ฉบับที่ 20 ตุลาคม 2531 "เปิดกระป๋อง" อภิธาดาสีหนาท

แม้ว่าผู้เขียนจะไม่เคยเรียนรด. ก็ไม่ใจ แถมตั้งแต่เข้ามหา'ลัย ก็ไม่เคยตื่นทันเคารพธงชาติกับใครเขา จะมีบ้างก็นานๆ ครั้ง ที่บังเอิญฟลุก จับพลัดจับผลูตื่นได้ ทั้งที่ไม่เคยเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศให้เกรียงไกรอย่างปุ๋ย แต่ใครจะมาด่วนสรุปว่า ผู้เขียนไม่รักชาตินั้นอย่าหมาย ด้วยผู้เขียนไปใช้สิทธิเลือกตั้งทุกที เสียภาษีทุกครั้งที่ได้รับค่าเรื่อง เงินแค่นี้มันจิ๊บจ๊อย

ครั้นจะคลายเครียด ก็เลือกที่จะปลื้มกับหนังไทย เพลงไทย หนังสือไทย ไม่มีวันซะหรอกที่จะชอบการ์ตูนอย่างเด็กญี่ นี่แค่เซิร์ปๆ ยังมีอีกเพียบที่แสดงว่า ผู้เขียนไม่ได้รักชาติยิ่งหย่อนกว่าใคร แม้แต่เรื่องที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ ก็มีที่มาใกล้เคียงความรักชาติมากเลย ค่าที่ซี้ปึ้กกับภาษาไทยมาหลายปี ทำให้ได้มีโอกาสเฝ้าดูความเจริญเติบโต เปลี่ยนแปลง และพัฒนาการของภาษาในระดับหนึ่ง นั่น... ใช้คำน่าเชื่อถืออย่างนักวิชาการก็เป็น ไม่ใช่ขี้ไก่ ย้ำ... เฝ้าดูเท่านั้น มิได้มีเจตนาให้ใช้อ้างอิง ทั้งยังเป็นเพียงบางส่วน ที่เจอะเจอด้วยตัวเอง และเพื่อนฝูงที่หนิทหนมเท่านั้น จึงมิบังอาจกล่าววอ้างหลักภาษา อักษรศาสตร์เล่มใดมายืนยันให้เสียสปีชี่ได้

จากการเฝ้าดูพบว่า ภาษามีวิวัฒนาการน่าสนใจ และเปลี่ยนไปในช่วงเวลาสั้น-ยาวต่างกัน ขึ้นอยู่กับมันสมอง ส่วนคิดของผู้พูดในสังคมนั้น จะสามารถสร้างสรรค์คำต่างๆ ออกมาทันความต้องการของตลาดขณะนั้น ของพรรค์นี้ มันอยู่ที่กึ๋น แน่นอน แหล่งผลิตสำคัญต้องเป็นวัยรุ่น อันนี้ชัวร์ จะเป็นเด็กบู เด็กเฮฟไม่ว่า ชอบเหล่หญิง จริงใจ ชอบช็อบตามห้างหรือไม่ ไม่สน เป็นเยาวชนผู้มีบทบาทสำคัญ ในการกำหนดอนาคตของชาติหรือไม่ เราไม่เน้นอยู่แล้น ที่สำคัญ พวกนี้แหละเป็นผู้ให้กำเนิด ยอมรับ และทำลายภาษาเหล่านี้ไปด้วยพร้อมกัน

พูดมาชาติเศษจะบอกว่า กำลังหมายถึง สะ-แลง ภาษาที่มีความหมายโดยนัย เป็นที่เข้าใจเฉพาะกลุ่ม ซึ่งถ้าจะให้เก็ท ควรมีวุฒิภาวะ และสถานภาพทางสังคมไม่ต่างกันนัก ทั้งนี้อาจเป็นเพียงพยางค์ กลุ่มคำ วลี สำนวน หรือประโยคก็ได้ บางครั้งล้มหายตายจากไปในเวลาอันสั้น แก่แล้วแก่เลย เลิกฮิต บางครั้งเกิดแล้วอยู่นานเป็นอมตะก็มี ในที่นี้จะกล่างถึงเฉพาะสะแลงที่เป็นอินเตอร์เท่านั้น ทั้งที่ตายแล้ว และยังอยู่ แต่ที่แน่ๆ ต้องป๊อป (POP) พวกโลโคล (LOCAL) ที่รู้จักเฉพาะราษฎร 2 หมู่บ้านและใกล้เคียง จะไม่เอ่ยถึง เดี๋ยวเด็กผับไม่ใจ จะหาว่าเราไม่เจ๋ง... โดธ่


ว่าด้วยคำวิเศษณ์


พวกนี้ใช้ขยายคำนามหรือกริยาให้เห็นภาพพจน์แจ่มชัดขึ้น เช่น เดิน เดินอย่างไรรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม หรือเดินช้าเป็นเต่าคลาน ผู้หญิง ผู้หญิงเป็นอย่างไร สวย สูง ขาว ยาว หรือต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เคลียร์มั้ยแค่นี้ เอาเป็นว่า กลุ่มนี้มีปริมาณค่อนข้างมากกว่าแบบอื่นๆ แยกตามลักษณะการใช้งานเป็น

1. บอกรูปธรรม

ตามลักษณะที่พบเห็น เป็นความรู้สึกของผู้พูดที่มีต่อสิ่งเดียวกัน ความหมายอาจเหมือนหรือคล้ายกัน แต่คำพูดที่ใช้ ดูห่างไกลกันหลายช่วงตึก ตัวอย่าง

คุณปู่ "แหม.. เด็กคนนี้มัน สำมะคัญ แต่งตัวโก้เทียว"

คุณลุง "แต่งตัวมะกันเชียวนะ"

คุณน้า "หมอนี่ แต่งตัวนิ้งจริงๆ พับผ่า" ('หมอนี่' เป็นสรรพนามบุรุษที่ 3 ใช้แทนผู้ที่เราเอ่ยถึง ไม่จำเป็นต้องเป็นหมอจริงๆ เข้าใจ๋)

คุณน้อง "แต่งตัวเฉียบจริงๆ ...เพ่"

แซมเปิลเบาะๆ แค่ 4 ตัวอย่างก่อน นี่ขนาดยังไม่รวม 'เนี้ยบ เปรี้ยว เปรียว เชย เก๋า' นะ บอกแล้วไม่ใช่เล่นๆ

2. บอกคุณภาพ

คำพูดเหล่านี้ เคยเข้ายึดครองช่องหูของเราท่าน มาในราว 3 ทศวรรษเห็นจะได้ บ้างล้มหายตายจากไปแล้ว บ้างก็ยังมีชีวิตอยู่ เช่น 'ชุ่ย ห่วย กระจอก กิ๊กก๊อก เห่ย เยิน' แต่ถ้าเป็นแง่บวกก็ต้อง 'อย่างดีที่หนึ่ง ยอดเยี่ยม แจ๋ว เจ๋ง เด็ด เฉียบขาด หรือแม้แต่ แน่น ได้เลย... ได้เลย ได้อยู่' และถ้าจะให้เจ๋งสุดจะสรร ต้องพูดเน้นๆ ไปเลยว่า 'ปึ้กก์'

3. บอกจำนวนหรือแสดงปริมาณ

จะเป็นคำที่มีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ มากกว่าที่จะหมายความอย่างที่พูดจริงๆ แต่ก็เป็นอันเข้าใจตรงกัน ทั้งผู้พูดและผู้ฟัง ได้แก่ 'คนอย่างกับหนอนแน่ะ แน่นเป็นปลากระป๋องยัดทะนาน' จะเห็นได้ว่า ในยุคนี้ยังผูกพันกับธรรมชาติค่อนข้างไกล้ชิด ทั้งหนอน ทั้งปลานั่นก็สัตว์ที่เราคุ้นเคย ข้างกระป๋อง กับทะนานก็เป็นภาชนะบรรจุอาหารโปรด ตัวอย่าง หากจะพูดถึงผู้คนเป็นจำนวนมาก ไปรอรับอาภัสรา ก็จะใช้ว่า คนแน่นยังกับหนอน แต่ถ้าเป็นสมัยภรณ์ทิพย์ก็ต้อง "นี่ตัวเอง... วันที่ปุ๋ยมานะ คนมารับกันล้านเจ็ด" นี่ยังไม่รวม เพียบ ปลิ้น ที่กำลังแข่งกันฮิตอีกต่างหาก

4. บอกความรู้สึก

ไม่ว่าจะสมหวัง ผิดหวัง หรือไม่เกี่ยวอะไรกับความหวัง ก็มีพัฒนาการที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

แปลกใหม่ : 'โอ้โฮ... ปกเล่มนี้ฉีก ทิ้งเล่มอื่นบนแผงขาดเลย'

เรื่องเล็กน้อย : 'ขนหน้าแข้งไม่ร่วง' (ควรหมายถึงเพศชายเท่านั้น หากเป็นเพศอื่นคงดูไม่จืดทีเดียว) เรื่องนิดหน่อย จะถูกใช้อย่างฟุ่มเฟือย ก่อนพี่เต๋อหัดเล่นกีตาร์ด้วยซ้ำ พอมาถึงอัสนีเริ่มดัง 'เด็กๆ จิ๊บจ๊อย' ที่ดังมานานก็เริ่มจางหายไป ไมโครเลยต้องใช้คำอื่นแทนอย่าง 'น้ำจิ้ม บ่ยั่น' เป็นต้น

อับอาย : 'ขายหน้า เฉิ่ม เปิ่น ปล่อยไก่ จ๋อย จืด ซีด เสียฟอร์ม' ทั้งหมดนี้ ไม่มีใครปรารถนาจะเป็นผู้แสดงอาการ แต่จะสนุกสนาน สะใจ เมื่อได้ใช้คำเหล่านี้ค่อนขอดผู้อื่น เออหนอมนุษย์ ช่างสนุกกับการเห็นเพื่อน 'หน้าแตก' เสียจริง

บังเอิ๊ญ บังเอิญ : สมัยก่อนเขาใช้ 'บุญหล่นทับ' ต่อมาก็เป็น 'จับพลัดจับผลู' แล้วค่อยมาเป็น 'ฟลุก' แล้วทำเก๋กลับไปใช้ บังเอิญ อีก อย่างนี้ต้องยกความดีให้ เบื๊อก

ล้มเหลว ไม่สำเร็จ : พลาดซะแล้ว 'ปิ๋ว ชวด' 2 คำนี้นิยมใช้เยาะเย้ย นางสาวไทย ที่ไปตกรอบนางงามนานาชาติ หรือนักมวยที่ไปชิงแชมป์ ขนาดพาดหัวข่าวก็มี คงจำกันได้ ยังมี 'ช้วน' อีกคำที่น่าจับตามอง (คำนี้สันนิษฐานว่ามาจากการเล่น 'เลียบตุ่ย') เมื่อนางงามหรือนักมวย ประสบเหตุการณ์ดังกล่าว ก็จะเกิดอาการ 'เบื่อ เซ็งตุ่ย ตูละหน่าย' หรืออะไรเทือกนี้ได้อีก

แสดงความมั่นคง : จำได้เลาๆ ว่า 'แน่นอน' (ควรใช้เสียงมั่นใจ จะได้อารมณ์ขึ้น) ของตายได้รับความนิยมก่อน แล้วตามด้วย 'อยู่แล้น' (แผลงมาจาก 'อยู่แล้ว' พวกนี้ 80% ของอาจารย์สอนภาษาไทย เกลียดนัก) แล้วจึงมาถึง 'ชัวร์ ชัวร์ป๊าบ ป๊าบ' เฉยๆ ตามลำดับ แต่เนื่องจาก 'ชัวร์' เป็นคำที่มาจาก SURE ในภาษาอังกฤษ จึงต้องมีอัตราความเข้มข้นของความหมาย 3 ขั้น จาก ชัวร์ ชัวร์ป๊าบ ป๊าบ ในขั้นธรรมดา ก็เป็น ชัวร์ป๊าบนิ่ม (ขั้นกว่า) แต่ถ้าเมื่อไหร่เป็น ป๊าบนิ่มจ่อย ก็ถือเป็นสุดยอดของความแน่นอนได้เลย (ดูคำว่า GOOD BETTER BEST ประกอบ เพื่อความเข้าใจอย่างถึงกึ๋น/ ผู้เขียน)

5. บอกลักษณะของผู้อื่น

แบ่งกว้างๆ เป็น 2 แบบ

ชื่นชม : พวกนี้จะเป็นการค่อนว่าอย่างเอ็นดู หรือนิยมชมชอบ เช่น 'บ้าบิ่น ห่าม เถื่อน แผลง ขวาง' เหล่านี้ ปริศนา อีสา และนางเอกรุ่นราวคราวเดียวกับหล่อน นิยมใช้ค่อนว่า พระเอกห้าวของคุณเธอ ขณะที่นางเอกขวัญใจวัยรุ่น คลื่นลูกใหม่ (ลูกศร คาร่า ปวีณา จันทร์จิรา) จะใช้ 'ดิบ ติดดิน และวีน' ในความหมายเดียวกัน ขณะที่ บุ๋ม(รัญญา) อาจใช้ว่า 'มันมาก' (ลากเสียงยาวววว) แต่ตอนนี้แว่วๆ ว่าเบื่อแล้ว กำลังเล็งคำเจ็บๆ ใครคิดได้เร็ว เร็วๆ จะได้เป็นเกียรติแต่วงศ์ตระกูล

ตำหนิ หรือเลยเถิดถึงขั้นเหยียดหยาม : กลุ่มนี้จะต่างจากกลุ่มแรก เมื่อปริมาณความวีน เพิ่มขึ้นในกระแสโลหิต จนมิอาจควบคุม สันดานดิบที่ถูกการอบรมซ่อนไว้ ก็จะเผยโฉมออกมา ในรูปนักเลง 'จิ๊กโก๋ กุ๊ย และถ่อย' อีกพวกจะตรงกันข้ามกว่าอีกอย่างสิ้นเชิง ได้แก่ 'หน้าตัวเมีย แหย ตาขาว ปอดแหก' และเมื่อใช้ไปสักพักก็เหลือแค่ 'ปอด' หรือพวกบกพร่องทางสมองอย่าง 'ไม่เต็มเต็ง ไม่เต็มบาท สามสลึง ปัญญาอ่อน ปัญญานิ่ม ขาดหุ้น' ก็มี

เสน่ห์แห่งชาย ความภูมิใจของผู้ถูกค่อนว่า : 'พ่อพวงมาลัย เจ้าชู้ไก่แจ้' เป็นคุณสมบัติพื้นฐาน (บังคับ) ของพวก รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ ในยุคทอง ส่วนหนุ่มสาวมหาวิทยาลัย นิยมใช้คำว่า 'ขี้หลี' เป็นส่วนใหญ่ บางรายได้รับการขนานนามให้เป็น 'พระเอกตามหาความรัก' ก็มี


ว่าด้วยกริยา


เอาของผู้อื่นมา โดยเจ้าของไม่เต็มใจ :

'ลัก ขโมย' เป็นคำที่ใช้มาแต่บรรพชน แล้วคำว่า 'อี้ บี้' ก็เกิดขึ้นพร้อมกับชักชวน 'ซิว สอย' ตามมาติดๆ ล่าสุด 'แฮฟ' ที่ดูๆ ไม่น่าจะมาได้ไกลขนาดนี้เลย พับผ่า

แสดงออกเพื่อหวังผล :

'เต๊ะท่า เต๊ะจุ๊ย แอ๊ก วางท่า วางมาด เบ่ง เก๊ก เว่อ ฉายโชว์' คือลำดับการใช้คำในแต่ละยุค ทั้งนี้ผู้แสดงอาการดังกล่าวมักหวังผล อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เพื่อยืดหญิงที่ตนหมายตาจะ 'เกี้ยว จีบ คั่ว สี พัวพัน ประกบ' ตามแต่ผู้พูดจะอยู่ในวัยใด เอ๊าะ ซิง วัยหวาน อาการจะหนักหนาสาหัสแค่ไหน อุณหภูมิของสถานที่ก็มีส่วนไม่น้อย เช่น 'จีบ' จะเป็นที่แพร่หลายตามซอย ขณะที่ 'คั่ว' เจริญเติบโตได้ดีกว่าในผับ และเธค แต่ที่ไหนที่วัยรุ่นยังนิยมการขี่มอเตอร์ไซค์ยืดหญิง ก็ยังพอใจกับการ 'สี' เป็นต้น

แสดงความเคลื่อนไหว :

พวกนี้จะให้ภาพพจน์ที่ชัดเจนกว่า รวดเร็วเพียงใด ได้แก่ 'โดด แว่บ ซิ่ง เผ่น เต็มสตีม อัดโหด ไฟแลบ หูดับตับไหม้' ตัวอย่าง 'ทุกวิกอัดโหด สมหมายน้อยผิดคิว แว่บ 3 กองไม่ไหว ขอซิ่ง อ๊ะยังไง (สำนวนอินไซด์)' ส่วนคำที่ส่อถึงความเชื่องช้า ก็ยังคงใช้ 'หวานเย็น เต่าคลาน และเรือเกลือ' ต่อไปอย่างไม่ยี่หระ ราวกับว่าการพัฒนาคำก็ช้าไปด้วย


ว่าด้วยอาการ

'ต่อยหอย ฝอย โม้ โว โอ่ ขี้คุย เมาท์ เผา' เป็นที่สนุกปากก่อนมีอาการ 'งอมพระราม สาหัสสากรรจ์ คางเหลือง ม่อยกระรอก ม่องกระแต ดับ หงิก จบเห่ ตาย เดทสะมอเร่ เพราะเจอโจทก์ หรือโดนเล่น (เอาจริง)' พวกนี้มีไม่มากประเภทนัก แต่ปริมาณกลับทบทวี หากผู้แสดงอาการเหล่านี้ ไม่มีอันเป็นไปก่อนเวลาอันควร เชื่อว่าโลกนี้คงเต็มไปด้วยคำเหล่านี้แหงๆ

อุ๊ย ว้าย

มาถึงคำอุทานแล้ว เป็นตายร้ายดีใช้คำเดียวกันได้หมด 'อุ๊ยตายว้ายกรี๊ด ตาเถรตกกระได ยายชีตกใต้ถุน คุณพระช่วย แม่หก ...หล่น แหก' คำนี้ระบาดในช่องปากอย่างรวดเร็ว ในหมู่ศิลปินหญิงชั้นแนวหน้า และพวกแอบจิต คำพูดกลุ่มนี้มีน้อย แต่ก็แบ่งงานกันทำทั่วถึง ไม่ปรากฏว่ามีคำไหนถูกลืม

ว่าด้วยสำนวนบอกขนาด

ก่อนนีล อาร์มสตรอง จะนำอพอลโล 11 เหยียบพื้นดวงจันทร์เล็กน้อย ประเทศไทยจะใช้คำว่า 'SHAPE ใหญ่' ทับศัพท์ เมื่อหมายถึงขนาดสะโพก 36 นิ้วขึ้น แทนคำว่า 'สุดเสียงสังข์' แล้วกลายเป็น 'บะละฮึ่ม มั่กกั้ก บานตะไท มโหฬาร' ส่วน 'อะไรจะขนาดนั้น' เป็นคำบอกขนาดด้วยเหมือนกัน แต่มุ่งขัดคอมากกว่า... กันเวอร์

ว่าด้วยมุขล้ำลึก สามวันสำนึก


ต้องให้เวลาและใช้ความสามารถทางสมอง ตริตรองอย่างค่อนข้างตั้งใจ จึงสามารถขบคิดปริศนานั้นแตก บางรายต้องใช้เวลากว่า 3 วันกว่าจะรู้สึก อ๋อ... ตลก อุ๊ยโดนด่า บางรายก็ไม่ต้อง เพราะเป็นคนเข้าใจง่ายแต่กำเนิด วันนี้ขอแพลงให้ดูพอเป็นกระสายก่อน

คนนี้แต่งตัวน่ารักเหมือนจักรยานเฟสสัน (น่าถีบ)

ไอ้หนุ่มนี่ดื่มเอ็ม. 100 นี่นา (เป็นคนทำงาน ไม่สำมะเลเทเมา)

ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง ช่าไม่จอห์นสันอยู่แล้ว (ไม่แคร์ (CARE)) ซึ่งพัฒนาเป็น ไม่แอ๊บซอร์บบา ในปัจจุบัน และคงพัฒนาต่อไป เป็นแป้งยี่ห้อต่างๆ ที่เรียงหน้ากันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ผู้นิยมใช้คำพูดประเภทนี้ มักเป็นพวกชอบดูโฆษณา ชนิดเข้มข้นในสายเลือด

บุญชูกับอะตอม เบรกกันไปเบรกกันมาตลอดเวลา หลังการสนทนา ผู้เห็นเหตุการณ์จะพูดว่า "ดูสิ... คอขาวไปด้วยกันทังคู่เลย" (ขัดคอกันจนคอขาว)

ศิลปินเพื่อชีวิต มักเกาเหลา (ไม่กินเส้น) กับเสื้อผ้าบูติก


ว่าด้วยเบ็ดเตล็ด

พวกนี้จัดให้พวกเกร็ดย่อยฝอยกระจาย ที่ไม่อาจอยู่ในประเภทดังกล่าวข้างต้น จะได้อยู่เป็นที่เป็นทาง มีทั้งแบบได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆ เช่น ตอนสุธี เริ่มเป็นตำรวจนั้น ถือเป็นคลื่นลูกใหม่ไฟแรงทีเดียว รวมทั้ง 'โจทก์ คู่ปรับ แซว ป่วน สุดฤทธิ์สุดเดชเช็ดเลย เริ่ดมาก (แผลงมาจาก 'เลิศมาก') หรือบางคำที่แทบไม่อยากเชื่อว่า วิวัฒนาการมาไกลถึงเพียงนี้ ตัวอย่างสุดท้าย 'เกือก' มาเป็น 'คีบตีน' มาเป็น 'รองเท้า' 'ชู้' มาเป็น 'ชิ้น' มาเป็น 'แฟน' มาเป็น 'เด็ก' ล่าสุดก็ 'หวานใจ' ขณะที่ความหมายใหม่ของ 'ชู้ ชิ้น' ได้เปลี่ยนไปไกลโข

 

ครูวิไลให้มา


'สะแลง' เป็นกลุ่มคำ สำนวน ที่มีคำจำกัดความไม่แน่นอนนัก ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เคยเรียกคำพวกนี้ว่าอะไร ทำไมต้องใช้คำต่างประเทศ เข้ามาเป็นชื่อเรียกกลุ่มคำเหล่านี้ ไม่รู้ก็บอกไม่รู้ จริงใจอยู่แล้ว โธ่.. เราไม่หลอกนายหรอก เพราะเรากับนายเป็นเพื่อนกัน ใช่มั้ย... ใช่มั้ยยยยยยยยยยย

สะแลงกับภาษาอังกฤษที่มาฮิตในไทย

สะแลง (SLANG) ให้อ่านว่า ซแล็ง ถ้อยคำที่ใช้กันทั่วไป แต่ไม่ต้องตามหลักภาษา คำตลาด ถ้อยคำที่ใช้กันเข้าใจ เฉพาะชนหมู่ใดหมู่หนึ่ง

'เซอร์' มาจากคำว่า เซอร์เรียลลิสม์ (SURREALISM) ที่แปลว่า เหนือจริง แต่เมื่อมาใช้เป็นสะแลง ให้หมายถึง คนที่มีความเชื่อมั่นล้นเปี่ยม ไม่ค่อยแคร์สังคม อยากทำอะไรก็ทำ เช่น สปันนี่เซอร์มากนะเธอ หรือ "สุธีฯ ของพี่จิกนี่เซอร์จริงๆ" แต่กลับน่าจะหมายถึง บ้าไปเลย คาดไม่ถึง

เวิร์ก (WORK) เก็ท (GET) สำเร็จมั้ย เห็นด้วยมั้ย ได้ผลมั้ย ตัวอย่าง สมหมายน้อยบูติก ที่เปิดใหม่ เวิร์กมั้ยช่วงนี้

เป็นวินด์ (WIND) เป็นลม อาการเป็นลมนั่นเอง

โอเค (O.K.) ตกลง ยอมรับ เห็นด้วย แผลงเป็น โอเช ไปแล้ว


^ กลับด้านบน ^




เคยมีรักอย่างนี้บ้างไหม
รักไกลไกลรักมั่นหมั่นคิดถึง
แม้ไม่เคยสบตากันซาบซึ้ง
แต่ก็ยังหน้าด้านคิดถึงอยู่ร่ำไป
บางทีเธออาจไม่รู้ว่าโดนรัก
ก็ฉันมักซ่อนเร้นทำเป็นไก๋
ทำท่าทีกับเธอเหมือนไม่ใส่ใจ
แล้วรู้ไหมใครหาเห็นให้จนเหน็บกิน

ญดาศจี