ฉบับที่ 20 ตุลาคม 2531 "เรื่องสั้น" เพชรสี

 

ข่าวโรงมหรสพอิเล็กทรอนิกส์เคลื่อนที่จะมาเปิดการแสดงที่วัดในคืนนี้ พัดกระพือแพร่ข้ามทุ่งข้ามห้วยหนองคลองโคลนไปอย่างรวดเร็ว ก็ลมปากวิจารณ์นั่นแหละพัดไป... ใครคนหนึ่งบอกว่าเป็นมหรสพที่แสดงความก้าวหน้าสูงสุดของมนุษย์ชาติในวันนี้

ความจริง... เขาก็เปิดแสดงมาทั่วโลกแล้วล่ะ แต่พิเศษสุดสำหรับคนหมู่บ้านนี้ก็คือ เปิดโอกาสให้ 'สัมผัสได้' ...เจ้าความบันเทิงอิเล็กทรอนิกส์ที่ว่านี้ ประสิทธิภาพของมันจะลดลงตามจำนวนคนดูที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น ใครไปก่อนก็จะได้จับต้องสิ่งดีๆ ก่อน และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ หลังจากการแสดงคืนนี้ผ่านพ้นไปแล้ว เครื่องอิเล็กทรอนิกส์จะถูกทำลาย โดยคนที่ประดิษฐ์ขึ้นมานั่นแหละ ด้วยว่าเขาจะประดิษฐ์สิ่งที่วิเศษกว่านี้ออกมาอีกในไม่ช้า... เพื่อไม่ให้ใครฉกฉวยหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาของเขา จึงต้องทำลาย ด้วยเหตุนี้ ทุกคนในหมู่บ้านจึงกระเหี้ยนกระหือรือ อยากดูอยากสัมผัสเอาไว้เป็นประสบการณ์สำคัญครั้งหนึ่งของชีวิต มันเป็นสิ่งแปลกใหม่และมีค่าต่อความรู้สึกอย่างมากมาย ใครๆ ก็คิดเช่นนี้

เพราะข่าวนี้เอง... ในกระท่อมไม้หลังเล็กที่เชิงเขาจึงเหมือนมีกองไฟกองย่อมๆ กำลังเริ่มคุ และจะโหมประทุในไม่ช้า หากว่าฟืนยังไม่ถูกดึงออกมาดับ เชื้อเพลิงชนิดดีเลิศก็คือลูกสาวคนเล็กที่กำลังเอียงซ้ายเอียงขวาอยู่หน้ากระจก ส่วนไฟที่ร้อนที่สุดในโลก ก็คือพี่ชายที่ยืนกระสับกระส่ายอยู่ที่พื้นดินตีนบันไดกระท่อม ส่วนพ่อกับแม่ตบยุงที่มาตอมเนื้อตัวเปาะแปะนั้น ถึงแม้จะเข้าใจความรู้สึกของลูกทั้งสองคน แต่เมื่อนึกถึงผู้คนที่จะมุ่งตรงไปจุดหมาย ที่ตัวและครอบครัวกำลังจะไป ก็ให้ร้อนรนขึ้นมาเหมือนกัน

"เร็วๆ ซีโว้ย... เดี๋ยวก็ตายอยู่หน้ากระจกนั่นหรอก" ไฟแล่บออกมาจากปากพี่ชาย เป็นครั้งที่สิบแล้วกระมัง

สาวน้อยบนกระท่อมขมวดปมผ้าถุงสีสดให้แน่นเข้าอีก แล้วรีบหยิบหวีมาสางผม ลมภูเขาที่เร้นผ่านรอยแตกของฝากระท่อม ทำให้เงาในกระจกบานเก่า พร่าไหวตามเปลวตะเกียงที่วูบวาบจวนดับอยู่หลายครั้ง เธอกระแทกหวีลงกับพื้นอย่างขัดใจ... เจ้าลมบ้า !... แกจะพัดเอาก้อนเอากำอะไรของแกนะ เลยไม่รู้กันว่า แป้งบนหน้านี่มันนวลหรือว่อก เดี๋ยวเถอะ ไปถึงลานวัด หนุ่มๆ จะได้กระเจิงไปคนละทิศละทางหรอก แล้วเธอก็รีบเอาผ้าเช็ดๆ แป้งที่เพิ่งทาไปเมื่อครู่จนแสบๆ ร้อนๆ หน้าไปหมด เสียงพี่ชายว๊ากมาอีกที เธอจึงตัดใจจากกระจก เสียงชายผ้านุ่งสีกันดังผึ่บผับ ตามความเร็วของจังหวะก้าว ดังประสานกับเสียงกระดานไม้มะค่า ลั่นเอี๊ยดอ๊าดโครมคราม ตามน้ำหนักเท้าของสาวน้อย

ทางเดินเล็กๆ นั่นสลัวรางในความครึ้มทะมึนของป่าทึบยามค่ำคืน พระจันทร์คืนนี้ขึ้นไม่ขึ้นก็มีค่าเท่ากันนั่นแหละ เพราะเส้นโค้งงามๆ ของวงพระจันทร์ ก็ไม่มีทางผ่านความหนาทึบของกิ่งไม้ใบไม้ลงมาได้ จะได้เห็นก็วับๆ แวมๆ ตามช่องที่ธรรมชาติเผลอว่างเอาไว้ เสียงไม้เรียวในมือพี่ชาย หวดซ้ายขวาของสองข้างทางดังขวับๆ ตลอดระยะ พี่ชายเขากำลังบอกไล่สัตว์ร้ายยามค่ำคืน ประเภทงูเงี้ยวเขี้ยวขอทั้งหลายว่า ได้ยินเสียงไม้เรียวแล้วรีบไปไกลๆ จะได้ไม่ถูกเหยียบ ไม่มีลมพัดอย่างเมื่อตอนที่อยู่บนกระท่อม แต่สาวน้อยต้องเดินกอดอก เพราะอากาศเยือกๆ ชื้นๆ พ่อกับแม่เดินกลาง ส่วนเธอเดินรั้งท้าย ความเคยชิน ทำให้เธอไม่พะวงกับความมืดข้างหลังเลยแม้แต่น้อย

บ้านเธออยู่ห่างจากหมู่บ้านมาโข คนในหมู่บ้านเขาเรียกบริเวณที่บ้านเธอตั้งอยู่ว่า 'บ้านดง' เพราะอยู่กลางดงไม้ใหญ่ พื้นที่บางส่วนยังไม่ถูกจับจองเสียด้วยซ้ำ ดูแต่ละต้นสองข้างทางนี่สิ โค่นสองต้นสร้างบ้านหลังโตๆ ได้เลย ไม่รู้ต้นละกี่สิบปี ตอนนี้ค่อยยังชั่วหน่อย ยิ่งเดินก็รู้สึกว่ายิ่งมองเห็นทางเดินได้ชัดเจนขึ้น ความโล่งเพิ่มขึ้นเรื่อย เพราะคนในหมู่บ้านเขาออกมาตัดต้นไม้ไปใช้กัน เธอเคยเข้าไปในหมู่บ้าน เห็นคอกหมูคอกควายของแต่ละบ้านใหญ่โตมโหฬาร บางคนก็เข้าป่ามาเผาถ่านออกไปใช้ไปขาย ดี... ต้นไม้มันจะได้เบาบางลงไปบ้าง บ้านของเธอจะได้ไม่ห่างไกลจากบ้านชาวบ้านเขามากนัก ต่อๆ ไป บ้านเธอก็จะได้มีเพื่อนบ้านกับเขาบ้าง

"โอ๊ะ!"

ยังไม่ทันสิ้นเสียงอุทาน ก็มีเสียงป๊าบ! หนักๆ แทรกเข้ามา เธอเห็นพี่ชายล้มคว่ำไปข้างหน้าในท่าหัวคะมำทิ่มดินเลยทีเดียว พ่อกับแม่ผวาเข้าไป ในขณะที่เธอหัวเราะคิก สมน้ำหน้า ปากดีนัก เดินจ้ำเอาๆ ยังกะจะตามควายทองคำ ไม้ท่อนเบ้อเริ่มที่คนเขาเลื่อยค้างขวางทางเอาไว้ ก็มองไม่เห็น สะดุดเข้าไปไงได้ก็ไม่รู้ ขนาดเธอเดินอยู่หลังสุดยังมองเห็นชัดแจ๋ว

พี่ชายลุกขึ้นปัดเนื้อปัดตัวแล้วเดินบ่นต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย... ใกล้ถึงหมู่บ้าน ต้นไม้ก็ยิ่งหายไปเรื่อยๆ ตอนนี้เธอเดินย่ำอยู่บนถนนลูกรัง ที่ถูกราดยางไปบางช่วง เสาไฟโย้ๆ สองข้างทางทำให้เธอนึกถึงคำพูดของผู้ใหญ่บ้าน ในคราวที่ไหว้วานให้พ่อของเธอเลื่อยกระดานให้ ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า ถ้าละแวกบ้านเธอมีถนนเข้าไปถึง มีคนอยู่เยอะๆ ต่อไปก็ขอต่อไฟฟ้าจากหมู่บ้านไปใช้ได้ ถึงว่าจะปิดเปิดเป็นเวลา แต่ก็ยังดีกว่าใช้ตะเกียงวอมแวม แม้เธอจะรู้ว่าผู้ใหญ่พูดให้ดีใจไปอย่างนั้นเอง แต่ก็ทำให้อดฝันถึงบ้านหลังใหญ่ ไฟฟ้าสว่างไสวไม่ได้

เดินลอด 1 ป่าทึบ ข้าม 1 ห้วย ในชั่วระยะเวลาเหงื่อเปียกหลังและรองเท้ามอมแมมก็ลุถึงลานวัด (ถ้าเป็นฝีเท้าของคนปกติ อาจใช้เวลาถึง 1 ชั่วคืน) แต่ความวาดหวังของคนทั้ง 4 ก็ร่วงสลายลงไปต่อหน้าต่อตา เมื่อมองเห็นผู้คนมากมายมหาศาล แย่งยื้อกันเพื่อจะเข้าดูมหรสพ ยังไม่ทันที่ใครใน 4 คนจะตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมแย่งยื้อ หรือว่าจะกลับกระท่อมน้อยกลางดง เสียงแตกเปรี๊ยะๆ ก็นำเสียงตูมใหญ่มา เนื้อหนังมังสาของคน กระเด็นกระจัดกระจาย เลือดสดๆ พุ่งเป็นสายราวกับน้ำพุ เป็นโศกนาฏกรรมที่ยุติความยุ่งเหยิง ใคร่รู้ใคร่เห็นทั้งมวล

ที่รอดตายจากการระเบิดของโรงมหรสพอีเล็กทรอนิกส์ก็มีบ้าง แต่ว่ากระท่อมไม้กลางป่าทึบก็ร้างมาตั้งแต่คืนนั้น ความฝันในเรือนใหญ่ ที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟฟ้าของสาวน้อย ก็วูบดับไปด้วย

จอภาพปิดลงนานแล้ว แต่ปุ่มหัวเราะของหุ่นยนต์สาวยังคงทำงานอยู่ หนังที่จบลงเมื่อครู่นั้น ถูกสร้างมาจากเรื่องจริงของมนุษยชาติในยุคโบราณ .... ไม่น่าเชื่อเลยว่า มนุษย์สมัยก่อนจะโง่เง่าขนาดนี้ อะไรกัน ทำลายต้นไม้กันเป็นว่าเล่น สมน้ำหน้ามนุษย์ที่สูญเผ่าสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว หุ่นยนต์สาวมองเรือนร่างที่สมบูรณ์ไปด้วยโลหะเนื้อดี และระบบอัตโนมัติต่างๆ ของตัวเองอย่างภูมิใจ โชคดีที่เธอไม่เกิดมาเป็นมนุษย์ในยุคงี่เง่านั้นนะ ... ไม่ทันที่เธอจะเขยื้อนกายออกมาจากยูนิตบันเทิง สัญญาณของหุ่นยนต์พ่อก็เข้ามาในเครื่องรับของเธอ บอกว่าให้เตรียมตัวเพื่อไปพิพิธภัณฑ์

" " " " " " " " "

ปกติ การไปพิพิธภัณฑ์สำหรับประชากรหุ่นยนต์ก็เป็นเรื่องสำคัญอยู่แล้ว แต่สัญญาณย้ำๆ ของหุ่นยนต์พ่อก็ทำให้รู้ว่า นี่เป็นเรื่องที่สำคัญกว่านั้น... เอ๊ะ! มีอะไรพิเศษนะ... หุ่นยนต์สาวยังคิดไม่ออก พอดีสัญญาณหุ่นยนต์แม่เข้ามาอีก

"..." "..." ....

โอ๊ย! แม่ไม่ต้องบอกหรอก ถึงอย่างไรเธอก็จะแต่งตัวสวยๆ อยู่แล้ว รู้แล้วน่า... หุ่นยนต์หนุ่มๆ ในยุคนี้เขาไม่ชอบหุ่นยนต์สาวๆ ที่ฉลาดเฉลียวมากนัก ดังนั้นเธอจึงรีบล็อกปุ่มไหวพริบเอาไว้ก่อน ขืนให้มันทำงานต่อหน้าหนุ่มๆ ละก็ คงได้กระเจิงกันไปคนละทิศละทาง ทั้งนี้เพราะการกดขี่ทางเพศเริ่มมานิยมอีกครั้ง ก็สืบเนื่องมาจากการศึกษาเรื่องราวในอดีตของพวกมนุษย์นั่นแหละ ตอนนี้ก็เป็นที่รู้กันว่า ถ้าอยากมีชีวิตครอบครัวหุ่นยนต์ที่มีความสุข ก่อนแต่งงาน หุ่นยนต์เจ้าสาวต้องทำลายปุ่มไหวพริบของตัวเองอย่างถาวรไปเลย อันนี้มันก็เป็นเรื่องที่ต้องเสียสละอย่างมากๆ เลยทีเดียว... จะโทษอะไรได้ เพราะหุ่นยนต์ทุกตัวออกมาจากเบ้าหลอมอันเดียวกัน จากเครื่องจักร จากโรงงานเดียวกัน...

เธอเคลื่อนกายไปที่ประตูบ้าน พ่อกับแม่รออยู่ก่อนแล้ว ปุ่มร้อนรนของพ่อทำงานอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ส่งสัญญาณสื่อสารกับเธอ เรื่องสำคัญก็มีอยู่ว่า เมื่อ 3 หน่วยเวลาที่ผ่านมานี่เอง พ่อได้บังเอิญตรวจเจอคลื่นข่าวสารที่ผู้สื่อข่าวของรัฐส่งไปส่วนกลาง ได้ความว่า ตอนนี้ได้มีการขนส่งต้นไม้ต้นสุดท้ายของโลก เข้าไปเก็บในพิพิธภัณฑ์ และต้นไม้ที่ว่านี้ยังมีชีวิตอยู่ เราจะต้องไปดูก่อนที่ประชากรหุ่นยนต์จะเฮโลมา เรื่องนี้ยังไม่มีใครรู้ พ่อรู้มาโดยบังเอิญ

คราวนี้ปุ่มตื่นเต้นร้อนรนของเธอทำงานบ้าง... จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร เพราะข่าวคราวของต้นไม้ หายไปจากโลกมาหลายล้านหน่วยเวลามาแล้ว เธอเคยไปที่พิพิธภัณฑ์หลายครั้ง ก็ได้เห็นแต่ภาพจำลองเท่านั้นเอง ไม่น่าเชื่อเลยว่าต้นไม้จริงๆ ต้นไม้ที่มีชีวิตจะยังหลงเหลืออยู่บนโลก

เธอเร่งให้พ่อรีบไป เพราะยานของเรานี้อยู่ห่างจากยานอื่นๆ มากโข พ่อบอกว่าทะเลทรายมีพื้นที่อยู่เต็มโลก ทำไมจะต้องไปจอดอยู่รวมๆ กันใน 'เมือง' ทะเลทราย อย่างยัดเยียดอย่างที่ครอบครัวอื่นนิยมกัน เธอมองออกไปนอกยาน มองเห็นทรายแดงๆ สุดสายตา

"." "." "." "."

หุ่นยนต์พ่อยังกังวลในการเลือกใช้ยานเล็กที่จะขับออกไป กฎหมายหุ่นยนต์เข้มงวดมาก หากว่าใช้ยานขับเคลื่อนไม่ตรงกับอุณหภูมิในขณะนั้น นอกจากจะได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุ ก็ยังผิดกฎหมายอีก ส่วนยานที่พักอาศัยนั้น หากจะเคลื่อนย้าย จะต้องแจ้งหัวหน้ารัฐล่วงหน้าถึง 50 หน่วยเวลา

มิเตอร์ที่แขนซ้ายของหุ่นยนต์พ่อแจ้งว่า จะต้องใช้ยาน เอ 100 ขับเคลื่อน แต่ยานลำนี้ของเรามีกลไกบกพร่องอยู่ จะเสี่ยงหรือ

".......".......

แม้ประหวั่นในอันตราย แต่ภาพต้นไม้เขียวๆ นั้นยั่วยวนอยู่ในจินตนาการทำให้ต้องรีบขจัดความกลัวออกไป ทั้งสามก้าวเข้าไปนั่งในยาน เอ 100 แต่โดยดี อีก 0.1 หน่วยเวลา ต่อมา ประตูยานพักอาศัยก็เปิด ปล่อยให้ยานขับเคลื่อนลำเล็กพุ่งฉิวออกมา โดยมีควันขาวพุ่งยาวตามติดๆ และระเบิดตูม! เมื่อเครื่องบอกเวลาครบ 0.5 หน่วย

ทุกสิ่งแตกดับ...

ยานพักอาศัยของครอบครัวหุ่นยนต์ที่รักธรรมชาติ รักสันโดษ จึงร้างมานับจากนั้น

ในขณะเดียวกัน... ที่พิพิธภัณฑ์ ก็กำลังสับสนอลหม่าน นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องต้นไม้ทั้งหมดถูกเรียกตัวมาที่นี่ ในขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย กำลังไล่ต้อนหุ่นยนที่สนใจเรื่องต้นไม้ แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกมาห่างๆ ประชากรหุ่นยนต์จำนวนมหาศาลที่อยู่รอบๆ พิพิธภัณฑ์ ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ภายในอย่างตื่นเต้น

ต้นไม้ที่เชื่อกันว่าเป็นต้นสุดท้ายของโลกนั้น บัดนี้ มันได้ปลิดใบสุดท้ายร่วงไป ต้นแห้งโกร๋นตายยืนต้นอยู่ ส่วนสาเหตุที่ตรวจพบ ก็เนื่องมาจากการเดินทางผ่านข้ามทะเลทราย มาที่พิพิธภัณฑ์ของหุ่นยนต์แต่ละตัวนั่นเอง กระไอแดดที่ติดร่างมานั้น ทำให้เกิดมลพิษบางอย่างขึ้นมาในพิพิธภัณฑ์ และเป็นพิษอย่างร้ายแรงสำหรับต้นไม้ที่กำลังเปิดให้ชม...

บางที หุ่นยนต์ทั้งสามที่เพิ่งแตกดับไปเมื่อครู่นี้ อาจจะดีใจ ที่พวกเขาตายไปในขณะที่ยังมีความหวังว่า ต้นไม้ของโลกยังมีอยู่




ดอกไม้เล็กเล็ก... ตะโกนถามดวงตะวัน
บนฟ้านั้น มีความเหงาบ้างไหม
ผืนฟ้า กว้างแสนกว้างเกินไป
ดวงตะวันยิ้ม ตอบว่าไม่เคยเป็น
ผืนฟ้ากว้างกว่ากว้าง
แต่ไม่อ้างว้างอย่างที่เธอเห็น
ปุยเมฆขาว และสายลมเย็น
ไม่เคยว่างเว้นมาทักทาย
ดอกไม้น้อยกับหน้า...
ซ่อนน้ำตา อยากร้องไห้
พื้นพสุธามีคนมากมาย
แต่ไม่มีใคร เป็นเพื่อนเรา

-ลูกพลัม-