ฉบับที่ 3 ธันวาคม-มกราคม 2530 "ลำนำ" นกแร้งในไร่ส้ม

"ใครจะรู้ว่าซักวันนึง คนเราอาจจะอยากฟังแมลงสาบพูดจาภาษามนุษย์"

"จะเพราะอะไรอีกเล่า ก็ไอ้ความที่มนุษย์มนาทั้งหลายอยากจะมีอายุยืนหมื่นปีนั่นแหละ แต่ทีนี้ไอ้วิธีต่างๆ ที่เคยคิดค้นกันขึ้นมา เพื่อจะให้อยู่ดูโลกเบี้ยวๆ ใบนี้ให้นานแสนนานนั้น แต่ละวิธีไม่เป็นท่าเอาเลย"

"อย่างไอ้การที่คนเราคิดจะทำตัวเป็นมัมมี่ แล้วนอนแกร่วรอการลืมตาดูโลกอีกครั้ง มันเป็นไปไม่ได้แล้ว และคิดดูว่า ที่สู้อุดอู้อยู่ในปิรามิดมา 2-3 พันปี ไหนจะไม่ได้เกิดใหม่แล้ว ยังจะถูกบรรดาพวกมนุษย์ทะลึ่งๆ สมัยหลังมันเปลื้องแถบผ้าพันกายของเราออกเสียล่อนจ้อน เป็นที่อุจาดตาเข้าอีก..."

"จะหวังพึ่งวิทยาการสมัยใหม่ที่บอกว่า จะฉีดไอ้นู่นไอ้นี่ไว้ในตับไตไส้พุง แล้วยัดร่างไว้ในอุปกรณ์อย่างดีที่อ้างกันว่า มันอาจจะมีวิธีที่ทำให้ฟื้นขึ้นมาดูโลกอีกทีนั้น มันก็เป็นไปไม่ได้สำหรับคนอย่างเราๆ ท่านๆ มันยังไงล่ะ มันเหมือนกับคนที่ไม่มีปัญญาจะหาข้าวกินให้ครบมื้อในแต่ละวัน แต่ดันอยากจะนั่งกระสวยอวกาศเล่นยังไงก็หยั่งงั้น ชื่อเสียง, เกียรติประวัติและเหรียญสลึงที่เราสะสม มันไม่พอที่จะทำให้เราติดอยู่ในบัญชีรายชื่อของคนที่มีสิทธิ์เช่นที่ว่า"

"ครั้นจะหันไปลองประดายาลูกกงลูกกลอน หรือน้ำผึ้ง ก็คงต้องกินกันจะกระเพาะคราก หรือเป็นเบาหวานไปนู่น"

"จะใช้วิธีต่ออายุแบบเชิญพระมาสวน หาไม้มาค้ำต้นโพธิ์ ถึงพระจะสวดกันจนคอโป่ง หาไม้มาค้ำจนหมดป่า(ที่ไม่ค่อยจะมี) ก็คงไม่มีหวัง"

"สำนักต่างๆ ตามเมืองนอกก็ยืดอายุได้ไม่กี่วันกี่เดือน เปลืองตังค์เปล่าๆ ปล่อยให้พวกเศรษฐีเขาสนุกกับการย้ายที่อดอาหารแบบนี้กันไปเถอะ"

"ก็เป็นอันว่าวิธีต่างๆ ข้างต้นยังฝากผีฝากไข้ เป็นจริงเป็นจังไม่ได้ เราก็ต้องค้นหาวิธีการใหม่ๆ กันไปเรื่อยๆ และบางทีอาจจะต้องหันไปพึ่งแมลงสาบมัน"

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะว่า จากการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์พบว่า ไอ้แมลงสาบที่พวกเราแสนจะเกลียดกลัวมัน เป็นสัตว์ที่สามารถมีชีวิตรอดปลอดภัย มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์โน่นแล้ว และยังเชื่อเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า มันจะยังมีชีวิตอยู่ยิ้มเยาะพวกเรา หลังจากที่สงครามนิวเคลียร์มหาวินาศได้เกิดขึ้น ซึ่งก็คงอีกไม่นาน"

"ที่เป็นอย่างนั้น นักวิทยาศาสตร์เขาบอกว่าเป็นเพราะ แมลงสาบมันอยู่ได้ทั้นในที่ที่มีแสงแดดและไม่มีแสงแดด (ครึ่งร่มครึ่งแดด ว่างั้นเถอะ) ชื้นๆ แฉะๆ มันก็อยู่ได้ มันยังสามารถปรับตัวให้เข้ากับความร้อนหนาวทุกอุณหภูมิ และมันเป็นสัตว์ที่ไม่มีอายุขัย (นอกจากจะตายโหง) ซึ่งมันจะต้องมีความลับอะไรอีกมาก ถ้าใครคนไหนทำให้มันพูดไขความลับให้ฟังได้ ก็ย่อมจะโชคดีมีโอกาสได้อยู่ดูโลกนานเท่านาน (เหมือนกับแมลงสาบ)"

"จะมีกลวิธีไหนบ้าง ที่เราพอจะออดอ้อนให้แมลงสาบมันพูดภาษาเดียวกับเรา ก็ตลอดเวลาที่ผ่านมา เมื่อเจอกัน ถ้าเราคว้าอะไรมาตีมันได้เราก็ทำ ถ้ากระทืบได้เราก็กระทืบ เราทำมันแรงพอๆ กับจะฆ่าคนซักคนนั่นเทียว พวกผู้หญิงด้วยกันยิ่งไปใหญ่ ถ้าเห็นมันล่ะเป็นต้องร้องกรี๊ดวิ่งหนีให้ลนลานไปหมด ทั้งๆ ที่ควรจะเป็นแมลงสาบมากกว่าที่ควรจะวิ่งหน้าตั้งหนี เพราะว่าเราตัวโตกว่ามันไม่รู้กี่เท่า"

"นอกจากทุบตีแล้ว คนเรายังหายาฆ่าแมลงฉีด ทำให้แมลงสาบไหนจะเหนียวเหนอะ ไหนจะหูอื้อตาลาย บางตัวยังอาจจะมีอาการรุนแรงถึงขั้นหัวใจวายตาย"

"เราต้องเลิกวิธีต่างๆ เหล่านี้เสียให้สิ้น แล้วปฏิรูปเสียใหม่ ประดาไม้ท่อนเบ้อเร่อที่เคยใช้ตีมัน ด้วยผิวไม้ที่ขรุขระและบรรจงตีเสียสุดแรงนั้น เราจะต้องเปลี่ยนเป็นไม้เล็กๆ ที่มีปุยขนอันอ่อนนิ่ม เอาไว้ปัดฝุ่นผงและหยากไย่ที่ติดมากับปีกแมลงสาบ (ที่น่ารัก) หลังจากที่มันเข้าไปซุกซนตามซอกมุมต่างๆ และโผล่มาเจอหน้าเรา ความแรงของการสัมผัส ก็ควรจะเบาะๆ พอทำให้มันคลายเมื่อยล้า เหมือนกับตอนที่เราทุบไหล่เบาๆ นวดให้พ่อแม่สมัยเด็กๆ นั่นแหละ..."

"พูดถึงดีดีทีบ้าง แมลงสาบต้องไม่ชอบกลิ่นอันน่าคลื่นเหียนของไอ้สเปรย์ปลิดชีวิตพวกนี้แน่ๆ และเราต้องคำนึงว่า พิษร้ายของมันไม่เพียงแต่จะฆ่าแมลงสาบเท่านั้น แต่มันยังจะทำให้คนเราเป็นมะเร็งโดยไม่ทราบสาเหตุอีกด้วย (คือว่าเราจะต้องพากันตระหนักถึงพิษภัยของยาฆ่าแมลงอย่างถึงที่สุดด้วย) เราจะเลิกใช้ยาฆ่าแมลงกับแมลงสาบ แต่จะหันมาใช้สเปรย์ที่มีสรรพคุณทำให้พวกมันกระปรี้กระเปร่า และยืนยันว่าเป็นสเปรย์ที่มีส่วนผสมของวิตามิน เอ บี ซี ดี และอี อย่างครบถ้วน เมื่อถึงวันนั้น โรงงานผลิตยาฆ่าแมลงสาบทั้งหลายคงต้องปิดตัวเอง (หรือไม่เราก็เดินขบวนให้ปิด) ยาฆ่าแมลงอาจจะขายไม่ได้ซักกระป๋อง นอกจากนี้จะต้องไม่มีการออกโฆษณาที่มีภาพแมลงสาบชักดิ้นชักงอจากพิษของดีดีที ทางโทรทัศน์อีกต่อไป"

"ลูกเหม็นก็เห็นจะต้องเลิกใช้กันเสียที ถ้าเปลี่ยนเป็นลูกหอมได้ก็เปลี่ยนซะ ถ้าจะทำให้เป็นขนมให้แมลงสาบมันแทะกินได้ด้วยก็จะดี สีขาวหม่นนั่นเลิกได้ก็เลิก ทำเป็นสีลูกกวาดดีกว่า ถ้าไม่ทำเป็นขนมก็อาจจะทำเป็นลูกกลมๆ เล็กๆ ให้แมลงสาบกลิ้นเล่นก็ได้"

"นอกจากนี้เราจะต้องคอยกวดขันมารยาทของสัตว์อื่นๆ ที่ไม่พิสมัยแมลงสาบด้วย อย่างบรรดาแมวๆ ทั้งหลายที่เคยชอบใช้เท้าหน้าเขี่ยแมลงสาบเล่น เราจะต้องหวดให้ก้นลาย ถ้ามันขืนทำอย่างนั้นอีก อืมม์... ตุ๊กแกอีกไม่น้อยตัว อาจจะต้องน้ำตาตก เพราะเราจะไม่ให้มันได้ลิ้มรสอันโอชะของแมลงสาบอีกต่อไป ช่างมันเถอะ ถ้ามันจะน้อยใจว่าคนเราแกล้งลืม ที่มันเคยช่วยกำจัดแมลงที่เคยเกลียดชังนี้ได้ แต่ถ้ามันขืนทำท่าย่อง จะเข้ามางับแมลงสาบตัวที่เรากำลังหมายตาอยู่ละก็ จับไปตุ๋นได้เลย"

"ทั้งหมดนี้จะช่วยจูงใจให้แมลงสาบมันได้ปลื้มไปกับเรา ความไว้เนื้อเชื่อใจก็มีมากขึ้น แล้วการที่จะล้วงตับแมลงสาบก็คงง่ายขึ้น"

"อย่างไรก็ตาม ต้องระลึกไว้ว่า การจะทำให้แมลงสาบพูดมันไม่ง่ายเหมือนกับที่เราทำให้นกแก้วนกขุนทองพูดได้ และถ้าแมลงสาบมันเกิดพูดเป็นนกแก้วนกขุนทอง เราก็จะยิ่งปวดกระโหลกมากขึ้นก็ได้ ยังไงก็ให้หวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างว่า และอย่าได้เจอกับแมลงสาบตัวที่ติดอ่าง เป็นใบ้ พูดไม่ชัด เดาะภาษาฝรั่งหรือเผ่า(_่า) อะไรที่ฟังไม่รู้เรื่อง ปัญญาอ่อน หรือว่าชอบตอแหลเลย ขอให้มันส่งภาษาที่เราพอจะรู้เรื่องก็แล้วกัน"

"พูดถึงวิธีที่จะทำให้มันพูดก็คงต้องทำกันให้แนบเนียนหน่อย คือ พอมันเชื่อใจเรา ก็เอามันมาเลี้ยง โดยเอาใจสารพัดจนมันตายใจ เราอาจจะปล่อยให้มันเล่นสนุกเสียทั้งวัน พอมันนอน ขณะที่เคลิ้มหลับและละเมอประสาแมลงสาบ ให้รีบถามถึงเคล็ดลับของการมีอายุนิรันดร์เหมือนกับเวลาที่เราพยายามจะถาม "เลขเด็ด" จากเพื่อนที่กำลังละเมอ ยังไงก็ยังงั้น และถ้ามันเกิดบอกมาก็โชคดียิ่งกว่าถูกหวยเสียอีก"

"นึกถึงวันที่คนพูดกับแมลงสาบรู้เรื่องแล้ว โอ้โห... มันคงเป็นวันที่สวยงามวันนึง ผู้คนจะเอามันมาเลี้ยงอย่างทนุถนอมเหมือนกับเลี้ยงสัตว์อื่นๆ คิดดูเถอะ เราจะได้เห็นภาพอันน่ารัก ที่เจ้าของกำลังหยอกล้อกับแมลงสาบตัวโปรด แกล้งให้มันพลิกคว่ำพลิกหงายบ้าง ปล่อยให้มันไต่ไปตามแขนขาบ้าง หัวหูบ้าง ซึ่งมันคงจะเป็นภาพที่ชินตาผู้คนแล้วเวลานั้น แน่นอน คนมีสตังค์จะได้เปรียบตรงที่ สามารถจะสั่งแมลงสาบพันธุ์แปลกๆ จากต่างประเทศมาเลี้ยง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องของความพอใจของแต่ละคน"

"ถึงเวลานั้น คนเราอาจจะทำอะไรอีกมาก เช่น มีการตั้งสมาคมผู้รักแมลงสาบแห่งโลก มีการตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับเทือกเถอเหล่ากอของคนเราใหม่ ว่าอาจจะมีวิวัฒนาการมาจากแมลงสาบ ชื่อของมันอาจจะมีการเปลี่ยนใหม่ โดยการจัดประกวด แล้วอาจจะได้ชื่อทำนอง "แมลงสวรรค์" ก็ว่ากันไป"

"ยังอาจจะต้องมีการกำหนดโทษการฆ่าแมลงสาบ จัดหาที่ออกไข่ที่สบายก้นมัน และอาจจะมีร้านเสริมสวยแมลงสาบ ฯลฯ (ไปยาลใหญ่)"

"แล้วก็อาจจะกำหนดวันใดวันหนึ่งเป็น "วันแแมลงสาบ" (Malangsarp Day) ซึ่งเป็นวันที่แมลงสาบทุกตัว สามารถออกมาเฉิดฉายในทุกแห่งหนอย่างผ่าเผย ในฐานะเพื่อนตัวเล็กๆ ที่น่ารักของคน มันจะได้รับอนุญาตให้ไต่ตามเสื้อผ้าและอาหารฟรี ๑ วัน เป็นวันที่พวกมันสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างเย็นใจ โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะมีฝ่าเท้าที่ซุกซนมากระแทกมัน"

............................................................................

หมายเหตุของผู้เขียน งานชิ้นนี้ขอมอบแด่ดวงวิญญาณของแมลงสาบ ตัวที่หลงเข้ามาในห้อง และมันต้องตายไปเพราะทนไม่ได้กับการรบเร้า ให้มันพูดภาษาคนของข้าพเจ้า เพื่อนๆ ได้ชันสูตรพลิกศพแล้วยืนยันว่า ไม่พบร่องรอยการทำร้ายแต่อย่างไร แต่บอกว่ามันกลั้นใจตาย... โธ่

หมายเหตุที่ ๒ หมายเหตุข้างบนนั่น เขียนขึ้นตั้งแต่สมัยยังเรียนหนังสืออยู่ ขณะที่เอางานมาขัดเกลาใหม่นี่ เรียนจบแล้ว และก็ตกงานมาหลายเดือนแล้ว ไม่มีอะไรหรอก อยากจะบอกว่า แมลงสาบย่างขนาดพอเห็นไฟ แล้วจิ้มกับน้ำปลาเลว (ขวดละหกสลึงคืนขวด) ได้โปรตีนและดีดีทีไม่แพ้ตั๊กแตนทอด






เกาเหลาคือความรัก
มีผักเป็นความจริงใจ
เซ่งจี๊... ปอด... ตับ... ไส้
จับใส่เป็นการแบ่งปัน
มีน้ำเป็นผู้เกาะเกี่ยว
กระเทียมเจียวเป็นความมัน
ใส่ซีอิ๊วเป็นความฝัน
เธอกับฉัน.. แบ่งกันหนึ่งชาม

"อะเส"