ฉบับที่ 2 พฤศจิกายน 2529 "นักเขียนรับเชิญ" นิติพงษ์ ห่อนาค

ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่า พวกนักเขียนที่เขาเขียนหนังสือกันได้ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกปักษ์ ทุกเดือนนั้น เขาเขียนกันได้อย่างไร เอาวัตถุดิบอะไรนักหนามาเขียน ถึงเขียนกันได้เป็นหน้าหน้า คมก็คม น่าอ่านก็น่าอ่าน

นับตั้งแต่ผมถูกบังคับให้มีงานอดิเรกอย่างใหม่ คือการเขียนหนังสือลงในหนังสือฉบับนี้ ก็มีเรื่องค้างคาอยู่ในสมองส่วนใดส่วนหนึ่ง ว่าจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไรดี ผู้อ่านจึงจะนิยมชมชอบ ชวนติดตาม ตื่นเต้นตลอดเรื่อง เหมือนภาพยนตร์อินเดีย ที่ชวนติดตามตลอดเวลา ว่านางเอกที่บ้านไฟไหม้ แล้วแม่ถูกงูเห่ากัดตาย จะถูกผู้ร้ายที่เพิ่งจับลูกชายของเธอ โยนหน้าผาเสียชีวิตไปนั้น ตามจับตัวเธอได้หรือไม่ แล้วสามีของเธอที่ตาพิการนั้น จะได้พบกับโยคีที่รักษาของเขาให้หายได้หรือไม่ จะได้มาช่วยนางเอกได้ทันเวลา

ตกลง ผมจะเขียนเรื่องอะไรดี

เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นในชีวิตเช่นนี้ ก็จำเป็นต้องแก้ไขให้ลุล่วงไปตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เคยร่ำเรียนมา ตั้งแต่สมัยศึกษาอยู่ในระดับ ประโยคมัธยมศึกษาตอนต้น เริ่มจากการตั้งหัวข้อปัญหาว่า ไยจึงนึกเรื่องไม่ออก ตามด้วยวัตถุประสงค์

วัตถุประสงค์

1. เพื่อที่จะไว้ลายชาติอาชาไนย มิให้อายบรรณาธิการที่เป็นคนปากร้าย พร้อมที่จะเย้ยหยันผู้ผิดพลาดได้ในทุกกรณี

2. เพื่อรายได้เล็กน้อย ที่จะช่วยจุนเจือในเวลาที่ผมเกิดอาการอยากจะใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย

3. เพื่อพิสูจน์ตนเองว่า ตนยังเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะทางสมอง เพียงพอที่จะผจญปัญหาอื่นๆ ได้อีก

4. ยังนึกไม่ออก แต่เขียนไว้ เปลืองเนื้อที่ดี

หลังจากที่มีวัตถุประสงค์แล้ว ก็หมายความว่า ผมจะต้องแก้ปัญหานี้ให้ลุล่วงไป ซึ่งก็ต้องหาสาเหตุ หรือสมมติฐานเสียก่อน

สมมติฐานข้อ 1:

อาจจะเป็นเพราะว่าผมมีเวลาน้อยเกินไป จึงไม่มีเวลานั่งคิดจริงๆ ว่าควรจะเขียนเรื่องอะไรที่จะมีประโยชน์ เพราะเรื่องที่มีประโยชน์นั้น คนเขียนกันไปเยอะมากแล้ว บ้างก็ตายไปแล้ว ไม่เห็นมีใครอยู่ค้ำฟ้าซักคน

สมมติฐานข้อ 2 :

อาจจะเป็นเพราะว่า ผมมีอุปนิสัยเกียจคร้าน ซึ่งเป็นอุปนิสัยที่มีมาตั้งแต่วัยเด็ก จนบัดนี้ได้กลายเป็นสัญชาตญาณไปแล้ว นับตั้งแต่จำความได้ ผมขี้เกียจแม้จะดูดนมมารดา มารดาจึงดำริที่จะใช้วิธีนำนมวัวผสมคาเฟอีน ฉีดเข้าทางเส้นเลือด เพื่อหวังจะให้ผมติดนม แต่คุณลุงของผมไม่เห็นด้วย เกรงว่า เมื่อผมติดคาเฟอีนในนมแล้ว จะทำให้ผมนอนไม่หลับ จึงเสนอแนะว่า ควรใช้นมวัว ใส่เข้าไปแทนในขวดน้ำเกลือ แล้วปักเข็มน้ำเกลือที่กระโหลกศีรษะของผม (เนื่องจากผิวหนังของทารก ควรจะได้รับการเอาใจใส่ ดูแลอย่างใกล้ชิด) แล้วตกแต่งขวดน้ำเกลือนั้นให้เป็นลวดลายการ์ตูน เพื่อจะหลอกล่อให้ผมเชื่อใจ แต่กระนั้นก็ตาม เนื่องจากผมมีสายเลือดบิดา ที่เป็นอนุรักษ์นิยม... ชื่นชมกับลายรดน้ำของไทยมากกว่า จึงทำให้ความคิดนั้นไม่ประสบผลสำเร็จ

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าผมเป็นผู้ที่มีสัญชาตญาณเกียจคร้านมาตั้งแต่เด็กนั้น แต่ผมก็มักจะมีความขยันในเรื่องที่มิใช่หน้าที่อยู่เสมอ ตั้งแต่ยังเป็นทารก เช่นเดียวกัน กล่าวคือ เมื่อยังเป็นทารก ผมมีความพยายามที่จะช่วยตนเองอยู่เสมอ เช่น แกว่งเปลนอนเอง ไม่ต้องลำบากใคร เพราะเป็นทารกขี้เกรงใจ บางครั้งก็มักจะร้องเพลงกล่อมตนเองให้หลับอยู่เสมอ

บางครั้งผมอยากจะทดแทนพระคุณมารดาในขณะที่ยังเป็นทารก เนื่องจากเป็นคนใจร้อน อยากทดแทนพระคุณเร็วๆ โดยการที่ ผมจะคลานลงจากเปล แล้วตรงไปที่เตียงของมารดาที่นอนหลับอยู่ ร้องเพลงกล่อมท่านด้วยเพลง ต้นวรเชษฐ์ 3 ชั้น ซึ่งท่านโปรดปราน ส่วนมือก็แกว่งเตียงของท่าน ดังที่ท่านเคยทำกับผม... ถึงแม้จะยากเข็ญเพียงเท่าใด ทารกอย่างผมที่มีความกตัญญู ไม่เคยย่อท้อ พยายามแกว่งเตียงของท่าน จนท่านหลับสบาย

สมมติฐานข้อ 3 :

อาจจะเป็นเพราะว่าผมคบเพื่อนชั่วก็เป็นได้ การคบเพื่อนชั่วนั้น ทางพระพุทธศาสนาก็สอนไว้ว่า เป็นสิ่งที่จะนำพาไปสู่หายนะ ตั้งแต่เล็กมาจึงคบแต่เพื่อนที่ดี เลือกเฉพาะที่จบดุษฎีบัณฑิตเกียรตินิยมเท่านั้น ถึงแม้ผมจะยังไม่สามารถจะพูดอะไรได้เป็นศัพท์ นอกจากอ้อๆ แอ้ๆ ไป ก็สามารถตีสนิทจนเพื่อนเหล่านั้น อุ้มผมไปสัมมนาทางวิชาการต่างๆ อยู่เสมอ

จวบจนผมเจริญวัยสู่ปัจจุบัน ผมกลับหลงผิด ไปคบเพื่อนชั่ว ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ นับเป็นความหลงผิดอย่างฉกาจฉกรรจ์ ทำให้ผมลุ่มหลงอยู่กับอบายมุข เช่น สุรา นารี พาชี กีฬาโอลิมปิค เป็นต้น ไม่เป็นอันทำการงานใดที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ แก่ตนเองและส่วนรวม... ด้วยเหตุนี้กระมัง จึงทำให้สมองของผมตีบตัน ไม่สามารถจะนึกถึงเรื่องราวที่จะเขียนลงในหนังสือฉบับนี้ได้

ในที่สุด ผมจึงสรุปสมมติฐานได้ว่า อาจจะเป็นข้อนี้ก็ได้กระมัง ที่เป็นมูลเหตุแห่งปัญหานั้น... แต่ฉับพลันทันใด ผมก็นึกสมมติฐานอีกข้อหนึ่งได้ แม้จะไม่จำเป็นนัก

สมมติฐาน - ข้อสุดท้าย :

อาจจะเป็นเพราะว่า นโยบายการบริหารประเทศของรัฐบาลในด้านการศึกษา ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร รวมทั้งการเปลี่ยนตัว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บ่อยเกินไป อันมีผลสะท้อนให้ข้าราชการในสังกัด รวมทั้งครูบาอาจารย์ มีความสับสน ในการให้การศึกษาที่ถูกต้อง เป็นผลให้ผมมีสมองที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เอาน่า... เป็นเหตุผลก็แล้วกัน

นึกแล้วก็น่าเป็นห่วงการศึกษาของเยาวชนมาก นับจากการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ย้ายไปเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่เป็นทนายความ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ น่ารักดี

แต่น่าเสียดายที่ผมจำชื่อประเทศที่มีรัฐบาลอย่างนี้ไม่ได้เสียด้วย

 

จากสมมติฐานที่กล่าวมาทั้ง 4 ข้อคือ

1. ผมเวลาน้อย

2. เพราะอุปนิสัยเกียจคร้านโดยกำเนิด

3. คบเพื่อนชั่ว ตัวชั่วตาม

และ 4. การศึกษาในเมืองไทยไม่ชัดเจน ทำให้ภูมิความรู้ไม่แน่น

เหล่านี้ส่งผลให้ผมมีปัญหาว่า ผมจะเขียนอะไรดี ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก แต่เมื่อมาถึงบรรทัดนี้ ผมก็ได้สิ่งที่ผมอยากเขียนมานาน นั่นคือ การมองดูตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่มองดูมาหลายๆ ครั้ง แล้วก็พบว่า ก็ดูดีอยู่นี่นา มาคราวนี้เพิ่งจะได้รู้สิ่งไม่ดีของตน

อ่านที่ผมเขียนแล้ว แม้ไม่ได้อะไรมาก แต่ก็ลองกลับไปมองดูตัวเองบ้างสิครับ คุณอาจจะเป็นพวกเดียวกับผมก็ได้...




^ กลับด้านบน ^



ชีวิต...
เหมือนสายน้ำ
ไหลผ่านโขดหินดินทราย
เหมือนสายลม
พัดผ่านใบไม้ปุยเมฆ
เหมือนสายป่าน
หย่อนจะตก ตึงจะขาด
เหมือนสายไหม
หวานชื่นใจแต่เปรอะปาก
เหมือนสาย 34
ลงอนุสาวรีย์ต่อสาย 59 จะถึง

จิ๋มหูด