ฉบับที่ 22 ธันวาคม 2531 "เรื่องสั้น" ชัชว์ ชานวาทิก

ชัชว์ ชานวาทิก

นามปากกาของ ชัชวาลย์ ถาวรนิติ
นิเทศศาสตร์บัณฑิต จุฬาฯ รุ่น 17

เป็นคนที่รักการอ่าน และการเขียนหนังสือ
ทั้งยังเป็นผู้ที่คอยชี้แนะและชักชวนให้คนที่เขารัก
ได้อ่านหนังสือ หนังสือดีๆ (แม้กระทั่ง บก. ในอดีต)

เคยส่งงานมาร่วม เขียนเล่น-เอาจริง กับไปยาลใหญ่
ใช้นามปากกา รถเสน (ฉ.4)

เป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง หวานมันส์ฉันคือเธอ ภาคแรก
แต่ไม่มีโอกาสได้เขียน ภาคสอง เพราะลาโลกไปเสียก่อน
ด้วยอุบัติเหตุบนท้องถนน
ทิ้งไว้แต่ตัวอักษรที่ร้อยเรียงไว้ ไม่กี่เรื่อง

สำนักศิษย์สะดือ กำลังรับหน้าที่รวมเล่มขึ้นมา
ให้เป็นหนังสือชื่อ 'ชีวิตที่ไม่มีอะไรสักอย่าง'
เพื่อหาเงินรายได้ให้กับครอบครัวที่ค่อนข้างลำบากของเขา

(ธันวาคม 2531)



หนังสือต่างสีสันมากมายเรียงรายอยู่บนแนวชั้นไม้สีขาว และชั้นไม้นั้น ก็เริ่มตัวไปตั้งแต่พื้นจนยันเพดาน จากประตู ถัดเข้าไปทางซ้ายเป็นหนังสือจากต่างประเทศ ระเรื่อยไปามแนวผนัง จนสุดมุมห้องเป็นบันไดเล็กๆ ห้าหกขั้นขึ้นไปยังชั้นลอย

บนนั้นเป็นหนังสือวิชาการต่างๆ แทบทุกสาขา ส่วนที่ถัดจากประตูด้านขวา เป็นหนังสือาษาไทยฉบับกระเป๋า จากนานาสำนักพิมพ์ ลึกเข้าไปเป็นหนังสือแปลแนวบันเทิง ที่แต่ละเล่มหนาๆ ทั้งนั้น ตรงสุดมุมเป็นมุมชำระเงินเล็กๆ มีเครื่องคิดเงินขนาดย่อมวางอยู่ ด้านหลังเป็นประตูที่คงเปิดไปสู่ห้องทำงาน ของใครสักคนภายใน และก็ที่ตรงมุมนั้นอีกเช่นกัน มีซอกบันไดที่จะพาสู่ชั้นบนอันเป็นที่เฉพาะ ส่วนกลางห้องเป็นหนังสือภาษาไทยฉบับกระเป๋าด้วย แต่ต่างประเภทไปจากที่ริมผนัง และที่ชั้นหนึ่ง เป็นนิตยสารบรรดาที่ออกเป็นนิตย์ต่างๆ ล้วนฉบับล่าสุดยืนยับยู่อยู่ ที่ตรงนี้มักมีคนมายืนดู ยืนพลิกอยู่มากที่สุด นับเป็นความเอื้ออารีของเจ้าของร้าน ที่ไม่จับนิตยสารเหล่านี้ ยัดลงถุงพลาสติกเหมือนบางร้าน ในขณะเดียวกันก็ออกจะน่าเห็นใจ เพราะมันทำให้นิตยสารหลายเล่มดูยับเยินหมดราคาไป

เขาจำทุกสิ่งในร้านนี้ได้ดี คงไม่ด้วยไปกว่าเจ้าของร้านเลย

เขามาที่นี่บ่อยมาก ไม่เคยน้อยกว่าสัปดาห์ละสองครั้ง ทุกสัปดาห์ ตลอดระยะเวลามากกว่าสิบปีแล้ว ร้านนี้ไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนแปลง นอกจากหนังสือ หนังสือที่ผลัดเปลี่ยนเวียนหน้ากันเข้ามา ให้คนเลือกซื้อหา และแม้เขาจะมาร้านนี้บ่อยและนานดังว่า แต่ก็ไม่เคยรู้จักเจ้าของร้าน หรือใครเป็นพิเศษเลย ถ้าความพิเศษมันจะมีอยู่บ้าง ก็คงเป็นเพราะตัวเขาเอง คนที่พามา... หรืออะไรอย่างนั้นมากกว่า

แต่วันนี้... ก็มีสิ่งหนึ่งเปลี่ยนจนได้

สิ่งที่ทำให้เขาสะดุดตั้งแต่ก้าวแรกที่ผลักบ้านประตูเข้ามา

เขาเดินตรงวิ่งๆ ตามสายตาเข้าไปจนเกือบสุดร้าน หยุดหยิบดูหนังสือแปลที่ชั้นตรงหน้า แต่ใจไม่ได้อยู่ตรงนั้น เขาหันมองกลับไป ทางมุมชำระเงินที่อยู่ใกล้มาก ถอนหายใจลึกๆ อยู่ในใจ

ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ในมุมนั้น ในฉากหลังผนังตึกสีขาว บนโต๊ะสีขาว เครื่องคิดเงินสีขาวขุ่น แต่ผิวสีขาวเนียนของเธอ ไม่ได้ถูกกลืนไปกับสภาพนั้นเลย กลับลอยเด่นลออตา... อย่างน้อยก็ในความคำนึงของเขา

แล้วก็มีคนเดินถือหนังสือเข้ามาจ่ายเงินกับเธอ เธอยิ้มรับ พลิกดูราคาหนังสือ รับเงิน กดเข้าเครื่อง จัดหนังสือใส่ถุง ทอนเงิน... แล้วยิ้มให้ลูกค้าคนนั้นอีกครั้งหนึ่ง

...เขาเริ่มมองหาว่าจะซื้อหนังสืออะไรดี

 

ในห้องพักอาจารย์ไม่เคยพลุกพล่าน ไม่ว่าจะด้วยอาจารย์ นักศึกษา หรือเจ้าหน้าทีอื่น ไม่ว่าจะเป็นเวลาสอนหรือเวลาพัก บางทีก็น่าแปลกใจว่า อาจารย์หายไปไหนหมด วันนี้มีอาจารย์นั่งอยู่สองสามคน

"อาจารย์วิวิจอยู่ไหนคะ มีโทรศัพท์..." อาจารย์สตรีคนหนึ่ง เอ่ยขึ้นลอยๆ กับคนในห้อง มือหนึ่งถือหูโทรศัพท์ค้างอยู่

"คณบดีเรียกพบมั้งครับ รู้สึก อ้อ เข้ามาพอดี"

เขาเดินเข้ามากับกระดาษปึกย่อมๆ ในมือ

"อาจารย์คะ โทรศัพท์"

เขาบอกขอบคุณแล้วเดินไปรับโทรศัพท์ สักครู่หนึ่งก็กลับมานั่งที่โต๊ะตัวเอง

"เป็นไงครับอาจารย์ คณบดีว่าไง..." อาจารย์ข้างๆ ถามขึ้น

"อะไรนะครับ"

"ก็เรื่องไปประชุมที่แคนาดาไง ตกลงยังไง อาจารย์ได้ไปใช่มั้ย"

"คิดว่าอย่างนั้นนะ เห็นคณบดีบอกว่าตกลงใจจะให้ผมไปแน่นอน"

"โธ่ อาจารย์ ผมจะบอกอะไรอย่างนะ อย่าพูดเลยว่าแน่นอน อะไรล่ะจะแน่นอน จนกว่าเราจะ 'ทำ' อยู่นั่นแหละ... เชื่อมั้ย เพื่อนผมสอบปริญญาโทเหลือคั่วกันสองคน พอตอนหลังก็ได้แล้วเชียวนะ ปุปปับรถคว่ำทีเดียว ไปเลย ไอ้หมออีกคน มันคงนึกว่าหลุดแน่นอนแล้ว ที่ไหนได้... สบายไป ชั่วนาทีเดียวนะอาจารย์ ทุกอย่างมัน... พลิกกลับไปหมด อย่างจะว่าไป เดือนหน้าผมอาจจะไปปร๋ออยู่ที่แคนาดาก็ได้" ว่าแล้วก็หัวเราะหึๆ

เขาผสมโรงด้วยแต่เพียงยิ้มน้อยๆ ตามคำพูดทีเล่นทีจริงนั้น

เรื่องไปแคนาดาสำหรับเขา... ยังไงก็ได้อยู่แล้ว

เครื่องปรับอากาศคำรามฮืออยู่เบาๆ

เขามายืนอยู่ในร้านหนังสือเหมือนปกติ ที่จริงเขาอยากจะรู้สึกว่ามันไม่ปกติ แต่มันก็เป็นความบ่อยที่เขามาที่นี่อยู่แล้ว เขาครึ้มใจจนอยากจะนึกว่า

- - มีชายหนุ่มคนหนึ่ง ไม่สนใจในเรื่องหนังสือหนังหาเลย เพียงแต่ว่าวันหนึ่งฝนตก และเขาก็ให้บังเอิญเข้ามาหลบฝน ในร้านขายหนังสือแปลกหน้า บรรยากาศอับชื้น และแล้วเขาก็พบผู้หญิงที่นั่งเก็บเงินอยู่ในร้านคนหนึ่ง ดูแล้วไม่น่าจะอายุเกินยี่สิบ เธอเป็นผู้หญิงที่เขารู้สึกอะไรไม่ได้เลย นอกจากว่าเขารู้สึกชอบเธอขึ้นมาอย่างจริงๆ จังๆ อย่างบอกไม่ถูก อย่างไม่เคยเป็นมา... อือม์ - อันหลังนี้ดูเหมือนจะไม่จริงนัก

จากนั้นเขาก็กลายเป็นคนที่กลับแวะเข้าร้าหนังสือเป็นประจำ เพราะเธอทีเดียวที่ทำให้กิจวัตรประจำวันของเขาเบี่ยงเบนไป - เบี่ยงเบนมาทางเธอ... - -

แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ใช่เลย เขาไม่มีข้ออ้างที่โรแมนติกอย่างนั้นในความรู้สึกเกี่ยวกับการที่เขาเข้าร้านหนังสือ มันเพียงแต่ว่า เธอต่างหาก ที่แทรกเข้ามาในกิจวัตรของเขา แทรกเข้ามาในชีวิตเรื่อยเปื่อยของเขา ให้กระตุกขึ้น

เขาเข้าร้านนี้มาตั้งแต่ยังเรียนหนังสืออยู่มหาวิทยาลัยแถวนี้ ตลอดสี่ปีจนจบแล้ว เขาก็สอบเข้าเป็นอาจารย์ต่อในที่เดียวกัน โดยยังเป็นลูกค้าอยู่เสมอมา อย่างไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในชีวิต เธอทำให้เขาเริ่มรู้สึกว่า วัยสามสิบสองปีของเขา กำลังแก่เสียแล้ว และยังทำให้เขา 'ไม่ยอม' อย่างนั้นอีกด้วย ในขณะเดียวกัน

นั่น เธอกำลังยิ้มให้ลูกค้าที่มาจ่ายเงินอีกแล้ว... คราวนี้เขาไม่คิดว่าจะเพียงแค่ซื้อหนังสือกับเธอ เขามีดีกว่านั้นอีก

"เอ่อ ไม่มีหนังสือปีศาจสันนิวาสหรือครับ" เขาเริ่ม พลางก็มองไปทางชั้นหนังสือประกอบด้วยบ้าง

"อะไรนะคะ..." เธอทำหน้าฉงน -เก๋มาก

"หนังสือชื่อปีศาจสันนิวาสน่ะครับ เป็นเรื่องแปลของประมูล อุณหธูป"

"เดี๋ยว... รอเดี๋ยวนะคะ" คราวนี้เธอยิ้ม แล้วก้มลงพลิกหาในแฟ้มกระดาษตรงหน้า

"เป็นหนังสือนานแล้วเหมือนกัน ออกนานแล้ว แต่วันก่อนผมเห็นอยู่ที่ตรงชั้น... บนๆ" เธอเงยหน้าขึ้นมาพยักรับทราบเป็นระยะ

"คงหมดไปแล้วน่ะค่ะ" แล้วเธอก็ลุกขึ้น "เดี๋ยวนะคะ"

เธอเดินหายเข้าไปหยังประตูที่อยู่ด้านหลัง คงจะเข้าไปถามเจ้าของร้านดูเท่าที่เขาสังเกต รู้สึกเธอจะไม่มีความรู้ด้านหนังสือนัก

เธอยิ้มออกมา "หมดแล้วล่ะค่ะ" แล้วมองไปทางหนังสือออกใหม่ที่กองอยู่ตรงหน้า "เอ่อ... เอาปีศาจบ้านฮาร์ดี้ไปแทนได้มั้ยคะ"

เขาแทบจะระเบิดหัวเราะออกมา - โธ่ ปีศาจสันนิวาสนี่มันไม่ใช่เรื่องผีนะ มันเรื่องแปลระดับไหน... แล้วลองดูปกไอ้ปีศาจอาร์ดี้ที่ว่านี่ซิ ดูก็รู้แล้วว่ามันเรื่องสยองขวัญธรรมดาๆ ...แล้วอีกอย่าง - ไอ้ของอย่างหนังสือนี่มันแทนกันได้ที่ไหน

ความไม่เดียงสาด้านหนังสือของเธอ ทำให้น่าเอ็นดูขึ้นอีกอนันต์

เธอยิ้มให้อย่างงงๆ ที่เห็นเขาอึ้งไปด้วยใบหน้าอมยิ้ม

"โธ่ มันแทนกันได้ที่ไหนครับ" เขาว่า "แหม...ถ้าอย่างนั้น... อื่อม์..." เขาคิดอีก "งั้นมีเรื่องบนเส้นเชือกมั้ยครับ..."

"เอาบนเส้นลวดไปแทนได้มั้ยคะ"

คราวนี้เขาหัวเราะออกมา และเธอก็เริ่มรู้สึกอะไรบางอย่าง

"เอ... ผมเอาแนวรบด้านตะวันออกเหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลงดีกว่า มีมั้ยครับ"

เธอยิ้มรับอย่างอ่อนหวานและรู้ทัน

"มีแต่ด้านตะวันตกค่ะ!" เธอพูดทิ้งน้ำหนักที่คำท้ายๆ อย่างน่ารัก

อ้อ... อย่างน้อยเธอก็มีความรู้เรื่อง ชื่อหนังสือ

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้เขาชื่นบาน เขามองไปรอบๆ ในร้านหนังสือสีขาว - สว่างไสว เหตุการณ์ชื่นบานอย่างนี้เคย... เกิดขึ้นมาแล้ว... ครั้งหนึ่งนานแล้ว...

เขาหัวเราะ

"เล่มนี้เราเพิ่งซื้อให้ป๊อกเมื่อเดือนก่อนเอง ลืมแล้วหรือไง" เขารับหนังสือจากมือเธอ แล้วก็วางกลับลงที่หิ้งสีขาว

"ก็ให้นิดอีกคนไม่เห็นเป็นไรเลย" เธอยิ้มยิงฟัน

"แหม มันจะเหมือนว่าเราสักแต่ซื้อ หรือไม่ก็ซื้อเป็นโหลๆ ไว้แจกงั้นแหละ"

นอกจากจะมาซื้อเพื่อตัวเองเป็นประจำแล้ว เขาและเธอยังมาเพื่อเลือกหนังสือเป็นของขวัญวันเกิดให้เพื่อนๆ อีกด้วย

ตั้งแต่เขาสนิทสนมกับเธอตอนเรียนอยู่ปีสาม ร้านหนังสือนี้ ก็ถูกผนวกเข้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ อีกแห่งของทั้งสอง - - แต่มันก็เป็นอยู่เพียงไม่ถึงสามปี อย่างที่ใครๆ ก็นึกไม่ถึง... แม้แต่เจ้าตัวเอง

เขายังจำได้ดี - ทั้งที่เคยบอกกับกันและกันว่า ต่างเป็น 'ที่สุด' ของกันแล้ว - - แต่ก็เพียงในเวาลาที่พูดเท่านั้นเอง เขาจึงเกิดสัจธรรมกับตัวเองว่า เมื่อใครสักคนบอกเราว่ารักเราที่สุดนั้น มันหมายถึงว่า จนบัดนี้เธอยังไม่พบใครที่เป็นที่สุด มากไปกว่าเรา... เท่านั้นเอง

และจุดจบของเรื่องนี้ก็เพียงแค่ว่า ...ในเวลาต่อมา - เธอพบ

ห้องสว่างไสวนั้นดูหม่นลง แต่ก็ชั่วเดี๋ยวเดียว

"ตกลงจะเอาด้านทิศไหนคะ..." เธอยิ้มอย่างผู้ชนะ - มองแล้วอยากให้เธอชนะตลอดไป

"อะไรนะครับ... อ๋อ เอ่อ - ขอเวลาผมดูเข็มทิศเดี๋ยวนะ"

...แล้วเขาก็ได้หนังสือแนวรบด้านทิศตะวันออกฯ ... เอ๊ย ตะวันตกฯ ไปจนได้ - ทั้งที่มีอยู่แล้ว...

 

เขาคิดว่าเขาได้รู้จักกับเธอ นอกเหนือไปจากการเป็นลูกค้าธรรมดาแล้ว แต่ก็เป็นการคิดเอาเอง เธออาจจะทำตัวกันเองเช่นนี้กับลูกค้าทุกคน โดยเฉพาะเป็นร้านบริเวณใกล้มหาวิทยาลัย โรงเรียน และหน่วยราชการ ดังนั้นเมื่อเป็นกันเองกับลูกค้าแล้ว การลามปามหรือเลยเถิดคงเกิดขึ้นได้ยาก ดังนี้เอง - เธออาจจะสนุกกับการได้พูดคุยกับลูกค้าทุกคน - ไม่มีใครเป็นพิเศษ

วันเสาร์นี้แหละ เขาคิด มีสอนสายวิชาเดียว วันเสาร์ตอนเที่ยง เขาจะบอกให้เธอรู้ถึงความพิเศษ ซึ่งได้จุดประกายชีวิตเขา - ที่ดับไปเนิ่นนาน ให้เรืองรองขึ้นอีก...

"อาจารย์ครับ"

เขาสะดุ้งนิดหน่อย "มีอะไรครับ"

"อีกสองวัน คณะจะประกาศชื่ออาจารย์ที่จะได้ไปประชุมที่แคนาดาแล้ว... อาจารย์คิดว่าไง"

"ก็ไม่เห็นคิดอะไรนี่ ผมน่ะเฉยๆ ไม่ได้อยากอะไร"

"คณบดีว่าแน่ไม่ใช่หรือครับ"

"ท่านก็ว่างั้น มันเป็นหน้าที่มากกว่านะ ถ้าจะได้ไป..."

.....................................................

วันนี้ฝนตกลงมาปรอยๆ

และเขาก็เข้ามาในร้านหนังสือ แต่ไม่ใช่บังเอิญอย่างที่เคยนึกเล่นๆ ไว้ มีคนอยู่ในร้านพอสมควร ไม่รู้ว่าเพราะวันนี้เป็นวันหยุดหรือเพราะฝนตก หลายคนเขาคุ้นหน้าด้วยว่า เป็นอาจารย์ร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกัน ถ้าจะบังเอิญมีอาจารย์คนไหนมาร้านนี้บ่อยเช่นกัน และเจอเขาอยู่อีกบ่อย ก็คงไม่อาจรู้ถึงเลศเจตนาของเขา เพราะการมาร้านนี้ของเขา เป็นเรื่องปกติมาก ปกติมาตลอดระยะเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว

เขามองเธออยู่ วันนี้เธอดูหน้าซีดเซียวไปหน่อย แต่ยังน่ารักอยู่เหมือนเดิม ที่จริงเขาว่ายิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ - ซีดเซียวแบบน่ารัก เขาคิดว่า จะชวนเธอไปพบปะกันข้างนอกบ้าง เธอคงว่าง แน่นอนเธอน่าจะว่าง เขาลังเลรีรออยู่ ไม่ใช่ไม่กล้า แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ทำอะไรๆ เทือกนี้มาหลายปีแล้ว... เขาขยับตัว

เธอขยับตัวเช่นกัน แล้วลุกพรวดหายเข้าไปยังประตูสีขาวเบื้องหลัง

เขาขยับค้าง เสียอารมณ์ไปโข เผลอผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ

"...วิจ ...วิจใช่มั้ย" เสียงใสๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นข้างตัว น้ำเสียงฟังดูคุ้นเคยนัก

เขาสะดุดกึก - หันไป...

.........................................................

...ความรู้สึกสวยงาม... และสะเทือนใจแต่หนหลังวูบขึ้นมา...

"...เอ่อ ... มาได้ไงนี่..." นานกว่าเขาจะพูดออกมาได้ กว่าจะคลายความรู้สึกขึ้น จนอารมณ์ยิ้มแย้ม อะไรหลายอย่างที่บอกไม่ถูก พลุ่งพล่านขึ้นจุกหัวอกหัวใจ และผู้หญิงคนตรงหน้า - เธอก็เป็นเช่นเดียวกัน

เธอเอื้อมมาแตะแขนเขาก่อน หัวเราะอึกอักอยู่ในลำคอ เห็นเขามีรอยยิ้มชื่นที่มุมปาก ในดวงตาพราวใส เขาก็ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง เธอรู้สึกได้เลย ว่าแม้ทุกอย่างในอารมณ์เขา ก็ยังเหมือนเดิม

"คิดแล้ว ว่ามาที่นี่ต้องเจอคุณ..."

"แล้วคิดจะมาเจอรึเปล่าล่ะ" เธอไม่ตอบ "...คุณมาถึงเมื่อไหร่"

"ก็... สองวันแล้ว กลับมาเยี่ยมแม่"

"แล้ว... แล้วเค้าล่ะ สบายดีมั้ย"

เธอหัวเราะ หน้าตาเธอไม่เปลี่ยนไปเลยจากที่เขาพบเธอครั้งแรก ก็คงมีแต่ใจเธอเท่านั้นกระมัง ที่เปลี่ยน เมื่อเธอพบเข้ากับพอล ผู้ช่วยทูตชาวยุโรป จากนั้นเธอก็บินไปนู่นมานี่ และเขาก็พยายามที่จะไม่สนใจติดตาม

"ถามเรื่องเค้าทำไม... คุณดีกว่า เป็นไงมั่ง... หือ"

"ก็ไม่เป็นไง"

"ยังไม่หายโกรธรึไง"

เขาหัวเราะหึ คิดว่าได้พูดด้วยน้ำเสียงธรรมดาแล้วเชียว "โกรธทำไม คุณเป็นความรู้สึกสวยงามของผมเสมอแหละ เรื่องอะไรจะไปทำให้มันเปรอะ..." เขามองเธอตลอดร่าง "คุณเป็นสุขได้อย่างนี้สิ ผมสบายใจ"

เธอยิ้ม เพราะไม่รู้จะตอบอะไรดี จึงมองไปรอบๆ ห้อง

"ร้านนี้ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ"

"ก็ถ้ามีเปลี่ยน คุณจะจำได้หรือ"

"ก็มันไม่มีนี่นา..." เธอมองรอบตัวอีกครั้ง แล้วก็หันมาจ้องหน้าเขา

เขาเสหลบตาโดยไม่รู้ตัว "เปล่าหรอก ก็พูดไปงั้น"

"นี่มาซื้อของขวัญให้ใครรึเปล่าเอ่ย"

"ของขวัญ ซื้อคนเดียวไม่สนุกหรอก"

คราวนี้เธอก้มหน้า นี่เธอผิดหรือเปล่าที่ละจากเขาไปสู่คนอื่น ทั้งที่เขาออกจะมั่นคงและดิบดีอย่างนั้น และเธอก็ใช่ว่าจะเป็นคนหลายใจ ปุบปับอะไรมันก็เกิดขึ้น และนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ความรักมันเป็นเรื่องผิดด้วยหรือ ตอนนั้นเพื่อนๆ และใครๆ ที่ต่างคาดการณ์ว่าคู่นี้แน่นอน ก็พากันซุบซิบถึงเธอในทางไม่ถูกต้อง และพากันเห็นใจเขา แต่โชคดีที่เธอไม่ต้องอยู่เมืองไทยนานนัก มีการ์ดจากเพื่อนคนหนึ่งไปถึงเธอ นอกเหนือไปจากคำอวยพรสั้นๆ แล้ว มีกลอนบทหนึ่งที่เธอไม่เคยลืม... ว่า

ความรักฤๅมีถูกผิด เมื่อจิตผูกพันแล้วไซร้ ความรักฤๅมีแด่ใคร มอบแต่แด่รัก... เพียงเดียว.

และมันทำให้เธอยิ้มได้... มาจนถึงทุกวันนี้

"...ก็ซื้อคนเดียว มันไม่มีใครแชร์ตังค์ด้วย จะสนุกได้ไง" เขายิ้มหวาน

เธอหัวเราะเบาๆ

"จะ... กลับเมื่อไหร่ครับนี่"

"คงสามสี่วัน..." มีเด็กวัยราว 7 ขวบคนหนึ่ง ผมสีทองน่ารัก เดินเข้ามาสะกิดเธอและพูดขึ้นด้วยภาษาอื่น เธอมองหน้าเขานิดหนึ่ง แล้วหันไปตอบกับเด็กเบาๆ

"น่ารักจัง มีคนเดียวรึเปล่า"

เธอพยักหน้ารับและว่า "เห็นจะต้องไปแล้ว นัดกับ... พ่อเด็กไว้..."

เขายิ้มอย่างยินดีที่ได้กลับมาพบเธออีกครั้งอย่างไม่คาดคิด เธอเอื้อมมือมากุมมือเขาไว้ เขาว่า "ผมเข้าใจดีทุก-ทุกอย่าง... โชคดีนะ"

เธอพยักหน้า ประโยคนั้นยังเอื้ออาทรเหมือนที่เคยเป็น แม้ว่าเธอจะไม่ต้องการมันอีกแล้ว - - ก็ตามที

เธอเดินจูงเด็กน่ารักคนนั้นไปหยุดที่ประตู กางร่มแล้วเดินออกไป... ตามเส้นทางอันเหมาะสมแล้ว... ของเธอ และไม่ได้หันกลับมาอีกเลย

เขามองตาม แต่ไม่เห็นเธออีก เห็นแต่กระจกหน้าร้านต้องละอองเย็นของอากาศขาวเป็นฝ้า

เขานึกถึงเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง - - บางสิ่งบางอย่างผ่านไปเหมือนสายน้ำ - - แล้วก็มองเลยไปทางต้นน้ำ ที่กำลังนำลำน้ำอีกกระแส ผ่านเข้ามาในชีวิตเขา เขาเดินตรงไปยังมุมชำระเงินที่ยังว่างวายอยู่

แต่ก่อนจะถึง เธอ - ผู้หญิงคนนั้น - ก็เดินกึ่งวิ่งพรวดออกมาจากหลังประตูบานขาว ถือผ้าเช็ดหน้าบังหน้าไว้ แต่ก็เห็นได้ว่าเธอร้องไห้ เธอเปิดลิ้นชักในโต๊ะที่เธอนั่งอยู่ทุกวัน คว้ากระเป๋าถือได้ ก็ออกจากมุม เดินลิ่วๆ ผ่านใครต่อใคร ออกไปยังประตูร้าน - ผ่านเขา

เขาชะงัก ทำอะไรไม่ถูก นึกอยู่แต่ว่า เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเธอ จากหลังประตูบานนั้น เธอร้องไห้ทำไม เธอกำลังจะไปไหน แล้วจะกลับมาอีกหรือเปล่า... จะกลับมาอีกหรือเปล่า... ใช่สิ เขาคิดช้าไปแล้ว เขาก้าวตัวออกทันใด

แต่วิ่งไปได้เพียงสองก้าว ก็มีมือหนึ่งมาคว้าเอาไว้

"อ้าว อาจารย์ จะรีบไปไหนกันครับ"

เขามองตามเธอ เห็นประตูกำลังปิดตัวเองลง เห็นหลังเธอเดินกรำฝนออกไปไวๆ

"เอ่อ... คือ... อาจารย์มีอะไรหรือครับ ผมกำลังรีบ ต้องขอตัว..." เขาทำท่าจะออกวิ่งต่อ

"เดี๋ยวซีครับ อาจารย์รู้รึยัง ประกาศออกมาแล้วนะครับ อาจารย์สมัยได้ไปแคนาดา"

"ฮึ..." เขาชะงัก งงอยู่ในหน้า

"อ้าว ไหนอาจารย์ว่าไม่ได้อยากไปไง"

"ใช่ ผมไม่ได้อยากไปหรอก แต่มัน... ผิดคาด เห็นคณบดีบอกผมอีกอย่าง"

"คณบดีบอกว่าแน่นอนใช่มั้ยครับ..." อาจารย์คนนั้นพูดกลั้วหัวเราะ

เขานิ่ง ไม่ได้ตอบอะไร และก็กลับนึกขึ้นได้ว่า เขายังทำอะไรค้างคาอยู่ และมันสำคัญมากถึงแค่ไหน

"ผมขอตัวก่อน..." ว่าแล้วก็วิ่งต่อไปยังเป้าประสงค์เดิม

เขาเปิดประตูผลัวะออกไป ละอองฝนสาดเข้าหน้า มองซ้ายขวาไม่เห็นใครเลย นอกจากฝนที่ดรยตัวลงเป็นสาย ขาวหลัวทั่วบริเวณ

เขาตัดสินใจวิ่งฝ่าฝนออกไป เลี้ยวไปชะเง้อดูที่ทางแยกหนึ่ง แล้ววิ่งกลับมาอีกทาง ดูแยกซ้าย ขวา ตรงหน้า - - แต่ไม่มีใครเลย ทางว่างโล่งไปสุดลูกตาทุกมุม ...มีแต่ม่านฝนฝ้าขาวไปทุกอณู

เขาก้มหน้าลงอย่างไม่รู้จะทำอะไร ค่อยๆ เดินกรำฝนเข้ามาในชายคา เนื้อตัวผมเผ้าเปียกจนไม่ต้องคิดหลบอะไรอีก นี่มันอะไรกัน เขากำลังจะรู้จักเธออยู่แล้วไม่ใช่หรือ - ไม่ใช่หรือ แล้วจู่ๆ เธอก็กลับมาหายไปอย่างไม่รู้หน เขาหวิวๆ ทั้งที่เย็นชื่นไปทั้งตัว หรือจะหิว- คงไม่ใช่ เขาเหลือบดูเวลาที่ข้อมือ อีกนาทีจะเที่ยงครึ่ง

คำพูดของเพื่อนอาจารย์แว่บเข้ามาในหัวคิด

'ปุบปับทุกอย่างก็เปลี่ยนไป' ชั่วก่อนเที่ยงครึ่งนาทีเดียว อะไรต่ออะไรที่น่าไหวหวั่นก็เวียนกันเข้ามาให้เขารู้สึก

เขาทอดถอนใจ

... อาจจะได้พบเธออีกก็ได้ - เธออาจจะกลับเข้ามาในเส้นทางกิจวัตรของเราอีก - ไม่แน่ ก็อะไรล่ะจะแน่นอน

เข็มนาฬิกาขยับแผ่ว... เที่ยงครึ่งแล้ว... อะไรจะพลิกผันไปอีกหนอ...





ฉันเหงา เธอเหงา เราปลื้ม
ฉันขรึม เธอขรึม เราเฉย
ฉันเป็นอะไร
เธอเป็นอย่างนั้นเหมือนกันเลย
ทำไมล่ะเธอเอ๋ย
คิดเองบ้าง ตามอย่างยัน

สำลีเผือก