
เมื่อต้นเดือนพฤศจิกา
ขณะที่ลมหนาวละลอกแรกโชยมาเยือนเชียงใหม่ ชาวคณะ "ไปยาลใหญ่"
ก็ตามหลังไปติดๆ และได้ถือโอกาสจู่โจม ขึ้นบ้านอาจารย์ เทพศิริ สุขโสภา
ที่ย่านวัดอุโมงค์ โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า อาศัยความมักคุ้นเก่าๆ
ระหว่าง บก. บห. ของเรา กับเจ้าของบ้าน ก็ขึ้นไป "จับเข่าคุย"
หน้าตาเฉยเลย
ประสบการณ์ของนักเล่าเรื่อง
ความช่างคิด ช่างคุย และมีเรื่องที่น่าสนใจจะคุยให้ฟังมากมาย "อาจารย์เทพ"
ของลูกศิษย์ลูกหา และคนรู้จัก ก็พ่นให้ฟังเสียหลายเรื่อง...
"ผมเพิ่งกลับจากญี่ปุ่น
เขาเชิญไปดูละคร ดูอะไร"

"มันก็ไปกันหลายชาติ
นานาชาติน่ะนะ ที่เขาให้ไปดูก็มีหลายแบบ อย่างมีสาวญี่ปุ่นคนนึง เปิดหนังสือเล่าเรื่อง
ทำเสียงแมว... ม้าว ..ทำเหมือนเลย โอ้โห... พอร้องเพลงนะ ผมขนลุกซู่เลย โห...
มันสะกดได้หมดเลย เพลงในจังหวะดีๆ นะ คล้อยเลย เค้าบอกเนี่ยเรียก สตอรี่
เทลเลอร์ (STORY TELLER) มันมีเป็นอาชีพเลย ที่เมืองฝรั่ง เมืองญี่ปุ่นนะ
มันมีนักเล่าเรื่องอย่างนี้... งั้นผมก็เป็น สตอรี่ เทลเลอร์สิ ผมก็เป็นยังงี้มา
4 ปี ผมไม่รู้จักนะคำนี้ ผมไม่รู้เลย ผมก็เล่าตามหมู่บ้านเนี่ยทุกวันเลย
บางวันหลายรอบด้วย กลางแปลง กลางนาน่ะนะ คนมาดูไม่ใช่นิดหน่อย เด็กนี่เรียกว่า
มากันทั้งหมู่บ้าน แล้วคนขายอ้อย ขายถั่วนี่เต็มเลยนะ"
ละครที่ไปดูเป็นละครอะไรครับ
"ละครเด็ก
ดูกันอ้วกเลยแหละ มันจับให้ดูๆๆ เห็นแล้วแหม... มันอยากทำ ที่จริงเราอยากเลิกเล่าเรื่องเล่าอะไรนี่
แต่เห็นแล้วมันอยากทำ มันทำง่ายๆ แล้วทำสนุก บางเรื่องดูแล้วน้ำตาคลอเลยแหละ
บางเรื่องมีกลองตีแล้วโดดไปโดดมา แค่นั้นเล่าได้เป็นเรื่องเลย บางทีก็ใส่หน้ากากนิดๆ
หน่อยๆ เล่าไปร้องเพลงไปแล้วน้ำตาคลอน่ะ แหม มันอยากจะกลับมาเล่นอีก แต่มันก็วุ่นๆ
หนังสือก็คาๆ มืออยู่... ไปนี่ได้ดูเยอะเลย งานนี้เขาจะเลือกพวกนักแสดง พวกที่ทำงานเด็กไป
ผมบอกว่าเดี๋ยวนี้ผมไม่ได้ทำแล้ว แต่เขาก็ให้ไป"
"เป็นองค์กรเกี่ยวกับการแสดงสำหรับเด็ก"
เขาออกค่าใช้จ่ายให้เราด้วย
"ทุกอย่างซิ
ทุกอย่าง คุณไปตัวเปล่าๆ คุณไม่ต้องทำอะไรเลย... ไปดูๆ มันน่าสนใจนะ บางทีมันไม่ใช้ชั้นเชิงการแสดงมากด้วย
มันเล่นจังหวะ มันวิ่งๆๆ นะ (ลุกขึ้นมาทำท่าวิ่งประกอบ) ซอยเท้าแล้วหยุดค้างอยู่ท่านั้น
แล้วก็ซอยเท้า แล้วหยุดอีก เด็กมันดูมันก็เล่นตามได้แล้วก็เล่าเรื่องไป
บางเรื่องก็เป็นวิทยาศาสตร์หน่อย มีตัวแสดงอยู่ 2 คนเล่นตัดหัวกัน ผมตัดหัวคุณนะ
ตัดฉับแล้วเย็บๆๆ ให้เข้าที่ อีกคนก็บอกอย่างนี้ฉันก็ทำได้ ก็ตัดฉับแล้วเย็บๆๆ
คืนให้ ทีนี้เค้าลองตัดพร้อมกัน นิดเดียวนะคุณ เด็กเฮ ตัดพร้อมกันได้ยังไง
แล้วเขาก็บรรยายว่า ตัดหัวกันเอง ก็ไม่เหลือคนที่จะมาเย็บต่อให้
ไอ้การแสดงนี่มันฝึกกันมาอย่างเชี่ยวชาญ
มีทุกอย่าง เป็นพันๆ คณะ แล้วมันมีอนาคตกว่าเรา เพราะว่ามันเดินสายได้
โรงเรียนของญี่ปุ่นนี่ มันจะมีงบเลยนะ ปีนึงต้องมีละคร 4 ครั้ง คณะละครพวกนี้มันก็จะเดินสายเล่น
ในแต่ละฤดูมันจะคุ้ม... แต่ผมนี่อยากเลิกแล้ว นี่ก็หยุดไปแล้ว..."

"หลายปีแล้ว
แต่ยังเป็นวิทยากรอยู่ ยังต้องไปสอนอยู่นะ ...ทำสื่อที่ช่วยในการเล่า อย่างหน้ากากนี่นะ
เป็นขั้นพื้นฐาน"
"ก็สอนทั้งครูทั้งนักเรียนล่ะ
ว่ากันเดี๋ยวนั้น ภายในครึ่งชั่วโมง สามารถทำให้มันใส่หน้ากากกันทุกคนเลยล่ะ
เราสอนเดี๋ยวนี้ มันทำกันเดี๋ยวนั้นได้เลย ใช้ปากกาเมจิกเยอะๆ หน่อย แล้วสีนี่เอาใส่ถ้วยมานะ
สีโปสเตอร์นี่นะ แล้วเอาฟองน้ำหั่นเป็นสี่อัน มัดเป็นปุ่ม จุ่มสีแล้วเอาป้ายตรงแก้ม
ทุกคนมีหน้ากากเดี๋ยวนั้นเลย เราขึ้นวาดนำก่อน ทุกคนทำได้ รับรองได้เลย แล้วมันทำน่ารักด้วย
บางทีมันวาดผิด บิดๆ เบี้ยวๆ แต่มันน่ารัก แล้วเราไม่ต้องใส่สีมาก ใช้สีอ่อน
ทาแก้ม คุณคิดดูนะ คนสามร้อยสี่ร้อยคน มีหน้ากากใส่เหมือนกันหมดนี่... แล้วก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก
อย่างร้องเพลงหรือเล่านิทานนี่ เราก็แบ่งออกเป็นสองพวก พวกตัวดีกับพวกตัวร้าย
เป็นตามที่เรากำหนดให้ อย่างพวกหมาป่านี่ เวลาเราชี้ไปก็ให้เห่าโฮ่ง ไอ้นี่เป็นหมา
เอ้า เอ๋งๆๆๆ เวลาเราให้มันเป็นนี่ มันไม่ค่อยยอมหยุดนะ เราต้องคุมมันให้อยู่...
สนุก... สนุก"
"เออ...
แล้วเวลาเราชี้นะ ไอ้โน่นโฮ่งๆ ไอ้นี่เอ๋งๆ โฮ่งๆ เอ๋งๆ เราชี้เร็วขึ้น เร็วขึ้นนะ
มันจะแข่งกันเลย แล้วเราก็ขึ้นต้นใหม่ เราก็เร่งจังหวะเอา แล้วก็อาจจะมีพวกลิงหรืออะไรด้วย
เราเล่นเสียงเอา"
ไปญี่ปุ่นนี่เขียนหนังสือด้วยมั้ยครับ
"ไม่เขียน
ไม่เขียนอะไรเลย ผมไปญี่ปุ่น คนไม่รู้ว่าผมเขียนบทละคร เอ๊... เอาไว้ตรงไหนนะ
(ลุกไปค้นหาตามกองหนังสือ) เอ๊.... เอาไว้ตรงไหนนะ เป็นเล่มพิมพ์อย่างดีเลย"
"เขียนเองเลย
ละครเวที ละครใหญ่เลยนะ เอามา 4 เล่ม หนนี้ เคยดูมันเล่นที่โน่นนะ แต่ไม่ได้เล่นที่นี่
มันเป็นละครปลุกระดม"
"เขียนไว้นานแล้ว"
เขารวมเล่ม... นี่ยังไม่ได้จัดบ้านเลยนะตั้งแต่กลับมา
ได้แต่โยน โยน แล้วผมก็ออกไปแร่ด ไปโน่นไปนี่"

"ผมก็กลับมาเมื่อสองวันนี่เอง...
โอ... ละครสนุก ละครใหญ่"
กลับมาเร็วกว่ากำหนดหรือเปล่าครับ
"เร็ว...
ที่จริงต้องอยู่ต่อแต่อยู่นานๆ .. ไม่เอา"
ทิ้งเลยใช่ไหมฮะ
บ้าน เวลาไม่มีคนอยู่
"ทิ้งเลย
ทิ้งเลย... มันก็มีพวกนักศึกษามาหุงข้าวกินกัน อะไรตามเรื่องตามราวของมัน
มาตั้งวงกัน.. ละครสนุกถ่ายรูปเอาไว้ด้วย เวลาแสดงก็ถ่ายรูป เป็นเล่มเลย"
(อาจารย์เทพศิริ ยังคงพลิกหาหนังสือเล่มที่ว่า แต่ไม่เจอ)
"อยู่ในห้อง
ไม่ทิ้ง ไม่ทิ้ง (หัวเราะ) มันไม่แล้วใจนะคุณ เริ่มไปขนาดนั้นแล้วมันเลิกไม่ได้หรอก"
ที่ไม่เขียนต่อนี่เพราะ
"เวลา" มันแย่งไปหรือเปล่า
"มันไม่มีฝีมือ
ฝีมือไม่พอ"
"ฝีมือไม่พอ
เออ... ไม่อยากอธิบายมาก คือ... คือมันรอได้ไง ต้องทำให้ได้ ต้องทำจนได้แหละ
และให้มันค้างอยู่งั้นแหละ เพราะเราใช้เวลากับมันมาก เราค้นคว้ามันมาก ที่จริงมันคุ้มไปแล้ว
เราไปตระเวนฟังเค้า เราเรียนเยอะเลยแหละ ในแง่ส่วนตัวเราเรียนเยอะ ทีนี้เราจะเอามาปรุงนี่
เราเขียนไปแล้วมันเป็นเล่าเรื่องไม่ได้หรอกคุณ นิยายมันแค่เล่าเรื่อง มันไม่พอ
ผมเล่าเรื่องมากไปหน่อย ต้องล้างใหม่หมด ทีนี้ผมก็จะทิ้งมันไว้ซักพักนึงก่อน
ผมจะเอาเรื่องพระร่วงที่ผมเคยเล่าให้ฟังมาทำ จะเอาให้เสร็จภายในคืนนี้ เสร็จแล้วผมจะวาดรูป
เขียนเส้นง่ายๆ หรือไม่ก็สีน้ำ สีอะไรนี่ จะเอาขาวดำมาอวด เอ๊... สีก็ไม่ยากเท่าไหร่นี่
เราเขียนมาหมดแล้ว และตอนนี้เราก็ถึงจุดที่เราคลาย เราไม่เกร็งกับมันแล้ว
เขียนรูปนี่มัน... มันมีจุดนึงนะ ถ้าคุณไปเกร็งกับมันนี่นะ มันจะแข็งๆ ถ้าคุณปล่อยๆ
เส้นมันจะทิ้งๆ ขว้างๆ สะบัดๆ แล้วมันจะดูดี"
ตั้งแต่วาดรูปมา
เพิ่งจะคลายหรือครับ
"ที่จริงก็คลายมาก่อนแล้ว
แต่เราทิ้งมันนาน พอจับใหม่มันก็เกร็งไง มันมีเกร็ง สักพักเดียวมันจะเริ่มติด
พอเครื่องมันติดปั๊บนะ มันเบาเลย สบายเลย"
ที่วาดไปก็มีพี่น้องคารามาซอฟ
มีของอุษณา เพลิงธรรม...
"ที่เขียนให้คนอื่นน่ะเหรอ
มันไม่ค่อยดีน่ะ ไม่ดีทั้งสองอัน ทีนี้ผมจะเอาใหม่ คารามาซอฟผมดูจากหนังผมก็เกร็ง
คือรูปให้คนดูนี่ มันต้องเหมือนนิดๆ ผมดูจากหนัง เห็นหน้าคนมันก็เหมือนๆ
พอหน้ามันเหมือน มันเป็นหน้าฝรั่งอายุ 24 หน้ามันแก่น่ะ 26-27 นี่หน้ามันแก่เลย
เอ๊... พอดูพระเอกนะ พระเอกมันควรจะหนุ่มกว่านี้ ปัญหามันอยู่ตรงนั้น เราก็พยายามเขียนให้มันเหมือน
ไม่ต้องไปเกร็งมัน เส้นปล่อยๆ แต่ให้มีอารมณ์บนใบหน้าจะดีกว่า คราวนี้ผมขอเอาใหม่...
เส้นเท่ากัน ขนาดเท่ากัน"

พระร่วงนี่เสร็จปีนี้เหรอครับ
ปี 2532
"ที่จริงมันเสร็จแล้ว
แต่ว่ามัน... มันมีหลายจุด มันเป็นลักษณะเล่าเรื่อง ผมมันติดเล่าเรื่อง
โครงเรื่องนี่ดีหมด ข้อมูลดีมาก ผมคุยกับนักเลงพระเครื่องมาเลย ข้อมูลดีมาก
เสร็จแล้วบางทีเราหวงข้อมูล เอามาใส่หมด การปลอมพระ การต้ม การหลอกกัน
การชิงความเป็นใหญ่ในวงการเซียนพระ คุณจะต้องโค่นไอ้ตัวเซียนให้ได้ ในแต่ละจังหวัดมันมี
เราดูหมด เราศึกษาหมด วิธีขุดในกรุเป็นยังไง โอ๊ย... ข้อมูลดีมาก
คนที่ให้ข้อมูลผมนี่มันเก่งนะ
มันดูแผงพระนะ มันหยิบเลย องค์นี้ 2 หมื่นห้า องค์นี้ 2 หมื่น หยิบเลย
ขอให้มันเห็นเท่านั้นแหละ หยิบเลย เซียน ระดับเซียน พระเครื่องนี่ บางทีคนขายเองยังไม่รู้เลย
คุณไม่รู้วงการพระเป็นยังไง พระอย่างที่คุณพ่อคุณแม่คุณให้มา คุณก็รู้แต่ว่าคุณเคารพ
คุณบูชา แค่นั้น แต่พระในคอคุณน่ะ บางทีคุณนึกว่าใช่ แต่บางทีมันไม่ใช่
แสดงว่าคุณพ่อคุณแม่คุณถูกหลอกมา ถูกเชือดมาแล้ว แต่บางองค์ คุณนึกว่ามันไม่มีค่าอะไร
คุณไปเที่ยว คุณไม่มีค่ารถกลับบ้าน คุณถอดพระแลกค่ารถกลับบ้าน คุณขอแค่ค่ารถกลับบ้านก็พอใจ
นี่ะ คุณเอามาขาย 50 บาท สององค์ได้ร้อยนึงคุณก็เอา คนบางคนมันดูเป็น มันซื้อเอามาขายต่อ
มันหยิบเลย เอาไปขายต่อหมื่นห้า สองหมื่น... แล้วมันก็มีอยู่ว่า คุณอยู่ระดับไหน
เซียนขนาดไหน เซียนเล็ก คุณก็ขายในหมู่อัยการ ขายในหมู่ตำรวจบ้านนอก แต่ถ้าคุณเป็นเซียนใหญ่
ก็ขายพวกกรุงเทพฯ พวกนายทุน นักธุรกิจใหญ่ๆ มันซื้อขายกันเป็นล้านๆ ประเภทนี้นะ
จ่ายเป็นล้านๆ นี่ของธรรมดาเลย ...ข้อมูลผมได้มาเยอะมาก คนเราเวลารู้มากเกินไปนี่
มันเสียดายข้อมูล ทั้งๆ ที่รู้นะ แต่ก็แก้ไขไม่ได้ แก้ไม่ตก (หัวเราะ)
แล้วไอ้โน่นก็จะทำ ไอ้นี่ก็จะทำ"
มันก็คิดได้เรื่อยๆ
ใช่ไหมครับ
"ก็คิดได้เรื่อยๆ
ไม่หมด ไม่มีทางหมดเลย แค่ทำอย่างไอ้เล่มเล็กๆ อย่างพวกนี้น่ะ (หมายถึงหนังสือ
ของเล่นเดินทาง) จะเอาเท่าไหร่ มันก็นึกออกมาได้เรื่อยๆ ไอ้นั่นออก แดดฉายไล้ขึ้นมาอาบใบสีนั่น
ใบนั้นขยับตัว ออกลูกออกดอก ไอ้กิ่งนั้นอยู่ในที่ร่ม มันก็อิจฉากัน มันก็นึกไปของมันเรื่อย
จะเอาเท่าไหร่ก็ได้ แต่การทำหนังสือไม่ใช่ แค่เป็นคนทำนี่นะ มันต้องมีระบบ...
ผมไปญี่ปุ่นนะ (ท่าทางนึกอะไรขึ้นมาได้)
เอาเชือกกาดวัวไป ที่นี้เขามีกาดวัว (ตลาดวัว) แถวสันป่าตอง เชือกเส้นละบาทนี่
ผมก็เอามาขดๆ เข้า เอากระบวยเสียบเอง ลิงมาเกาะ ขายไป 2500 บาทนะ (หัวเราะ)
เอ้า... ขายได้ด้วยนะ นี่ 3000 บาท นี่ 5000 (หยิบภาพถ่ายให้ดู)"
"โตเกียว
คุณตามไปได้นะ ไปเมื่อไหร่ก็ได้"
"ยังไม่รู้เลย
ตอนนี้ขอลุยก่อน ปีนี้คงไปไม่ได้เลย เหลืออีกแค่สองเดือน"

เมื่อเช้าเจออุ๋มอิ๋ม
(วดีลดา เพียงศิริ) เขาชวนไปกาดวัว
"เออ... ไปสิ...
นี่นะ กลับมาเล่าเรื่องขายของที่ญี่ปุ่นอีก มีคนนึงนะ ผมก็เอาด้าย ด้ายที่มันเป็นขดๆ
มันสวยใช่มั้ย ผมก็เอาเชือกมาผูกติดๆ กัน เอาตุ๊กตาไม้เสียบเข้าไป มีคนนึง
มันมาจ้องเลย ไอ้ดูวัวดูควายธรรมดานี่มันก็เฉยๆ ธรรมดาเราขาย 1000 นึง
มันวิ่งไปดูอันนั้นอันนี้... มันเลือกไม่ถูก เราบอกเอาอย่างนี้แล้วกัน
คุณซื้อไปอันนึง ผมจะแถมให้อันนึง เราขายสองพันห้า โอ้โห... มันดีใจมือไม้สั่นไปหมด
สนุก..."
ศุให้ข้อสังเกตหลังจากคุยกันแล้วว่า
อ.เทพศิริ พูดถึงงานศิลปะที่ทำให้มันดูว่าง่ายๆ ไม่เหมือนศิลปินอื่น
"กาดวัวนี่อยู่เลยสันป่าตองไปหน่อยนึงนะ
แล้วถ้าคุณไปเช้าๆ ก็จะดี อย่าไปสาย คุณเดินลึกเข้าไปตลาดทางขวามือ มันเป็นตลาดขายวัวควาย
ตอนสายเขาจะทยอยขึ้นรถบรรทุกเอาไปกิน ไปฆ่า เริ่มทยอยกันออกไปเต็มเลย ทางด้านขวาของตลาดมันจะเป็นที่ขายรถจักรยาน
รถเครื่อง (รถมอเตอร์ไซค์)"
"มี เต็มแน่นเอี๊ยด
แล้วไอ้ตรงวัวควายมันก็ยืนนิ่ง มันจะมีพวกนายหน้านะ มันวิ่งหาคนซื้อ
แล้วมันขายต่อแพงๆ บางทีมันขายต่อหน้าเจ้าของเลย แล้วอีกด้านหนึ่ง มันจะเป็นพวกเครื่องสาน
กระบอก กระบวย ผมไปซื้อมากระบวย 5 บาท บางคนต่อ 4 บาท โอ๊ย... อย่าต่อเล้ย...
ไม่ไหวแล้ว อย่างเชือก มันเป็นเชือกปอธรรมชาติ เส้นละบาทไม่รู้ทำได้ไง
พันเป็นเกลียวๆ เส้นๆ ยาวกว่าแขน มีห่วงมีเหิ่งอะไรพร้อม ไม่รู้ทำได้ไง
ขายได้ไง บาทเดียว อย่างแพงก็สองบาท มันน่ารักน่ะคุณ ไม่ใช่เชือกไนล่อน
บางทีบิดเป็นเกลียว เราซื้อมา 10 บาท เวลาขดมันบิดตัวสวย มาเสียบโน่นเสียบนี่
ขายต่อ สองพัน (หัวเราะ) ทุกอย่าง มีขายหมดแหละ คึกคัก..."
"คุณรู้จักเอ็ดหรือเปล่า
ภิรมย์น่ะ ลูกคุณสมภพ นั่งรออยู่หลายวันแล้ว มันจะทำไอ้นั่น... แสงเสียงที่สุโขทัย
คือเราเคยไปดูไอ้งานแสงเสียง ที่สุโขทัย ไอ้ที่ทำเล่นไฟน่ะ เขาทำเวทียื่นออกมาข้างหลัง
เป็นเสาศิลาแลงสลอนเลย แล้วแต่งไฟเสียง ช้างม้ากระหึ่มมาจากทางนั้น ทางนี้
นางรำก็ฟ้อนกันเพียบ เยิบๆ อยู่เต็มลานนั้นน่ะ แล้วก็มีการสมมุติว่าสุโขทัยล่ม...
เป็นความวิบัติฉิบหาย ล่มสลายอะไรนี่แหละ ก็แต่งเครื่อง แต่งชุด มาชวนผม
ผมก็เอาซี ชอบอยู่แล้ว ไม่โผล่มาซักที นี่ รอมันอยู่"
"เผาเทียนเล่นไฟนี่มันต่างกับลอยกระทงเชียงใหม่นะ
ผมดูทั้งสองสายเลย วิ่งไปดูเชียงใหม่ วิ่งไปดูสุโขทัย เชียงใหม่นี่ ผมเป็นกรรมการตัดสินด้วย"
"ที่สุโขทัย
ถ้าคุณจะเที่ยวให้มันส์นะ คุณต้องขับรถเที่ยวไปตามโรงเรียนก่อน ดูมันแต่งทำกระทงกัน
เป็นความลับนะ นางฟ้านางอะไรนี่ เวลาเข้าไปในงานตอนกลางวัน แดดมันร้อน
เหงื่อนี่ซ่กเลย โอ้โห... เดินกันนะ กลางถนนร้อนๆ คนมันแน่นจนเดินเข้าไปไม่ได้
วิธีเดินเข้าไปให้ได้นะ จะบอกให้ ถ้าคุณถ่ายรูปอยู่นี่นะ คุณถือกล้อง
แล้วแต่งตัวให้ดูเป็นครูหน่อย แล้วคุณเดินตัดขบวนเข้าไปเลย เขาไม่รู้หรอกว่า
คุณเป็นครูหรือเปล่า ผมเคยตามไปเลยนะ เดินเฉยเลย"

ระหว่างเชียงใหม่กับสุโขทัยนี่
เที่ยวที่ไหนครับ
"ผมนะ ไม่ค่อยได้เที่ยวหรอก
และผมเลิกเป็นกรรมการแล้ว ผมเหนื่อย มันไม่สนุก เรื่องทำมีเยอะแยะ สุโขทัยนี่ผมไม่อยากไปแล้ว
ปีนั้นผมไปเพราะผมต้องทำหนังสือ ชีวิตเด็กไทยในหนึ่งวัน ให้เด็กมันงมหอย
ปีนต้นส้ม อะไรนี่ มันเป็นเมืองสวนนี่นะ ที่สุโขทัยนี่ แล้วผมก็เอาเด็กที่เป็นตัวละคร
ถามคำถามมันว่า ไปโรงเรียนทำไง แล้วเลิกเรียนช่วยพ่อแม่ทำอะไร เก็บผลไม้
ไล่ขึ้นต้นส้มคนละกิ่งๆ แล้วมันก็ปลิดส้มลูกใหญ่ๆ โยนให้เพื่อนๆ มันนะ
โยนกันสามคน โยนไปโยนมา รับผิดรับถูก มันหัวเราะกัน มันงมหอยเก่ง งมมาเป็นเข่งๆ
ก็มาต้ม มาอะไรกัน หนึ่งวันเราก็เลือกเวลา ให้มาถ่ายกันช่วงนี้ดีกว่า ช่วงลอยกระทงนี่
ไอ้เด็กคนนั้นก็ทำกระทงไปลอยกับพ่อกับแม่ เราก็เตรียมฉากเตรียมอะไร ให้มันมาถ่ายๆๆ
ถ่ายแค่ 2-3 วัน ได้หนังสือมาเล่มนึง แปลเป็นภาษาเยอรมัน โอ้โห... ตากล้องนี่นะ
ดีใจจนเนื้อสั่นเชียงแหละ เพราะธรรมดามันใช้เวลาเป็นเดือนเลย แต่เราเลือกเวลาให้มัน
แล้วบอกว่าอันนี้ต้องอย่างนี้ อย่างหอยต้องเป็นอย่างนี้ อันไหนที่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยก็บอกไป
เพราะเราเป็นคนท้องถิ่น (อาจารย์เทพศิริเป็นคนสุโขทัย) อีกอย่างที่เราออกไปเอง
เพราะกลัวภาพบ้านเราจะสู้ชาติอื่นเขาไม่ได้ มันมีตั้ง 38 ชาติ
กี่เช้าที่เราตื่น..
กี่คืนที่เราฝัน กี่วันแห่งชีวิต ใครลิขิตใครเขียน?
แต่อ.
เทพศิริ สุขโสภา ก็ได้ผ่านฝัน.. ผ่านเช้า.. ผ่านคืน มาจนกระทั่งคำว่าชีวิต..
มีความหมายตรงกับคำว่า "ศิลปินอิสระ" อย่างสมบูรณ์แล้วในวันนี้...
และ
ยังตื่น.. ยังฝัน.. ยังเป็น อีกนาน..
|