|
|
|
จะเป็นใครก็แล้วแต่ที่ออกคำถามนี้มาให้ผมตอบ ผมโกรธจริงๆ เพราะเป็นคำถามที่มีความยุ่งยากเหลือประมาณ ในการทำวิจัยเพื่อค้นคว้าข้อมูล คนที่ ฯลฯ ใครสักคน (หรืออาจจะรวมหัวกันกลั่นแกล้ง) ถามผมว่า ถ้าผมจะออกเทปคาสเซ็ตเพลงไทยสักชุด ผมควรจะทำยังไง บังคับขู่เข็ญ ด้วยความอ่อนหวานต่างๆ นานา จนผมขัดไม่ได้ ต้องตอบ ความจริงตอบสั้นๆ คำเดียวจบเลยก็ได้ คือ "ผมจะต้องมีเงิน" เพราะคนถามไม่ได้บอกรายละเอียดอื่นๆ มาประกอบด้วย อาทิ ทำแล้วต้องขายได้ ไม่ใช่ฟังกันในหมู่วงศาคณาญาติ ไม่เกินนับนิ้วมือ หรือ ทำแล้วต้องเป็นงานสร้างสรรค์ ให้สวรรค์เบี่ยงซ้ายเบี่ยงขวาไปเลยทีเดียว แต่การตอบเช่นนั้นอาจจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพของผม แม้ว่าคุณจิก คุณอั๋น และคุณจุ้ย สามบรรณาธิการของ ฯลฯ จะมีทีท่าของนักคิด มากกว่าพวกที่นักเลงเรียกพี่ แต่การถูกล้อมกรอบด้วยนักคิดพร้อมๆ กัน 3 คน ยังไงผมก็ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องน่าสนุก ผมจึงตัดสินใจที่จะใช้สมองน้อยๆ ที่ติดตัวมาคิดให้ยาวกว่านั้น เพื่อรักษาสุขภาพตัวเองเป็นเบื้องต้น ผมต้องบอกไว้ก่อนว่า ไหนๆ ก็คิดให้ยาวแล้ว ก็ควรจะได้เนื้อได้หนัง ดังนั้น บทความของผมบทนี้ จะไม่มีตรงไหนเป็นเรื่องตลกโปกฮา อ่านแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ตามรสนิยมของหนังสือเล่มนี้เลย แม้แต่วรรคเดียว หากจะเป็นบทความกึ่งวิชาการที่เอาจริงเอาจัง อ่านเข้าใจยาก หนักสมอง กรีดอารมณ์ เต็มไปด้วยศัพท์แสงทางเทคนิคที่สลับซับซ้อน มีเงื่อนงำอันชวนสงสัย ให้สืบหาค้นคว้าต่อไปในอนาคต................... (อันนี้เป็นมุขเวลาที่นึกอะไรไม่ต่อเนื่อง และจะมีเป็นระยะๆ)
การออกเทปสักชุดสมัยนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สังกัดเทปบางแห่งเชื่อว่า ชุดที่ 2 จะเป็นชุดตัดสินว่า ศิลปินจะอยู่ต่อไปได้ยาวหรือไม่ ชุดแรกถือเป็นการหยั่งเชิง ให้มีชื่อออกมาสู่ตลาด มีเพลงติดหูสักเพลงสองเพลงก็พอได้ แต่กรณีอย่างนี้ เหมาะสำหรับสังกัดที่มีเงินหนา เพราะบางรายแทนที่จะดีขึ้นในชุดที่ 2 กลับแย่ลงไปอีก เช่น ชุดแรกขายไปได้ 16 ม้วน ชุดที่ 2 กะว่าจะได้สัก 4 แสน ดันขายได้แค่ 13 ม้วน สอบถามแล้วปรากฏว่า เพื่อนไปเรียนต่อเมืองนอก 3 คน เพราะฉะนั้น หลักการดีที่สุดสำหรับยุคนี้ ต้องออกแล้วขายให้ได้ดีเลยในชุดแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นผมจะต้องออกเทปด้วยแล้ว ไม่เหลือเวลาที่จะมามัวรอคอยความสำเร็จอยู่นานสักเท่าไหร่ ตีนผมมันร่นลึกเข้าไปทุกวัน เหมือนตลิ่งถูกน้ำเซาะ ยังไงยังงั้น สำคัญที่สุด คือผมจะต้องละเอียดรอบคอบรัดกุมเป็นพิเศษ!!! (นี่ก็อีกมุข สำหรับบทความจืดๆ ใส่ "!!!" ไว้เหอะ ดีเอง) ผมต้องวางโปรเจ็คท์เป็นขั้นเป็นตอน โดยมีคอนเส็ปท์ที่แน่นอนเป็นแกนยึด (โปรเจ็คท์ เป็นศัพท์เทคนิคที่เกิดง่ายที่สุด เกิดได้ทุกวัน แต่ทำยากบรรลัย ประเทศเราจึงมีราชาแห่งโปรเจ็คท์รายวัน มากอยู่สักหน่อย ส่วนคอนเส็ปท์ เป็นศัพท์ทางเทคนิค ที่พวกนักสร้างสรรค์ ชอบใช้กัน เท่ดี ควรจะเป็นคำที่พูดกันบ่อยๆ เวลานึกอะไรไม่ทัน)
อันดับแรกสุดที่ผมจะทำ คือหาชื่อเล่นให้ตัวเองใหม่ แม้ชื่อจริงของผมจะฟังดูไม่เลว และให้ความรู้สึกสว่างของกลางวัน แต่ก็ดูจริงจังเกินไป สำหรับการขาย ผมควรจะมีชื่อเล่นคำเดียว ออกเสียงง่าย จำง่าย ผู้สันทัดกรณีรายหนึ่งบอกว่า ชื่อ 'อ๊อด' จำง่ายดี (เท่าที่สำรวจ สำมะโนประชากรครั้งล่าสุด คนไทยมีชื่อเล่นว่า 'อ๊อด' ราว 70.38% ) หรือถ้าไม่อยากได้ชื่อนี้ ก็ขอให้คิดถึงชื่อที่ขึ้นต้นด้วยอักษร อ. เช่น แอ๊ด, อี๊ด, อ๊อป, อั๋น, แอ๊ว, อ้วน, อิ๋ว ฯลฯ เพราะตามสถิติของสำนักไสยศาสตร์การแพทย์ ศิลปินที่ชื่อตัว อ. ประสบความสำเร็จมากกว่าล้มเหลว เป็นอัตราส่วน 16.75/ 7.32 ถือเป็นเคล็ดอย่างหนึ่ง อักษรที่เป็นมงคลรองลงมาก็มี จ., ป. และ ต. แต่เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยตั้งแต่เริ่ม ผมเลือกใช้ตัว อ. และผมคิดแล้วว่า ผมควรจะชื่อ 'อึน' เพื่อนบางคนทักท้วงว่า ฟังแล้วรู้สึกสองง่ามสองแง่ แส่ไปทางเรื่องเพศ ผมบอกว่าคิดมากกันไปเอง "อึน" ในความหมายของผม หมายถึง ไม่พองเต็มที่ และก็ไม่เหี่ยวห่อท้อแท้ คือถ่อมตัวนิดๆ มีอัตตาหน่อยๆ พองาม ได้ชื่อเล่นแล้วต้องมีสกุลแสดงสังกัด สังกัดเดียวที่เหมาะสมกับผมมากคือ สังกัดศิษย์สะดือ เวลาเรียกรวมกับชื่อแล้ว ให้อารมณ์ร่วมดีไม่น้อย ถ้าจะดียิ่งขึ้น ทอนคำลงไปบ้างเป็น อึน ศิษย์ดือ ค่อยพอฟัดพอเหวี่ยงกับพวก แอ๊ด คาราบาว, ต้อม เรนโบว์, ป้อม อัสนี หรือ ดี้ เฉลียง และเพื่อให้เกิดบรรยากาศที่ส่งเสริมการขาย เวลาโฆษกอ่านสป็อตโฆษณาเทปของผม ตรงคำว่า 'อึน' หางเสียง น.หนู ควรจะขึ้นจมูกนิดๆ เอ้า! ไม่เชื่อลองทำดู ได้อารมณ์ออก ........................................
แผนงานขั้นต่อไปได้แก่ การสร้างภาพพจน์ให้ตัวเอง เป้าหมายใหญ่ของการขายเทปแต่ละชุดอยู่ที่วัยรุ่น ผมจะต้องจับตลาดตรงนี้ให้ได้ ถ้าจะมีภาพแบบ แอ๊ด คาราบาว คงไม่ใช่เรื่องยาก นุ่งยีนส์สวมเสื้อยืด ใส่รองเท้าผ้าใบ คาดหัวซะหน่อย แต่ก็จะได้แค่เหมือน ใส่โค้ทยาวๆ อย่าง อิทธิ พลางกูร รูปร่างผมไม่สูงใหญ่พอ เดี๋ยวจะเหมือนใครเอากระโจมอินเดียนแดงมาห่มตัวให้ผม หรือจะใ่ส่ถุงมือข้างเดียวแบบ พงษ์พัฒน์ ผมก็กลัวจะถูกครหาว่า จนขนาดซื้อถุงมือได้ข้างเดียว แล้วยังเสนอหน้ามาออกเทป ฉะนั้นผมต้องเป็นตัวของตัวเอง เป็นให้มากกว่าที่ ปวีณา เป็นตัวของเธอเอง เท่าที่ดูกระจกหลายรอบ ผมพบว่า ความน่ารักที่มันแซมอยู่ในตัวผมนั้น แซมน้อยเกินไปจริงๆ ผมจะดูดีที่สุดก็ตอนหันหลัง เพราะฉะนั้น ผมจะเป็นศิลปินเดี่ยวคนแรกที่ออกคอนเสิร์ตด้วยการหันหลังให้คนดู สิ่งที่ผมจะต้องฝึกฝนอย่างหนัก คือการเซ็นชื่อโดยหันหลังเซ็น เผื่อว่าโด่งดังขึ้นมา แล้วมีแฟนเพลงมาขอลายเซ็น รวมทั้งฝึกรับช่อดอกไม้จากด้านหลัง และฝึกตัวอ่อนแบบพวกกายกรรม สำหรับหงายหลังรับพวงมาลัย
นึกๆ แล้วก็ทั้งอุจาด ทั้งทรมาน แต่ทำไงได้ ไม่จ่ายออกไปก็ไม่มีได้มา และเป็นวิธีเดียวที่ผมจะมีภาพพจน์ แตกต่างจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง |
|
ถัดมาเป็นเรื่องของปกเทป พังเพยโบราณว่าไว้ "ปกเทปดีมีชัยไปกว่าครึ่ง" แต่การจะมีชัยสมบูณ์แบบแอ็บโซลูตลี่ โดยการทำปกเทปซ้อนกัน 2 ปก ก็เป็นไปไม่ได้ จะทำให้ต้นทุนเพิ่ม ซึ่งหมายถึงต้องตั้งราคาเทปแพงขึ้น คนก็ไม่อยากซื้อ เดี๋ยวนี้จะเห็นได้ว่า ปกเทปทำกันอย่างประหยัดมาก อะไรที่ไม่จำเป็นต้องใส่ก็ไม่ใส่ เช่น ชื่อคนแต่งเพลง ชื่อนักดนตรี ชื่อคนแต่งเพลงดั้งเดิมที่ไปขโมยทำนองเขามาทำ เป็นต้น ตอนนี้ผมคิดรูปแบบของปกเทปได้ 3 อย่าง (ความจริงน่าจะใช้คำว่า "ครีเอทปก" ฟังดูขลังดีเชียว) ฝ่ายศิลปกรรมของ ฯลฯ คงจะลองทำออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้ ปกแบบแรกจะมีรูปผมเองยืนหันหลัง (ตามภาพพจน์ที่กำหนดไว้) แต่เพื่อให้ชวนติดตาม ผมจะเอียงหน้ามานิดๆ พอให้เห็นติ่งหู เพราะเคยมีคนชมว่า "ในท่ามกลางความอัปลักษณ์ทั้งมวลในตัวมึง ติ่งหูดูจะพอใช้ได้ แถมกำชับว่า "แค่พอใช้ได้นะ อย่าเหิมเกริมกับติ่งหูให้มากนัก" แบ็คกราวน์ควรจะเป็นสีเขียว ที่เขียวที่สุดในโลก เหตุผลตรงนี้ อาจจะเป็นนามธรรมสักหน่อย เป็นการรณรงค์ปลูกป่าตามสมัยนิยม ปลูกกันตั้งแต่ปกเทปไปเลย ปกแบบที่ 2 ผมคิดไว้ว่าจะเป็นรูปนอตลอยร่าเริงอยู่ ท้องฟ้าที่มีริ้วเมฆน้อยๆ พอให้กวีได้ฝัน เป็นเรื่องของการใช้สัญลักษณ์อย่างหนึ่ง เพราะมีเพื่อนหลายคนเรียกผมอย่างเป็นกันเองว่า "ไอ้หน้านอต" ส่วนปกแบบที่ 3 เป็นรูป เจสสิก้า แลง ยืนเคียงข้าง เขาทราย แกแล็กซี่ ทั้งคู่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน และไม่ได้เป็นแรงบันดาลใจในการทำเทปของผมด้วย แต่เป็นเพราะผมชอบคนคู่นี้เท่านั้นเอง .......................................
คำที่จะโปรยอยู่บนปก แน่นอน จะต้องมีชื่อผมอยู่ด้วย อีกคำก็ต้องเป็นชื่อชุด ความคิดแรกผมอยากจะใช้ 'อึน # 10' ให้แน่ใจว่า ผมจะต้องได้ออกถึง 10 ชุด แล้วค่อยๆ ไล่ลงมาถึง 'อึน #1' แต่ปัญหาก็คือ ถ้าเกิดดังทะลุเป็นพลุแตก ประชาชนต้องการอยู่ ผมจะต้องออกชุด 'อึน #-1' หรือ 'อึน #-2' อ่านยาก ดูไม่สวยงาม ถัดมาก็จะเอาอย่างพี่ปั่นแก คือพอถึงชุดที่ 3 ก็เป็น 'อึน อึน อึน' แต่พอถึงชุดที่ 6 ผมว่าชักจะยุ่งแล้ว จะมีแต่ตัวหนังสือเต็มไปหมด สินค้าที่จะมาอุปการะ ก็จะไม่มีที่ลงโลโก้ เมื่อมองเข้าไปในวงการเพลงตอนนี้ ผมก็มองเห็นความนิยมในการใช้คำซ้ำ เป็นต้นว่า 'รักเธอจริงๆ' 'หัวใจช้ำๆ' 'สมองจนจน' 'นายดิบดิบ' หรือ 'ใจบางบาง' ผมควรใช้ชื่อที่มีคำซ้ำทำนองนี้บ้าง มีคนเสนอให้ผมใช้ชื่อชุด 'ประสาทนิ่มนิ่ม' หรือไม่ก็ 'ประสาทอ่อนอ่อน' แต่ผมยังเคลือบแคลงอยู่ว่า มันชมหรือด่ากันแน่ เลยตัดสินใจว่าจะใช้ชื่อ ที่กระชากความรู้สึกแฟนเพลงวัยรุ่น ได้ทันทีที่เห็น 'ร็อค อึน อึน' !!!
เพื่อนคนหนึ่งเสนอวิธีส่งเสริมการขายเพิ่มเติมบนปกเทปด้านใน ผมก็เห็นด้วย คือปกเทปด้านในผมจะปั๊มตัวเลข 4 ตัวไล่ลำดับไปเรื่อยๆ (ศัพท์ทางแพทย์เรียกว่า - รันนิ่ง นัมเบอร์) ถึงวันล็อตเตอรี่รัฐบาลออก ของใครตรงกับเลขท้าย 4 ตัวของรางวัลที่ 1 จะมีรางวัลสมนาคุณอย่างงาม ใครซื้อมากตลับก็จะมีโอกาสถูกรางวัลมากขึ้นเป็นเงาตามตัว การตรวจรางวัล จะมีครั้งเดียวในเดือนที่ 4 หลังจากเทปวางตลาด จะได้พอดีกับเทอมการขายเทปเพลงไทยทั่วไป ทีนี้ก็จะพูดถึงตัวผลงานที่บันทึกลงในเนื้อเทป ซึ่งมีความสำคัญน้อยกว่าที่พูดๆ มาทั้งหมด ผมไม่ได้คิดอย่างนี้เป็นคนแรก เห็นใครๆ คิดก็คิดมั่ง
ทำทำนองก่อน พังเพยโบราณบอกว่า "ทำนองดีมีชัยไปกว่าครึ่ง" หลายคนที่เคยอ่าน งานเขียนเชิงต่อต้านการนำทำนองต่างชาติมาใช้ โดยไม่ใส่ชื่อเจ้าของงานเดิมของผม คงคิดว่าผมจะต้องประชดประเทียดเสียดสีในบทความนี้ว่า ผมจะเอาทำนองต่างชาติมาใช้บ้าง คิดผิดครับ เพราะบทความนี้ เป็นบทความกึ่งวิชาการที่เอาจริงเอาจัง ถึงผมจะกำพร้าพ่อ แต่ก็มากำพร้าเอาตอนอายุเฉียด 30 ปี ดังนั้นจึงผ่านการอบรม ในเรื่องการให้เกียรติคนอื่นมาพอสมควรแล้ว ผมอาจจะเลือกทำนองเพลงไทยเดิม ที่เป็นสมบัติของทุกคนมาดัดแปลงให้เข้ากับจังหวะสมัยใหม่ หรือไม่ก็ชวนใครหลายๆ คนมาช่วยนั่งคิดนั่งหา ต้องเจอจนได้ล่ะน่า จะ 4 คอร์ดวน 5 คอร์ดเวียนอะไรก็ตาม และจะต้องเป็นทำนองที่คุณจิกเคยบอกไว้ว่า เอาให้มัน 'จับหู' ไว้ก่อน ได้ทำนองแล้วก็มาใส่ดนตรี ใส่จังหวะจะโคนเข้าไป ผมกำหนดไว้คร่าวๆ ในใจว่า อัตราส่วนระหว่างเพลงช้ากับเพลงเร็ว จะต้องเป็น 6/4 เพลงช้าจะเป็นตัวขาย เพลงเร็วจะเป็นตัวแถม จังหวะต้องหนัก เน้นเสียงกีตาร์ที่ขยี้วิญญาณ ผลาญอารมณ์ ให้ความรู้สึกขื่นขมปวดร้าว ไปถึงปลายลำไส้ใหญ่ ตอนนี้มือกีตาร์ที่ผมเล็งๆ เอาไว้ก็ได้แก่ ศุ บุญเลี้ยง ซึ่งแก่เล่นกีตาร์ได้ไม่มากคอร์ดนัก โดยธรรมชาติของคนที่เล่นกีตาร์ได้ไม่มากคอร์ด จะแสดงสีหน้าขยี้วิญญาณได้ดีนัก เวลานึกคอร์ดไม่ทัน หรือโซโลแล้วนิ้วหลุดรอดเข้าไปใต้สายกีตาร์ ผมต้องการอารมณ์ครับ อย่างนี้ได้อารมณ์ดี! .....................
เนื้อหาของเพลงก็อย่างที่คุณเดากันนั่นแหละ ผมก็เป็นคนโรแมนติกแต่กำเนิด เพลงก็ควรจะต้องเป็นเพลงรัก ผมจะมีเพลงรักที่รักกันจริงๆ รักกันลืมหูลืมตาไม่ขึ้น รักจนต้องเอาหัวใจไปชำแรกตามที่ต่างๆ ที่คิดว่าเธอจะผ่านไป แทรกไว้ในเสาไฟฟ้า ตู้โทรศัพท์ เบาะรถเมล์ เซ็นทรัล มาบุญครอง โซโก้ โตคิว โค้ก เป็ปซี่ ไมเคิล แจ็คสัน พระนารายณ์ ฯลฯ แล้วมีเพลงรักที่เข้าใจผิดกันนิดเดียว แต่พอที่จะทำให้ วิ่งเตลิดออกไปตากฝนได้ อันนี้คิดเผื่อไว้สำหรับทำมิวสิกวิดีโอ ในที่สุดก็กลับมาสู่อ้อมกอดคนรักเดิม เพื่อซับขี้มูกให้เนื่องจากเป็นหวัด เพราะความงี่เง่าของตัวเอง และก็จะมีเพลงรักที่แบ่งปันกันทุกอย่าง คนละครึ่ง กินข้างคนละครึ่งจาน ดูหนังด้วยตาคนละข้าง แล้วมาเล่ามุมมองแบ่งกัน เธอตกรถ ถูกรถที่ตามมาทับหัวเละไปครึ่งซีก ฉันก็จะต้องถูกทับครึ่งซีกด้วยเหมือนกัน ไม่ให้เธอได้เปรียบเด็ดขาด การใช้คำ เท่าที่ผมสังเกต คนรุ่นใหม่จะนิยมพูดอะไรที่ฟังดูค้างๆ คาๆ ไม่จบประโยคบ้าง บางทีก็พูดไม่รู้เรื่อง แต่คนฟังต้องทำหน้าเข้าใจ เช่น "ผม... อืม... ไม่ธรรมดา... แตกปลายแล้ว" หรือ "ชวน... กัน... กตัญญู... ชวน ป๋วย... กตัญญู... ดี" ในเพลงผมก็ควรจะต้องใช้คำร้อง เป็นห้วงๆ สั้นๆ อย่างนี้บ้าง เรื่องการร้อง ไม่เป็นปัญหา ยุคนี้ไม่จำเป็นต้องร้องเพลงดี ซึ่งเหมาะสำหรับศิลปินเดี่ยวที่จะมีอนาคตยาวไกลอย่างผมมาก อัดโปรโมทเข้าไว้ให้หนัก พังเพยโบราณบอกไว้ว่า "โปรโมทดีมีชัยไปกว่าครึ่ง" ขั้นแรกของการโปรโมท ก็ทำมิวสิควิดีโอ จะให้เข้มข้น ต้องเปิดคอนเสิร์ตฟรี แล้วถ่ายวิดีโอเก็บไว้ เปิดคอนเสิร์ตเก็บเงิน จะได้ปริมาณคนไม่พอ เพราะไม่รู้ใครไปเพาะนิสัยดูฟรี ให้แฟนเพลงเอาไว้
ในคอนเสิร์ตผมก็จะมีพนักงานเดินไปแจกแขนไม้ให้คนดูคนละข้าง ไว้ชักขึ้นชักลงแบบแขนหุ่นกระบอก เวลาที่เริ่มเมื่อยแขนจริงๆ เหตุที่เมื่อยกันก็เพราะ วัฒนธรรมคอนเสิร์ตแขนเดียว ถ้าดูคอนเสิร์ตแล้วใครยกสองแขนขึ้นมาเขย่า จะเห่ยเป็นอันมาก ไม่สามารถคบค้าสมาคมได้ ส่วนผมก็จะทำหน้าที่ของศิลปินเดี่ยว ผู้หันหลังให้คนดูได้ดีที่สุดอย่างเต็มกำลัง .................. ที่ผมเขียนมาทั้งหมดก็ขอย้ำอีกทีว่า "ถ้าผมจำเป็นต้องทำเทปสักชุด" เป็นบทความกึ่งวิชาการที่เอาจริงเอาจัง อยู่บนความไม่จริงทั้งปวง เพราะถึงยังไงตอนนี้ผมยังไม่คิดออกเทป และถ้าในอนาคตเกิดเปลี่ยนใจ อยากจะออกเทปกับเขาบ้าง ผมก็จะพยายามทำตัวให้กลมกลืน กับคนอีกไม่น้อยในตลาดเพลงทุกวันนี้ เรื่องอะไรผมจะมายอมจน ทนกัดก้อนเกลือกินอยู่คนเดียว ผมจะเริ่มคอนเส็ปท์ที่ดูถูกตัวเองและคนฟังไปพร้อมๆ กัน |
|