![]() |
|
|
ฉบับนี้เป็นฉบับที่ 3 แล้วที่ผมเขียนเรื่องไปอเมริกา และก็คงจะเป็นฉบับสุดท้ายแล้วที่จะเขียนเรื่องนี้ แต่ก็ขอบอกเอาไว้เลยว่า เขียนฉบับนี้ด้วยอารมณ์สดใสพิกล เพราะคุณภรณ์ทิพย์นางงามจักรวาลของเรา และของโลก แกบินจากแอล.เอ. มาอยู่ในเมืองไทยนี้แล้วจริงๆ ให้ตายสิพับผ่า
อย่างที่บอกไว้ในฉบับก่อนว่าฉบับนี้จะเขียนถึงเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งก็เป็นๆ อยู่ๆ ยังไง ก็ชักลืมเลือนไปบ้างเหมือนกัน อย่างฉบับที่แล้วที่ผมเบลอ จนเขียนว่าได้ไปชมกิจการของ TBS นั้น ความจริงก็คือ NBC ปรากฏว่ามีตัวถูกอยู่ตัวเดียวตรงกลาง คือตัว B ขออภัยไว้ด้วย ต้องบอกกันก่อนว่า การมองชีวิตความเป็นอยู่ที่จะเล่าให้ฟังนี้ เป็นการมองแบบเห็นแค่ 15 วัน เพราะฉะนั้นอย่าถือเป็นข้อสรุป เป็นข้อวินิจฉัย ตลอดจนเป็นข้อมูลอ้างอิงใดๆ อันจะทำให้อาจารย์หัวเราะกลิ้ง เมื่ออ่านในเชิงอรรถพบว่า อ้างอิงมาจากบทความของนายปินดา และอาจยังผลให้รายงานของผู้เขียนมีคะแนนต่ำสุดได้ อย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกคือ คนอเมริกันไม่ได้ไร้น้ำใจไมตรีเหมือนอย่างที่เคยรู้สึกและได้ยินมา ว่าคนตะวันตกตัวใครตัวมัน ผมพบว่าส่วนใหญ่ทีเดียว ที่เราได้พบพาน มีอัธยาศัยอันดี ยิ้มต้อนรับและมีมารยาท ผู้สันทัดกรณีบอกว่า จริงๆ แล้ว คนยุโรปเสียอีกที่ดูจะไร้ไมตรียิ่งกว่า โดยเฉพาะคนเยอรมันและอิตาลี มีอีตาฝรั่งคนหนึ่งเป็นระดับหัวหน้าของสตูดิโอ แกเคยมาอยู่เมืองไทย 2 ปี เคยทำงานที่ช่อง 9 อสมท. ด้วย แกเลยคุ้นเคยชินกับคนไทยพอสมควร วันที่แกมาพบกับทีมเรา แกใส่ชุดซาฟารีสีเทาที่ติดมาจากเมืองไทย แถมห้อยพระเครื่ององค์เบ้อเริ่ม และร่วมทานอาหารไทยกับเราโดยไม่ขัดเขิน ลงอย่างนี้ คนไทยไหนๆ ก็ต้องปลื้ม และก็เลยรู้สึกญาติดี๊... ญาติดีกับแกจังเลย
หรืออาจจะเป็นด้วยแอล.เอ. มีคนไทยอยู่มากพอควร จนพวกฝรั่งเข้าใจและปรับตัวตามได้ไม่ยากก็ได้ คนไทยสำหรับในแอล.เอ. แล้ว เป็นของธรรมดามาก มีอยู่ประมาณแสนกว่าคน จนส่วนบริการของสนามบินที่เป็นช่วงของผู้โดยสารตะวันออก จะมีคนบริการที่เป็นฝรั่ง แต่พูดตะวันออกบริการด้วย ตอนขากลับเมื่อรถไปเทียบท่าของสนามบิน เราได้ชายนิโกรร่างใหญ่วัยสัก 40 ปี มาเป็นบริกรเข็นกระเป๋าให้ ซึ่งพี่แกฟังไทยได้ พูดไทยได้เฉยเลย แต่ลูกเล่นแกดีตรงที่แกไม่แสดงออกแต่แรกได้ เราก็พูดไทยกันพาดพิงไปถึงอีตานี่กันสนุก
เท่านั้นแหละมันก็จัดการนับให้ดูเลยว่า หนึ่ง-สอง-สาม-สี่ เป็นภาษาไทยชัดเจนจนเราสะดุ้งโหยง แล้วเอื้อนเอ่ยหน้าตายว่า
แหมดีจริงๆ เลยที่ไม่ได้พูดจาอะไรรุนแรงออกไปตอนแรก ไม่งั้นมันอาจจะด่ากลับให้ก็ได้ ครั้นได้โอกาสเลยไปเลียบๆ เคียงๆ คุยกับมันด้วยอยากรู้ความเป็นมาอยู่เหมือนกัน ได้ความว่าเคยเป็นทหารอากาศ มาประจำหน่วยที่อู่ตะเภา สมัยที่สงครามเวียดนามยังกรุ่นอยู่ อยู่เมืองไทยประมาณ 2 ปี แล้วก็กลับ ถามว่ามีเมียคนไทยที่ฝันไหม มันพูดว่ามีที่รักอยู่คนหนึ่ง แล้วก็บอกว่าชอบอาหารไทย ซึ่งอันนี้พออนุโลมได้ว่า ถ้าลงว่าอยู่ 2 ปีแล้ว หากไม่ชอบก็คงอดตายไปนานแล้วเหมือนกัน สรุปได้ว่าเรื่องคน ของที่แอล.เอ.นี้ ผมพอใจมากทีเดียว ผิดกับคนที่ซานฟรานซิสโกที่ผมได้ไปค้างอยู่ 2 คืน มันดูไม่ค่อยเป็นมิตร และน่ากลัวกระไรอยู่ แถมเกย์เยอะอีกต่างหาก
คนอีกเมืองหนึ่งที่ผมได้ไปพบเห็นมาคือ ชาวเม็กซิโก แต่ไม่ใช่เมืองหลวงนะครับ เป็นเมืองท่องเที่ยวที่อยู่ติดกับชายแดนสหรัฐ จากพรมแดนที่มีด่านตรวจคนเข้าเมืองแบบด่านทางด่วนของเราเท่านั้น ตรวจเช็กพาสปอร์ตก็เข้าไปได้ จากจุดนี้ขับรถไปราว 4 ชั่วโมง ก็ถึงเมืองที่ว่านี้ ตอนเราไปถึงเป็นเวลาทุ่มกว่าแล้ว บ้านเมืองดูทึมๆ รกๆ น่ากลัว เหมือนเป็นบ้านนอกเมืองเราแต่ด้อยพัฒนากว่า ซ้ำผู้คนยังมีท่าทีไม่ค่อยเป็นมิตรอยู่ด้วย คือพวกเม็กซิโกนี่มันจะคมเข้มอยู่แล้ว พอหน้าเฉยๆ ก็เลยดูบึ้งตึงไปนั่นเลย ยิ่งได้ทราบเรื่องราวความหายนะทางเศรษฐกิจของเม็กซิโก จนค่าเงินตกฮวบฮาบแล้ว ยิ่งรู้สึกว่าพวกนี้คงระทมทุกข์น่าดู ยิ่งเวลาเราผ่านไปทางไหน พวกมันก็จะมองมาด้วยสายตาคล้ายๆ อิจฉาพิกล หรือคิดมากไปเองก็ไม่รู้ ค่าเงินที่นี่ตกต่ำมาก จนค่าอาหารมื้อเย็นของวันนั้น คิดเป็นหลักหมื่นทีเดียว เราเลยทิปเป็นหลักพันให้เขา แหมดูเศรษฐียังไงไม่รู้แฮะ ทั้งที่อยู่เมืองไทย ทิป 10 บาทนี่มากสุดแล้ว ถึงกระนั้นก็... นานๆ ครั้ง เราตกอยู่ในความรู้สึกไม่ดี หดหู่ มาจนกระทั่งออกจากร้านอาหาร และพอเคลื่อนรถมาได้หน่อยก็รู้สึกว่า มีอะไรติดอยู่ใต้ท้องรถ พอเราจอดดูก็เห็นเป็นถุงพลาสติกใบไม่โตนักติดอยู่ ยังไม่ทันที่เราจะเอื้อมไปเอาออก หนุ่มเม็กซิโกที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ที่อยู่ในโรงสนุ้ก ก็ตรงปรี่มาก้มหยิบออกให้ ซ้ำตบท้ายด้วยรอยยิ้มเฉิดฉายคล้ายจะปลอบใจแขกเมืองอย่างเราว่า ไม่เป็นไร เรียบร้อยแล้วครับ แล้วก็เดินจากไป จนเรารู้สึกว่า บรรยากาศมันสว่างไสวขึ้นมามากทีเดียว จากนั้นเราก็พบว่า ในอีกมุมหนึ่งของเมืองนั้น เป็นแหล่งเที่ยวยามกลางคืนที่เราจะได้พบใบหน้าสดใส ดวงตาเป็นประกาย และทีท่ารักสนุก อย่างคนเม็กซิกัน จะเป็นอยู่ที่นั่นมากมาย เราไปเที่ยวเธกของเค้าที่ไม่ได้ดีเด่อะไร แต่เป็นกันเองมากจริงๆ ทุกคนเข้าไปเพื่อสนุกที่นั่น ประกอบกับได้ดนตรีอย่างละตินอเมริกันเข้าไปแล้ว ยิ่งมันส์... ใหญ่
พอตอนเช้า แสงแดดที่สดใส ชุบเอาเมืองนี้ จากสีดำเป็นสีขาวเลยทีเดียว บ้านเมืองตอนกลางวันดูน่ารักเป็นกันเองชีวิตชีวาขึ้นมาก ร้านรวงก็เปิดขายกันสนุก ผู้คนก็เดินยิ้มแย้มไปมา มีเด็กมาวิ่งเล่นและขอเงินด้วยการขัดรองเท้าแลกเปลี่ยน ดูมันเป็นชีวิตดี ที่นี่มีของพื้นเมืองที่ถูกใจ คือพรมถักที่สวยจับใจ และราคาก็แพงจับใจไปด้วย ทั้งลวดลายและสีสันมันดูดีไปหมด เฮ้... แค่พรมสักผืนก็ยังไม่มีปัญญาซื้อ อย่าว่าแต่ที่ดินสักแปลงเล็กๆ เล้ย....
เราแวะอีกเมืองหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนักตอนขากลับ ที่นั่นมีตลาดพื้นเมืองขนาดใหญ่ไว้รับคนต่างชาติ แต่ที่เราชอบใจกลับไม่ใช่ของ แต่เป็นพิธีการกรอกเหล้าต้อนรับแขก เขาจะจับแขกต่างเมือง (คงจะเล่นเฉพาะกับผู้หญิง เท่าที่เห็นเขาไม่เล่นกับผู้ชายเลย) เขาจะมีผ้าขนหนูผืนหนึ่ง จะคลุมตรงบริเวณคอ แล้วจับเหยื่อแหงนหน้า อ้าปากพร้อมกับเทเหล้า 2 ขวด กรอกปาก จนกว่าเหยื่อจะสำลักค่อยหยุด แล้วจึงเอาผ้าขนหนูนั้นคลุมหัวแล้วปั่น เรียกว่าไม่มึนงานนี้จะไปมึนงานไหน เรียกว่าภาพพจน์ของชาวเม็กซิกันกับเราแล้ว ดูน่ารักดีเหมือนกัน ขี้เล่นเป็นกันเองคล้ายๆ คนไทย แล้วก็ซื่อสัตย์ดีเสียด้วย เมื่อเราลืมเงินทอนจำนวน 47 เหรียญไว้ พอกลับมาเอาก็ยังได้รับคืน
แต่ที่คล้ายคนไทยอีกอย่างก็เห็นจะเป็นตำรวจที่เผอิญเราเลี้ยวรถผิดเข้า ตำรวจเลยเรียก ซึ่งจริงๆ ต้องเสียค่าปรับถึง 100 เหรียญ แต่ด้วยเทคนิคของคนต่างชาติอย่างเรา และลักษณะงุบๆ งิบๆ ของตำรวจเม็กซิกัน เราเลยจ่ายแค่ 40 เหรียญ ไม่รู้จะดีใจหรือปลงตกดี ฉบับนี้เลยไม่ได้เขียนถึงอย่างอื่นเลยนอกจากเรื่องผู้คน ยังมีเรื่องอย่างอื่นจะเล่าให้ฟังอีก ไว้ฉบับหน้าแล้วกัน ตอนนี้ขอเป็นโรคภรณ์ทิพย์ฟีเวอร์ไปพลางๆ ก่อนแล้วกัน |
|