แปลและเรียบเรียงจาก
Scarecrows Sentinel of the Field
ของ Avon Neal and Ann Parker
  ฉบับที่ 26 เมษายน 2532 "เรื่องแปล" แม่สาวหัวนอก


นับตั้งแต่ทวดของทวด นับขึ้นไปไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น จนท่านเหล่านั้นไปตั้งชมรมผู้สูงอายุอยู่บนสวรรค์ จนสุดจะนับจำนวนได้แล้ว มาจนกระทั่งทุกวันนี้ ก็นับว่านานโข ที่มนุษย์เรารู้จักทำการเกษตรกรรมเพื่อยังชีพ


และนานเท่าไหร่แล้วก็ไม่ทราบเช่นกัน ที่ผลผลิตเพื่อยังชีพของมนุษย์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพืชหรือผลไม้ ได้มีนกน้อยทั้งน่ารัก และไม่น่ารัก มาร่วมกิน ร่วมใช้ยังชีพด้วยอย่างหน้าตาเฉย ถ้าตัวสองตัวก็คงพอทำเนา แต่เมื่อมาเป็นฝูงๆ โดยขาดความเกรงใจ ก็คงจะต้องปรามๆ กันบ้าง

ลำพังพลิกดินปลูกพืช ทำนาทำไร่ก็พอแรงอยู่แล้ว ถ้าเกษตรกรจะต้องมีกิจวัตรประจำวัน ในอันที่จะต้องไปวิ่งไล่ตี เหล่านกที่มากินเมล็ดพืช และคอยตะโกน "ชู่... ไปให้พ้น... ชู่" อยู่ตลอดทั้งวันคงจะไม่สนุกนัก ยิ่งถ้าใครมีนาหลายๆ ไร่ละก็ อาจจะเหนื่อยตายเสียก่อนที่จะเห็นผลผลิต

ดังนั้น นานเท่าที่มนุษย์รู้จักการเกษตรกรรม นานเท่าที่มนุษย์รู้ว่า ศัตรูสำคัญชนิดหนึ่งในท้องทุ่ง คือนก และนานเท่าที่ตระหนักว่า เจ้านกกาเหล่านั้นมันยังฉลาดน้อย และถูกหลอกง่าย มนุษย์จึงรู้จักการสร้าง "ตัวสำรอง" มาช่วยดูแลท้องทุ่งแทนตน

เมื่อเรานึกภาพทุ่งนาที่มีรวงข้าวอ้วนๆ เหลืองอร่าม ไร่ข้าวโพดเมล็ดสวย สวนผักสีเขียวสด รวมทั้งสวนผลไม้ที่มีลูกระย้าย้อยได้แล้ว เราก็ควรจะเพิ่มความโดดเด่น ของหุ่นฟาง ที่ยืนโงนเงนกางแขน ราวจะกั้นไม่ให้ใครบุกรุกเข้าได้ซึ่งๆ หน้า เข้าไปได้อีก

หุ่นไล่กา กำเนิดครั้งแรกในทุ่งของนายอะไรไม่ปรากฏชื่อ แต่แทบทุกประเทศ ในทุกๆ ส่วนของโลก ดูจะรู้จักการทำหุ่นไล่กา มานานพอๆ กัน ชาวนาในประเทศญี่ปุ่น สร้างหุ่นคอยดูแลธัญพืชมานานหลายศตวรรษ ในสมัยกรีกโบราณ ก็มีบันทึกว่า มีการทำหุ่นรูปเทพเจ้าไพราปุส หรือพิราปุส (Pirapus) ซึ่งเป็นเทพเจ้าคุ้มครองเกษตรกร ให้เป็นหุ่นไล่นกกระจอก ในสวนเชอรี่ แตงโม และองุ่น

และในอเมริกา ก่อนที่จะมีอเมริกาขึ้นในโลก (เอ๊ะ... ยังไง) คือก่อนที่โคลัมบัสจะค้นพบนั่นยังไง พวกอินเดียนก็รู้จักสร้างหุ่นไล่กา ขึ้นในไร่ข้าวโพดของเขากันแล้ว เรียกว่าหุ่นไล่กานี่เกิดก่อนอเมริกาก็ว่าได้


จนปัจจุบัน นาย (หรือนาง) หุ่นไล่กา ก็ยังส่งลูกหลาน ออกไปทำมาหากินอย่างกว้างขวาง ในหลายๆ ประเทศ ที่ยังมีความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมแบบชนบท หลักการสร้างหุ่นไล่กาง่ายๆ ก็คือ เอาท่อนไม้สองท่อนมามัดขวาง เป็นกากบาดหรือคล้ายไม้กางเขน แล้วก็จัดแจง แต่งองค์ทรงเครื่อง ให้ดูเหมือนคน ด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ แล้วก็ใช้ถุงผ้ากระสอบ หรือถุงเท้ายัดฟาง จนป่องเป็นหัวหุ่น

คุณลุงชาวสวนท่าทางฉลาดเฉลียว แถมอารมณ์ดีคนหนึ่งของเกาะอังกฤษบอกว่า

"ยิ่งสามารถทำหุ่นให้เหมือนคนจริงๆ มากเท่าไหร่ละก็ อีหนูเอ๊ย... อีกาแตกกระเจิงเลย ลุงจะบอกให้" แกยิ้มแฉ่ง

การทำหุ่นไล่กาแต่ละครั้ง เหมือนจะเป็นการชุมนุมครอบครัวเลยทีเดียว เด็กๆ จะสนุกสนานกับการช่วยพ่อแม่ สร้างตุ๊กตาตัวโตเพื่อเป็นเพื่อนร่วมทุ่ง ชาวนาหลายคน เป็นศิลปินโดยธรรมชาติ สัมผัสอันหลักแหลมจากชีวิตของเขา ผสานกับสายตาที่มองความเป็นจริง และจินตนาการที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ได้ให้กำเนิดท่อนไม้และมัดฟาง ที่ดูมีชีวิตจิตใจขึ้นกลางท้องทุ่ง

ทุกวันนี้ ถึงแม้เจ้านกการุ่นใหม่จะพัฒนาความคิดขึ้น โดยที่รู้จักมองว่า เจ้าหุ่นฟางนั้น จริงๆ แล้วก็เอาแต่ยืนแกว่งไกวแขนเสื้ออยู่กลางทุ่ง ไปอย่างนั้นเอง ไม่เห็นจะไล่นกไล่กาอย่างเราตรงไหน ขนาดบินลงไปเกาะไหล่ ก็ยังทำเฉยแล้วก็ตาม แต่เจ้ายามที่น่ารักน่าเกรงขาม และซื่อสัตย์ต่อหน้าที่อย่างยิ่งยวดเหล่านั้น ก็ดูมีคุณค่า จนน่าจะเก็บรักษาไว้ เป็นตัวอย่างของศิลปะในยุคเริ่มแรกเสียจริงๆ



^ กลับด้านบน ^




ฟังนะ... คนดี
โลกกลมใบนี้...
มีเพียงสิ่งไม่แน่นอน
มีเพียงสิ่งลวงหลอน
โลกกลมๆ ใบนี้
ไม่มีสิ่งใดยืนยง
ฉันยังคงเป็นฉัน
เธอยังคงเป็นเธอ
เสมอเหมือนเช่นเคย
ยายหมูอ้วน...

ปี๊ก ห้า ห้า ฮ่า ฮ่า