี้พ่อคงดังไปนานแล้ว ผมหยิบสคริปต์ปึกใหญ่ ที่วางอยู่บนโต๊ะมาดูเล่น เห็นชื่อเรื่องที่จั่วไว้ตัวเบ้อเริ่ม "เรามารักกันเถอะนะจ๊ะ" ฮั่นแน่... พ่อคงติดใจหนังสไตล์วัยหวานกุ๊กกิ๊กเข้าแล้วสิท่า
|
![]()
|