ฉบับที่ 12 พฤศจิกายน 2530 "ชานชาลา" บัวไร


"หยุดเดี๋ยวนี้นะมณียา" ลุงพุดไม่รอผลปฏิกิริยาโต้ตอบ ฟาดฝ่ามือที่ทะนุถนอมไม่ต่ำกว่า 63 ปี ลงบนใบหน้า หน้าอายุ 50 ที่เคยถูกทะนุถนอมมาเหมือนกันทันที

จะว่าไปแล้ว ตอนมณียาถูกลุงพุดตบ ฝ่ามือลุงพุดถึงแก้มด้านซ้ายก่อนที่จะสระอาจะเข้าหูด้านขวาด้วยซ้ำ เสียงที่มณียาได้ยินจึงเป็น "หยุดเดี๋ยวนี้นะ มณีเพี้ย" และก็อาจเป็นเพราะแรงตบอีกนั่นแหละ ที่ทำให้สระอากระเด็นบิดเบือนไปตัดขั้วหัวใจของเจ้าหล่อนพอดี ร่างเจ้าเนื้อค่อยๆ ทรุดลง ในขณะที่มืออวบๆ ค่อยๆ ถูกยกขึ้นชี้หน้าลุงพุดเหมือนกับจะให้ลุงพุดทบทวนความหลัง

"ใช่…เราสองคนรักกันมาก ฉันตามใจเธอทุกอย่าง เราฝันที่จะมีบ้านด้วยกัน ฉันก็สร้างให้" ลุงพุดหันหน้าไปทางระเบียง ท้องฟ้ากำลังรอการกลับมาของดวงอาทิตย์ แขกยามเคาะแผ่นสังกะสีบอกเวลา ตี 2

"เริ่มแรก ฉันสร้างบ้าน 2 ชั้น เธอก็ให้ชั้นอยู่ชั้น 1 เธออยู่ชั้น 2… เธอก็รู้นี่ว่า ฉันคล้องพระอยู่หลายองค์ จะให้อยู่ใต้กระโปรงผู้หญิงได้ไง เดี๋ยวพระเสื่อมหมด"

"ก็ฉันไม่ได้นุ่งกระโปรงแล้วนี่" มณียายังมีแรงเถียง แม้ตอนนี้เธอยังนอนจมกองเลือดอยู่ เพราะร่างกายเธอขาดวิตามินเค ทำให้เลือดไหลไม่หยุด ไม่ยอมแข็งตัว

"เงียบเถอะน่า เก็บแรงไว้ห้ามเลือดดีกว่า" ลุงพุดหันมาตะคอกใส่ แต่พอนึกขึ้นได้ก็รีบทำอารมณ์แบบเดิม หันหน้ากลับไปสู่ความมืดอีกครั้งหนึ่ง แรงลมพัดสายเส้นผมกระจาย แสงดาวระยิบระยับ ส่องเห็นหัวล้านเป็นมันวาวลางๆ

"ฉันก็เลยสร้างชั้น 3"

"ฉันก็เลยสร้างชั้น 4" มณียายิ้มเยาะ

"ฉันก็สร้างชั้น 5"

"ฉัน-ก็-สร้าง-ชั้น-6"

"ชั้น 7 ของชั้นสร้าง"

"แต่นี่ชั้น 8 ฉันสร้าง คุณรู้ไหมคุณกำลังอยู่บนที่ของฉัน" คราวนี้คุณป้ามณียาดูเหมือนจะยิ้มเยาะอย่างสมบูรณ์ หล่อนยิ้มเยาะจนหมดลมหายใจ

"ฉันรู้นะ นี่ถ้าฉันบ้าจี้สร้างชั้นที่ 9 เธอก็ต้องสร้างชั้นที่ 10 และชั้นอื่นอีกต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ… ฉันถึงให้เธอหยุดแค่นี้ไง เธอคงเข้าใจนะ ฉันอาจจะมือหนักไปหน่อย แต่ก็เป็นการตบครั้งแรก และฉันสัญญาว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วย… ฟ้าดินเป็นพยาน" เปรี้ยง! สายฟ้าฟาดเหมือนรับรู้ แควกๆ! แผ่นดินแยกเหมือนเข้าใจ อาคารแปดชั้นของลุงพุดกับป้ามณียา เอียงออกจากเส้นดิ่ง 14 ฟุต เพราะแรงเข้าใจของพื้นดิน

"เห็นไหม ฟ้าดินรับรู้คำสัญญาของพี่แล้ว" ลุงพุดค่อยๆ โอบกอดเมียสุดที่รักอย่างประณีตบรรจงเต็มบรรทัด 1 จบ

"เห็นไหม…ณีจ๋า…เห็นไหน"

แววตาเลื่อนลอย จมูกไร้ร่องรอยลมหายใจ โธ่ ตาโง่เอ๋ย หล่อนตายไปสักพักใหญ่แล้วแหม ยังจะมา "เห็นไหม…เห็นไหม" อยู่ได้

"เอ๊ะ ณี…มณียา เป็นอะไรไป นี่เธอ…ฉัน… ฉันเป็นฆาตกรรึนี่" เปรี้ยง! ฟ้าผ่าขานรับ

"แล้วฉันจะทำอย่างไรดี… รอยนิ้วมือบนแก้ม" ใช่ ตำรวจต้องรู้แน่ๆ ว่าลุงพุดเป็นคนฆ่า

"รู้งี้ฉันใส่ถึงมือตบดีกว่า"

จากประสบการณ์หนังเร่ขายยา ทำให้ลุงพุดนำหินก้อนใหญ่มาผูกคอเมียสุดที่รัก แล้วทิ้งหล่อนลงจากตึกชั้น 8 พร้อมกับก้อนหินนั้น

รุ่งเช้าคนที่เห็นศพต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ป้ามณียาฆ่าตัวตายเอง แต่ที่ทุกคนสงสัยก็คือ ก้อนหินก้อนใหญ่ที่ผูกติดกับคอป้า ผูกไว้ทำไม?

บ้างก็ว่า "ป้าผูกเอาไว้เพื่อให้ตกถึงพื้นเร็วขึ้น"

บ้างก็ว่า "เอาหินมาโดดตึกเป็นเพื่อน" หรือ "เพราะป้ากลัวเมื่อโดดลงมาแล้วตัวจะลอย" ถึงกับมีการตอบปัญหาชิงรางวัลทางโทรทัศน์

ส่วนลุงพุดได้ทำหัวล้าน ไว้หนวดเครารุงรัง ปลอมตัวเป็นนักวิทยาศาสตร์ เปลี่ยนชื่อเป็น…กาลิเลโอ ผู้ตั้งทฤษฏี "ถ้าปล่อยวัตถุ 2 ชิ้น ไม่ว่าขนาดไม่เท่ากัน แต่ปล่อยในเวลาเดียวกัน 2 ชิ้นนั้น จะตกถึงพื้นดินพร้อมกัน"

เพราะทฤษฎีอันนี้ทีเดียวที่ทำให้กาลิเลโอ(ลุงพุด) โดนจับข้อหาฆ่าคนตาย

ตึกหินอ่อนสีขาวสูง 181 ฟุต ของลุงพุดกับป้ามณียา แม้จะเอียงไปมาก แต่สภาพตึกก็ไม่ชำรุด กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกไป เรียกว่าหอเอนมณียา เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ผู้ตาย ต่อมาเพี้ยนมาเป็น "หอเอนปีซ่า"



เรื่องหวานมันชั้นที่ 8 นี้ ผู้เขียนเขียนได้อย่างมันทุกชั้นจริงๆ มันด้วยการเล่นเรื่องกับคำสะกด หวานด้วยภาษาและการเล่าเรียง ถ้าจะมีเปรี้ยวบ้างก็เป็นตอนจบกระมัง - บก.



^ กลับด้านบน ^



ฉันหลับตาไม่ลง
ใจฉันคงคิดถึงเธอนะทรามวัย
ข่มตาให้สนิท
ก็ยังคิดถึงเธอ เฮ้อ... ไม่ไหว
ไม่น่าชงกาแฟ แก่เกินไป
แล้วจะหลับยังไงหนา... ถ่างตานอน

จิ๋มหูด