ฉบับที่ 31 ตุลาคม 2532 "นักเขียนรับเชิญ" กล้า สมุทวณิช

ด.ช.กล้า สมุทวณิช เป็นลูกชายคนโตของคุณชัยสิริ สมุทวณิช นักวิจารณ์วรรณกรรมชั้นแนวหน้า สายตาสั้น เพราะอ่านหนังสือมากเหมือนพ่อ อายุ 13 ปี เรียนชั้น ม. 2 ที่โรงเรียนบดินทรเดชา

บนท้องถนนอันรถติดของกรุงเทพมหานครแห่งนี้ มีรถเบนซ์สีบรอนซ์เขียวจอดตายอยู่ท่ามกลางเสียงแตร และเสียงก่นด่า

"ว่าไงนายวงศ์ จะซ่อมได้ไหม" คุณนายเจ้าของรถถามคนขับที่ง่วนอยู่ตรงกระโปรงรถ

"ไม่มีทางครับ ต้องลากไปอู่แน่"

"หยั่งงี้ชั้นรอไม่ไหวล่ะนายวงศ์ หนูป๋องก็จะรีบกลับบ้าน" หล่อนหมายถึงลูกชายของหล่อน "แย่ รถออกแพงมาพังซะได้ แย้ แย่"

หล่อนเดินมาที่ป้ายรถเมล์

"เห็นที่เราต้องกลับรถเมล์เสียแล้ว แต่คุณนายเฉิดโฉมศรีต้องนั่งรถเมล์รวมกับคนชั้นต่ำ รู้ไปถึงไหนอายถึงนั่น"

พอดีรถเมล์สายที่ผ่านบ้านมาพอดี เปล่า คุณนายไม่คิดจะจำว่าเป็นสายอะไรหรอก แต่เห็นมันผ่านๆ หน้าปากซอยตอนขับออกมาบ่อยๆ หล่อนเดินขึ้นไป โชคดีที่คนไม่แน่น เธอเคยได้ยินคนเขาเล่ากันว่า รถเมล์คนแน่น แต่ก็ไม่เคยมาเห็นสักที

"เท่าไหร่" หล่อนถามราคากระเป๋าอย่างมะนาวไม่มีน้ำ เมื่อถูกเก็บเงิน กระเป๋ากลั้นหัวเราะ

"อะไรกันคุณผู้หญิง เกิดมาไม่เคยขึ้นรถเมล์จริงๆ หรือไงครับ"

"อ้อ ไม่ใช่เรื่องที่ฉันต้องขึ้นนี่ยะ รถชั้นก็มี เบนซ์ซะด้วย นอกนั้นก็มีซีตรอง คาดิแลค วอลโว่"

กระเป๋าหรี่ตาคิดในใจว่า อวดรวยฉิบเป๋ง "สองบาทเองครับ"

คุณนายจ่ายเงินแล้วสะบัดหน้า ราวกับไม่อยากเห็นหน้าคนจน แต่ตาป๋องน่ะซี

"พี่ พี่รวยจังเลย มีรถคันโตกว่าแม่ป๋องอีก" เด็กชายพูดอย่างไร้เดียงสา กระเป๋าหนุ่มยิ้ม ปกติเขารักเด็ก

"ไม่หรอกหนู รถนี้ไม่ใช่ของพี่หรอก เป็นขององค์การเขาน่ะ เขามีรถเยอะแยะเลยล่ะ"

"งั้นองค์การก็รวยน่ะซิครับพี่" เด็กป๋องพูด

"รวยมั้ง เพราะเขาเอาเงินมาจ่ายพี่นี่"

คุณนายกระชากตัวป๋องที่กำลังพูดกับกระเป๋ามากระซิบว่า "นี่ลูก อย่าพูดกับคนอย่างงี้ เดี๋ยวเขาจับไปขายมาเลย์หรอก"

กระเป๋าพูดอย่างสุภาพ "ผมไม่มีอาชีพทางจับเด็กขายหรอก แต่ถ้าคุณกลัวลูกคุณจะถูกผมจับก็ไม่เป็นไร" แล้วเขาก็เดินไปนั่งข้างหลัง รถเมล์สายนี้ค่อนข้างว่างมาก และคุณนายก็จะไปลงป้ายเกือบสุดท้าย

......................................................

มีเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง ท่าทางเมาสุรา เดินขึ้นมาบนรถเมล์ กระเป๋าเดินไปขอเก็บเงินตามปกติ เพราะเป็นหน้าที่ แต่ถูกจับคอเสื้อเขย่า "จามาเก็บค่าโรสอั๊วเรอะฮ่า เอาโส้น... ปายแด๊กก่อนมั้ยล่ะ"

กระเป๋ากัดฟันพูด "ผมต้องการค่าโดยสาร แต่คุณให้ส้น... ผม ผมก็ให้หมัดผมต่างตั๋วโดยสาร"

เขาตรงเข้าชกปากจอมนักเลง คุณนายอกสั่นขวัญแขวน เพราะเคยอ่านข่าวเจอกระเป๋าตีกับผู้โดยสารบ่อยๆ

"นี่พี่สาวมีเงินมากรึ ส่งมาให้กินเหล้ามั่งซี" วัยรุ่นที่หัวบากพูดแล้วดึงตัวเด็กชายป๋องไปจากมือคุณนาย คุณนายร้องลั่น

กระเป๋าคนนั้นเดินเข้ามา

"เป็นนักเลงอย่ารังแกเด็ก โธ่! อ้ายนักเลงสวะ"

ปัง! หมัดๆ หนึ่งของไอ้หน้าแหลมที่ให้ส้น... เขาตอนเก็บตั๋ว ถูกปลายคางกระเป๋าจนยืนนับดาว สักพักกระเป๋าก็ตรงเข้าหาอ้ายหัวบากที่อุ้มตาป๋อง แต่อ้ายหัวบากมีมีดอยู่ในมือ กระเป๋าตรงเข้าไปจะแย่งมีด

ฉึก! เลือดกระเป๋าทะลักออกมาตามคมมีด คราวนี้เจ้านักเลง 4 คนชักกลัวคดีพยายามฆ่า จึงโยนตาป๋องทิ้งแล้วรีบโดดลงหนี

พระไม่เข้าข้างคนผิด ทันทีที่อ้าย 4 ตัวนั้นโดดลงจากรถเมล์ รถตำรวจก็ตรงเข้าล้อม แล้วใส่กุญแจมืออ้ายหัวบากทันที ตำรวจเหล่านี้ตามรถเมล์มาตอนที่คุณนายร้องลั่นให้คนช่วย เมื่อตาป๋องถูกแย่ง ตำรวจตามดูเหตุการณ์ตลอด

"นำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลก่อน" นายตำรวจสั่งการ คนขับกับตำรวจช่วยกันหามกระเป๋ารถเมล์คนนั้นร่องแร่งลงมา มีคุณนายเดินตามมาติดๆ ความเย่อหยิ่งหายไปสิ้น

"ดิฉันเป็นเจ้าของไข้ค่ะ เขาถูกแทงเพื่อช่วยลูกดิฉัน" หล่อนพูดเสียงเครือ

"ครับ แต่แค่เฉียดๆ คงไม่เป็นไรมากหรอก อย่าห่วงเลยครับ" นายตำรวจปลอบ

คุณนายนึกได้แล้วว่า กระเป๋าไม่ได้เลวทุกคนหรอก ถ้าไม่ได้เลือดกระเป๋าคนนี้ ตาป๋องอาจต้องไปอยู่มาเลเซียแล้วก็ได้




เหนื่อย… สำหรับการคิดถึง
เมื่อย… สำหรับการมองหาคุณ
ฉุน… สำหรับการไม่มองหน้าฉัน
แล้วกัน… อย่าหนีไปไกล
นั่นไง… โป้งได้แล้ว

'ทห์'