ฉบับที่ 37 เมษายน 2533 "เที่ยวละไม" ต้องน้อย ศิษย์สะดือ

เธอ... อาจจะไม่บริสุทธิ์สำหรับใครหลายๆ คน แต่สำหรับผม ยอมรับกันอย่างเชื่องๆ เลยว่า เป็นครั้งแรกที่ได้มาสัมผัสกับ เธอ... เชียงใหม่ กุมภาพันธ์ 2533

ไปดี ไม่ไปดี หรือไปฟรีดี

ไปดี เพราะสัญญากับเพื่อนรักคนหนึ่งไว้ว่า ผมเป็นเป็นม้าให้เขาขี่คอวนรอบโบสถ์วัดถ้ำอุโมงค์ 3 รอบ ส่งเข้าไปศึกษารสพระธรรม

ไม่ไปดี เพราะมันปลายเดือน (เหตุผลสั้นดี)

ไปฟรี เพราะเผอิญทางรถไฟดนตรี จะขึ้นไปถ่ายมิวสิควิดีโอเพลง ของฝากจากภูเขา ให้กลุ่มไทละเมอ ที่เชียงใหม่พอดี กอปรกับ (สำบัดสำนวน) รถตู้ที่เช่ามาก็คันใหญ่ จึงไม่น่าเกลียดเลยที่คนตัวเล็กๆ อย่างผม จะขอเบียดไปด้วยอีกคน

โอ้ว่าผลบุญ

เรามาถึงเชียงใหม่เช้าเกินกว่าพนักงานโรงแรมจะมาเปิดเครื่องทำน้ำร้อนทัน น้ำอาบของผมเช้านั้น จึงแทบจะเป็นวุ้นเลยทีเดียว แต่มันก็ไม่สำคัญอะไรมากมายไปกว่า ผมได้รับอนุญาตให้ติดตามไปดูเขาถ่ายมิวสิควิดีโอกันอย่างใกล้ชิด ชนิดจมูกติดกล้อง ซึ่งนั่นหมายความว่า ชีวิตผมในเชียงใหม่ จะสุขสบายกายหูตาจมูกที่กิน... ฟรี ที่พักก็ ... ฟรี แถมยังเที่ยวฟรีอีก มันน่าอิจฉาตาร้อนจริงๆ

โอ้ว่าเพราะจิตกุศลที่จะมาบวชเพื่อนวันมะรืนนี้เป็นแน่ ผลบุญจึงตามมา ทันใจดีจัง (รำพึงเสียงก้อง)

ผมรีบตื่นจากภวังค์ (ไม่รู้ทำไมต้องภวังค์) แต่งตัวลงมาคอยที่รถก่อนใครๆ เพราะจุดหมายแรกที่จะไปถ่ายกันวันนี้คือ...

ห้วยน้ำดัง

ดินแดนเชื่อมต่อระหว่างเชียงใหม่กับแม่ฮ่องสอน พี่กระถิน คนขับรถตู้ของรถไฟดนตรี ขับโชว์เลี้ยวโค้งหักศอกแค่สิบกว่าเลี้ยวเท่านั้น พี่ติ๊กช่างแต่งหน้า ถึงกับยอมสละหมูทอดโปะไข่ดาว อาหารมื้อเช้าที่กระเพาะยังย่อยไม่เสร็จ ลงหุบเหวเบื้องล่างเป็นระยะๆ อย่างไม่เสียดาย

เราหยุดเปลี่ยนรถ เพราะถนนเปลี่ยนไป รถกระบะ 3 คัน กับระยะทางกว่า 5 กิโลบนถนนดินนุ่มๆ เส้นทางลงเขาคดเคี้ยวไปมาน่าเอ็นดู โดยหารู้ไม่ว่ามันจะเป็น... โรงเรียนห้วยน้ำดัง หมู่บ้านชาวเขาเผ่าลีซอ กลิ่นอุ่นต้นไม้ ไอเย็นจากหุบเขา และเสียงน้ำไหล

"นี่แหละ ห้วยน้ำดังล่ะ" พี่กระถินคนขับรถตู้ แต่ไม่ได้ขับรถกระบะ กอดอกยักคิ้วตอบอยู่ข้างๆ


เด็กหน้ากลมผมม้า ชอบร้องเพลง

1...2...3... แอ็คชั่น

ผมแอบขโมยสตอรี่บอร์ดมิวสิควิดีโอเพลงนี้มาดู จึงพอรู้เรื่องงูๆ ปลาๆ ว่า เขาสมมุติให้ ไทละเมอทั้งสามคน เป็นครูอาสา ฝึกสอนชาวเขา ที่ครบกำหนดจะเดินทางกลับ ระหว่างทางจะมีการมอบดอกไม้ สัญลักษณ์ของฝากจากภูเขาให้ เป็นการตอบแทนน้ำใจ เริ่มตั้งแต่คนขับรถผู้ใจดี คุณจราจร กับคุณบุรุษไปรษณีย์ผู้ยิ้มแย้ม และการแลกดอกไม้กำใหญ่ กับของเล่นคุณยาย ที่ยืนขายหน้าปากซอย เป็นฉากซึ้งๆ ฉากสุดท้ายของบทเพลง นักแสดง ตากล้อง ทีมงาน.... พร้อม และที่สำคัญ ก้อนเมฆก้อนดำข้างบน ก็พร้อม พอผู้กำกับสั่งแอ็คชั่นเท่านั้น น้ำฝนล้วนๆ ก็ร่วงแหมะมาอย่างเป็นจังหวะเพลงลีซอทันที เบา... หนัก... หยุด.... แดด... เบา... หนัก... หยุด....

"น้องร้องเพลงพื้นเมืองแถวนี้เป็นมั้ย" ผมถามเด็กลีซอ 2 คนเป็นการฆ่าเวลาช่วงรอฝน

แม่หนูส่ายหัวไม่ยอมตอบ จนต้องเอา เป๊ปซี่ น้ำ กับน้ำแข็งมาล่อ

"มี... เพลง ซาง ซาง"

ผมยิ้ม เดินพล่านหาเทปมาอัดเสียง กะเอาไปอวดเพื่อน

"ซาง... ซาง... ซาง... ซาง... ซาง...."

หนูน้อยสองคนกอดคอลอยหน้าลอยตาร้องเพลง

"น้องเกยเห็นซางฮึเปล่า
ซางมันตัวโตไม่เบา
จมูกยาวๆ เฮียกว่าฮวง
มีเขี้ยวใต้ฮวงเฮียกว่าฮา
มีหูมีตาหางยาว"


ค่ำคืน จะยืนอยู่ทำไม

โรงเรียนห้วยน้ำดัง และเด็กๆ ชาวลีซอ เรากำลังจะจากลา แต่หุบเขาคงไม่อยากให้เราจากไป ดินนุ่มๆ คลุกเคล้าน้ำฝนเมื่อบ่าย กลายเป็นขนมเค้กรสช็อกโกแล็ตอย่างดี ตามร้านเบเกอรี่ชั้นนำ

ผมเลือกขึ้นรถกระบะคันหลังสุด เพราะลีลาท่าทาง ไม่ว่าจะเป็นคนขับ (ชาวบ้านชำนาญทางแถวนั้น) หรือกำลังเครื่อง รู้สึกจะดีกว่าอีกสองคันที่เหลือ ซึ่งเป็นรถขนอุปกรณ์ถ่ายทำมาจากกรุงเทพฯ

รถออกแล้ว ล้อหมุน 14 ฟืด ต่อระยะทาง 1 คืบ แม่หนูลีซอนักร้องคู่เดิม ออกมายืนโบกมือลา

"โฮงเฮียนของเฮาน่าอยู่
คุณครูใจดีทุกคน
นักเฮียนก็ไม่ซุกซน
พวกเฮาทุกคนซอบมาโฮงเฮียน
ซอบมา ซอบมาโฮงเฮียน"

ฟ้ามืดแล้ว... รถกระบะทั้ง 3 คัน ติดโคลนกันเป็นระยะๆ พองาม ไม่มีใครแซงใคร คนในรถคันที่ 2 ไปช่วยคันที่ 1 เข็นคันที่ 3 ไปช่วยคันที่ 2 และคันที่ 3 (คันที่มีลีลางามในสายตาผม) ต้องช่วยเข็นกันเอง ตลอดเส้นทางขึ้นเขาของผม มีแต่เข็นกับเดิน เพราะรถเมื่อหลุดจากหล่มแล้ว จะไม่สามารถจอดนิ่งได้ ร้องรีบเร่งขึ้นเขา พวกเราไม่ใช่ผู้เสียสละ แต่มันหมดแรงที่จะวิ่งตามกระโดดขึ้นรถต่างหาก ก็ได้แต่เดินตามตาปริบๆ มองรถค่อยๆ ลับโค้งเขาไป ติดหล่มอีกทีนั่นแหละถึงจะได้เจอกัน


พี่ติ๊กช่างแต่งชอบอ้วกแตก

หิ่งห้อยหลายตัวบินมาทักทาย

"ดวงดาว คือหิ่งห้อยที่บรรลุแล้ว" โด๋ว (หนึ่งในกลุ่มไทละเมอ) มักรำพึงอะไรที่ไม่ค่อยรู้เรื่องเสมอ

หลายคนทำอะไรไม่ได้ไปกว่าพยักหน้าแล้วแหงนมองตาม

"ฟ้าที่นี่สวย แต่คืนนี้ หนาวและเหนื่อย"

"โอ้ แม่มะพร้าวอ่อน ป่านนี้จะเป็นเช่นไร"

"เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วหูตาม"

"ไฮกุ... ไฮกุ... น่ารักน่าลุ้น"

.....................................................


คุณโด๋วกลับหัวเล่นกีต้าร์
ยิ่งสูงยิ่งหนาว
บนฟ้ามีดวงดาว
บนเตามีข้าวเหนียวนึ่ง

โหด เลว บุญ

เพราะพี่น้องผู้ติดตามไทละเมอสองคน เข็ดเข็นรถเมื่อวันก่อน ขอถอนตัว วันนี้ผมเลยต้องตามไปเป็นเพื่อนพวกไทละเมออีกเป็นวันที่สาม เพื่อถ่ายซ่อมฉากโรงเรียน

นึกถึงเมื่อวานแล้ว ยังเจ็บใจไม่หาย ที่พวกเราอุตส่าห์ไปตากแดดลุยถ่ายฉากโบกรถกันจนตัวดำ พอกลับมาที่ห้องพัก กลับเจอ พวกเดียวกันไม่เคยทิ้งกัน นอนแผ่สี่สลึง (2 คน) ให้หมอนวด (แผนโบราณ) นวดอยู่บนเตียงอย่างสบายใจ... เชอะ

ดอยปุย ดอยที่สาวเชียงใหม่นิยมแต่งกับแม้ว แล้วหนีมาขายผ้าขายเพชรขายพลอยกันจนเป็นล่ำเป็นสัน ทีมงานพามาถ่ายกันตั้งแต่เช้ามืด เพราะกลัวเสร็จไม่ทันงานบวชตอนบ่ายโมง ผมไม่มีกะจิตกะใจดูการถ่ายทำที่นี่เท่าไหร่ เพราะผมมีสัญญาของลูกผู้ชาย

แล้วลูกผู้ชายอย่างผม ก็มาไม่ทันให้เพื่อนขี่คอ

"อะนุญญาโตสิ้ มาตาปิตูหิ" ผมมาถึงโบสถ์ พร้อมๆ กับเสียงถามของพระอาจารย์คู่สวด

"อามะ ภันเต" สำเนียงตอบรับเป็นภาษาบาลีของเพื่อนผม อาจฟังดูแปร่งๆ เพราะเขาเป็นคนใต้

"กินนาโมสิ"

"อะหัง ภันเต จิตตะณันโธ นามะ" จิตตะณันโธ เป็นชื่อที่ท่านอุปัชฌาย์ตั้งให้พระบวชใหม่รูปนี้

เพื่อนผมบวชเพราะเขาอยากบวช บรรยากาศและธรรมชาติภายในวัดถ้ำอุโมงค์ ทำให้ผมรับรู้ได้ทันทีว่า ทำไมเขาจึงบวชที่วัดนี้ ทุกอย่างดูเรียบง่าย เจริญใจ แต่แฝงด้วยความศรัทธา

"กลับกรุงเทพฯ วันนี้เลยเหรอ"

"ครับ" ผมตอบคำถามหลวงพี่ (อดีตเพื่อนซี้) ได้แค่นั้น แค่นั้นจริงๆ แล้วก็ก้มถูพื้นกุฏิต่อ (ถวายผ้าขี้ริ้วพร้อมแรงงาน แทนผ้าไตร) ความประหม่า ความกลัว และความตื้นตัน มันมาแน่นจุกที่คอหอย จนผมไม่รู้จะพูดออกมายังไง มึง เอ๊ย หลวงพี่ มัน เอ๊ย ท่าน คุยกันแป๊บเดียว ถ้าไม่ลุกขึ้นกอดคอ ผมก็ต้องหลุดคำเหล่านี้ออกมาแน่นอน โอ๊ย! มันอึดอัด อึดอัด

"ผม... ลา... ล่ะ... เออ.... ครับ" ผมก้มลงกราบท่าน หลังจากทำความสะอาดเสร็จ

"โชคดีนะ" ตาอบอุ่นของท่าน สบกับตาขลาดๆ ของผม

ทางเดินวัดถ้ำอุโมงค์ขากลับนี้ มันดูพร่าๆ ยังไงชอบกล อยากให้ฝุ่นเข้าตา จะได้ไม่ต้องโกหก เวลามีใครถามว่า เป็นอะไร


ของฝากจากการรถไฟ

"รถไฟตู้นอนก็นั่งได้นะ" เสียงหวังดีของเพื่อนผม ยังก้องไปมาอยู่ในหัว

แน่นอน ตู้นอนน่ะนั่งได้ แต่ตั๋วของผมมันตู้นั่งปรับอากาศนี่ซิ ไม่รู้จะนอนได้รึเปล่า

"ท่านผู้โดยสาร ที่กำลังจะเดินทางไปกับรถไฟขบวนที่ 39 เวลา 17.15 น. เชียงใหม่-กรุงเทพฯ ชั้น 2 ตู้นั่งปรับอากาศ" ผมหยิบตั๋วขึ้นมาดู เพราะเสียงจากลำโพงแตกๆ เหนือหัวใบนั้น

"เนื่องด้วยเครื่องปรับอากาศเกิดขัดข้อง (อย่างช่วยไม่ได้) ให้ท่านนำตั๋วมารับเงินคืนได้ที่ช่อง 1 ค่ะ สมน้ำหน้.... เอ๊ย... ขอบคุณค่ะ"

เก้าอี้โยกคลอนปรับเอนได้ (บางตัวเอนแผละราบกับพื้นเลยก็มี) เสียงโครกครากของพัดลมทรงสงครามโลก และฝรั่งหนุ่มสาวที่เดินไปมาคู่นั้น (อดล้อในใจไม่ได้ว่า เขาคงซื้อตัวเดิน) ทำให้แทบไม่รู้เลยว่าตอนนี้ รถไฟกำลังทำอะไร ถ้าไม่ได้มองดูวิวข้างทาง


ไทละเมอ ชอบเช็ดขี้ตาให้กัน

ไทยมุง
แม้วมุง

เมฆก้อนสูงกับภูเขาลูกใหญ่เดินตามมาส่ง จนรถไฟเข้าเขตลำพูน ตามมาซะไกล ไม่รู้จะห่วงอะไรนักหนา ผมคิดเพลินๆ ได้แค่นั้น ก็พอดีรถไฟกระตุกตอบโครมดัง

"ห้ามล้อร้อนจัด เครื่องเลยดับ ต้องรอหัวรถจักรจากลำปางมาลาก"

ท้องฟ้ามืดแล้ว ชาวบ้านแถวนั้น บ้างมามุงดู บ้างเปิดตู้กับข้าว เอาน่องไก่ย่างแข็งโป๊กมาร้องขาย และฝรั่งหนุ่มสาวคู่เก่า ยังคงเดินไปเดินมาเหมือนเดิม คำล้อเล่นๆ ในใจของผม คงมีเค้าความจริง

ทุกๆ อย่างค่อยๆ ดับวูบลง

"ผมลงไปเดินข้างล่าง พอดีรถไฟซ่อมเสร็จออกแล่นไป ผมวิ่งตามรถไฟจนหมดแรง"

"รถไฟขบวนหลังวิ่งฝ่าความมืดมาด้วยความเร็ว... โครม!!"

"ฝรั่งหนุ่มสาวคู่นั้น ความจริงคือโจรปล้นรถไฟ"

"รถไฟเบรคไม่อยู่ วิ่งเข้าชนหัวลำโพงอย่างเมามัน"

ไม่น่าเชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้ คือความฝันที่เบียดกันเข้ามาภายในคืนเดียว... บนรถไฟคันนั้น

เธอ... ไม่เคยบริสุทธิ์เลย

ใครๆ หลายๆ คน รวมทั้งผม พยายามจะจากเธอไป แต่ในที่สุด ผมก็ต้องกลับมา (โดยสวัสดิภาพ) และมีของฝากจากภูเขา เป็นกำนัลแด่เธอ... กรุงเทพฯ

กุมภาพันธ์
2533


^ กลับด้านบน ^




ที่รัก
หน้าตาไยหมองเศร้า
ใครเล่าที่แกล้งเธอ
ต่อยจนปากเจ่อ
จมูกยุบ ขมับบวม
ที่รัก
หน้าตาเธอหมองหม่น
คงจะมีคนซัดเธอดังกร้วม
หูฉีก ตาปูด ตูดบวม
เลือดกำเดาไหลท่วม
แขนหัก สะบักคลอน
ที่รัก
เชื่อพี่เถอะนะพักก่อน
หลับเถิด อย่าอาวรณ์
เดี๋ยวขาหลุดอีกท่อน
จะนอนไม่หลับนะเออ

สิวหัวช้าง