ฉบับที่ 14 มกราคม 2531 "ชานชาลา" บัวไร



ผมชอบเรียกลุงจ่าว่า ลุงจ่า ทั้งๆ ที่ลุงแกมีชื่อจริงออกไพเราะว่า ชื่นชีวัน เมื่อฉันและเธอชิดใกล้ 'ชื่นชีวัน' น่ะเป็นชื่อ ส่วน 'เมื่อฉันและเธอชิดใกล้' เป็นนามสกุล คิดดูแล้วกัน ชื่อของแกเพราะขนาดมีคนมาคอยตื้อ จะเอาชื่อแกไปทำเป็นเพลง ตื๊อจนลุงใจอ่อนยอมให้ไป ลุงแกเลยไม่มีชื่อใช้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

และที่ผมชอบเรียกลุงจ่าว่า ลุงจ่า ก็เพราะ ลุงจ่าแกน่ะเคยเป็นตำรวจ แกได้ยศจ่าสิบตำรวจมาตลอด ตั้งแต่เป็นตำรวจใหม่ๆ จนกระทั่งแกเกษียณ จะเรียกว่าลุงแกเป็นจ่าจนชำนาญ ถึงขั้นมืออาชีพก็ได้ ตำรวจที่เพิ่งติดยศจ่าสิบตำรวจทุกคน จะต้องมาขอคำแนะนำจากแกเป็นประจำ

ลุงจ่าเคยเล่าว่า

"ความจริงอายุข้าเพิ่ง 50 เองนะโว้ย ก็แม่ข้าน่ะซิขี้เห่อ แจ้งเกิดตั้งแต่แกรู้ว่าตั้งท้องได้ใหม่ๆ"

"แล้วทำไมอายุลุงถึงไวไปตั้ง 10 ปีล่ะฮะ"

ผมถาม เพราะว่าแจ้งเกิดเร็วแบบนี้ อย่างมากอายุก็เร็วไปแค่ปีเดียวเอง

"ก็แม่ข้าตั้งท้องนานน่ะซิวะ นานจนแม่น่ะหมดความหวังที่จะคลอดข้า"

หลังปลดเกษียณ ลุงจ่าก็ขับแท็กซี่รับจ้าง หากินไปวันๆ แกมีเมีย 2 กับลูกอีก 11 คน ลำพังเงินบำนาญ กับเงินที่ได้จากการขับแท็กซี่ ไม่มีทางพอเลี้ยงเมียๆ และลูกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ หรอก

"คือมันยังงี้นะ วันนั้นข้าขับแท็กซี่ไปก็เกิดหิวน้ำขึ้นมา แล้วความคิดมันก็แวบขึ้นมาว่า บนแท็กซี่น่ะน่าจะมีน้ำขายนะ ข้าก็เลยชวนนังแก้ว เมียหลวงมาขายน้ำบนรถข้า เอ็งเอ๊ย... กำไรฉิบหายเล้ย นังพิกุลเมียน้อย ก็เลยอยากมาขายบ้าง แต่ข้าไม่ให้มันขายน้ำแข่งกันหรอกนะ ข้าแบ่งพื้นที่เบาะหลังให้มันหน่อยนึง ให้มันขายข้าวแกง"

"แล้วเป็นไงล่ะลุง... ผู้โดยสารชอบมั้ย"

"ชอบสิวะ... แต่... เค้าตินิดนึงนะ... ว่าควรจะมีอาหารตามสั่ง เพราะผู้โดยสารบางคนไม่ชอบข้าวแกง ตั้งแต่นั้นมา ข้าก็เริ่มแบ่งซอยพื้นที่เบาะหลัง แบ่งเป็นร้าน.. ร้าน.. เดี๋ยวนี้นะเอ็ง ในรถข้ามีทั้งร้านขายอาหาร ขายของเล่น เครื่องใช้ เสื้อผ้า โอ้ยสารพัด เอาพวกลูกๆ นั่นแหละมาช่วยกันขาย"

"ก็เหมือนยกเอาห้างสรรพสินค้ามาไว้ในแท็กซี่เลยซิลุง"

"เออ... ก็คล้ายๆ งั้นแหละ เอ็งก็รู้นี่ว่า เดี๋ยวนี้กรุงเทพฯ รถมันติดขนาดไหน เราก็ควรมีอะไรให้ผู้โดยสารทำบ้าง เค้าจะได้ไม่เบื่อ... จริงมั้ยวะ ผู้โดยสารบางคนนะ ถ้าไม่กินข้าว ก็เดินช้อปปิ้งช้อปแป้งอะไรเทือกนี้แหละ ฮ่าๆๆๆ..."

ลุงจ่าคุยอย่างใจดีมีอารมณ์

"แท็กซี่ของข้าน่ะ เนื้อที่มันน้อย ปลูกโน่นสร้างนี่นิดหน่อยมันก็เต็มแล้ว ข้าก็เลยไปหาซื้อที่ดินแถวๆ ชานเมือง มันถูกดี... เอามาต่อเติมในรถข้า ตอนนี้ก็กำลังก่อสร้างโรงแรมชั้นหนึ่งอยู่ มีสระว่ายน้ำด้วยนะโว้ยเอ็ง... เผื่อผู้โดยสารที่มาพัก จะได้มีที่ออกกำลังกายไงล่ะ"

ลุงจ่า คนขับแท็กซี่แก่ๆ ที่พยายามเอาใจผู้โดยสารทุกอย่าง อยากได้อะไร ลุงแกก็หามาให้

"เออ... มีอยู่คนนึงนะ พอขึ้นมาบนรถ เกิดชอบใจใหญ่ไม่ยอมลง ขอปลูกบ้านอยู่กับข้าบนรถแท็กซี่เลยแหละ... ข้าก็ตามใจน่ะซิ ผู้โดยสารคนอื่น ก็เลยเอาบ้าง มาอยู่จนข้าไม่มีที่ดินเหลืออีกแล้ว... เอ็งช่วยบอกต่อๆ กันหน่อยนะ... ว่า... ถ้าใครจะมาปลูกบ้านในรถข้า ก็ช่วยๆ กันซื้อที่ดิน เข้ามาด้วย"

"ลุง แล้วมอเตอร์ไซค์รับจ้าง กับรถสองแถวที่ออกทุกๆ 15 นาทีล่ะ ผมเคยเห็นตอนเดินซื้อของในห้างสรรพสินค้าของลุงน่ะ"

"ก็เอ็งไม่เห็นหรือวะ ว่าระยะทางระหว่างเบาะหลังกับหมู่บ้านจัดสรรที่ผู้โดยสารอยู่น่ะ มันไกล ข้าสงสารเค้าว่ะ เลยหามอเตอร์ไซค์รับจ้าง กับรถสองแถวมาวิ่งให้"

ลุงจ่าหยุดเล่านิดหนึ่ง

"... ข้าเอาใจผู้โดยสารทุกอย่าง... แต่ข้าก็โดนหลอก... ข้าโดนหลอก..."

น้ำเสียงของลุงเหมือนเจ็บใจอะไรบางอย่าง... เมื่อครู่ยังคุยกันอยู่ดีๆ ตอนนี้ลุงจ่าซบหน้าลงกับลูกกรงเหล็ก สะอึกสะอื้นร้องไห้อย่างปวดร้าว

"(สะอึก)... ข้า... ข้าโดนหลอก... (สะอื้น)"

"คุณครับ"

ตำรวจคนหนึ่งมาสะกิดหลังผม

"หมดเวลาเยี่ยมแล้วครับ"

"ลุงจ่า แล้วผมจะมาเยี่ยมใหม่นะฮะ"

ลุงจ่าไม่ยอมตอบอะไร เอาแต่ร้องไห้ พร้อมกับยืนยันความคิดเดิม ว่า "ข้าโดนหลอก... ข้าโดนหลอก"

คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ สหกรณ์แท็กซี่ร่วมสมัย พร้อมด้วยกรมโยธาและตำรวจ ช่วยกันหลอกลุงจ่าว่า จะให้รางวัลโนเบล สาขา บริการผู้โดยสารยอดเยี่ยม พอลุงแกจะไปรับรางวัล ก็โดนจับในข้อหา 'ต่อเติมอาคารในรถรับส่งผู้โดยสาร โดยไม่ได้รับอนุญาต' ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 5 ปี


เรื่องนี้มีนัยเป็นภาษาอังกฤษว่า โอเวอร์ แต่เป็นโอเวอร์ที่รู้จักคิด รู้จักจินตนาการอย่างเชื่อมั่น ภาษาที่ใช้เรียบเรียงได้ไม่เคอะเขิน - บก.



^ กลับด้านบน ^



โปรดเถิด...
อย่าได้หันหน้ามาเลย
ฉันปรารถนาจินตนาการ
จากด้านหลังของคุณ
หุ่นของคุณ ทรงผมของคุณ
สะโพกคุณ น่องคุณ
โปรดเถิด...
ให้จินตนาการได้ทำงานบ้าง
ในเมืองเครื่องจักรกลนี้
โปรดเถิด...

สมยอม พร้อมใจทำ