|
|
|
-
อเมริกาวอนคาราบาว ได้ทับหลังแล้วไม่ต้องคืนแจ๊คสันนะ เอ้า
พี่ไทย เพื่อนไทย เคลื่อนไหวกันใหญ่
'ภาษิต' นั้นก็หมายถึง คำกล่าวที่เป็นไปในทางบวก หรือเป็นข้อเตือนใจที่ดี ส่วนเพื่อนบ้านของไทย เมื่อนำมาไล่เรียงก็รู้ว่า ความสนิทมีหลายระดับ มีที่สนิทมาก, สนิทน้อย, เกือบสนิท หรือเหมือนจะสนิทแต่ไม่สนิท ทั้งกะเหรี่ยง, พม่า, เวียดนาม, ลาว, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ส่วนประเทศที่ใกล้ใจแต่ไกลตา อย่างจีน ญี่ปุ่น อเมริกา หรือนานาสัมพันธมิตรต่างๆ นั้น ถ้าเผื่อว่ามีพลัดหลงเข้ามาบ้าง ก็ต้องเข้าใจว่า นั่นเพราะอดใจไม่ไหวจริงๆ ไม่ใช่พยายามทำสนิทจนออกนอกหน้าหรอก 'บ้านใคร เมืองมัน' คือหมายถึงว่า ประเทศไหนเป็นอย่างไร ภาษิตก็จะมีภาพของประเทศติดมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาพทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วิธีชีวิตความเป็นอยู่ หรือขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ อย่างมีภาษิตพม่าบทหนึ่งเขาว่า 'คนผมหยิก มาจากนรก' อันนี้พอคนประเทศเราได้ยินเข้า ถ้าไม่สะดุ้งเฮือก ก็หัวเราะก๊าก พร้อมกับออกปากว่า อะไรจะเป็นคติปานนั้น ซึ่งก็มีผู้รู้ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ในพม่านี่เขาถือว่าคนผมหยิกคบไม่ได้ เป็นกาลกิณี (คงแบบเดียวกับการดูโหงวเฮ้ง นั่นแหละนะ) และนานๆ ทีที่เดินในประเทศพม่าแล้วจะเจอคนผมหยิกสักคน สำหรับประเทศที่เป็นเมืองการค้าทางทะเลอย่างมาเลเซีย ภาษิตทั้งหลายแหล่ก็อยู่ในทะเล อาทิ 'ทะเลเป็นที่เหมาะสำหรับเรือ ความคิดเป็นที่เหมาะสำหรับใจ, ไยต้องล่าเต่าทะเลที่ชายฝั่ง ในเมื่อมีเต่าบกที่เท้าท่าน, กุ้งทุกตัวมีรสของมันฉันใด คนทุกคนย่อมมีความผิดของตัวฉันนั้น, รีดเลือดจากปลาแห้ง ง่ายกว่ายืมเงินจากคนโลภ' หรือที่โหดๆ ก็ 'ปล่อยให้ลูกตายดีกว่าเสียลูกค้า' ส่วนภาษิตที่ว่า 'เรือสำเภาสิบลำเทียบท่า แต่ยังคงเป็นหมาเท่านั้นที่มีหาง' อ่านแล้วไม่เข้าใจอะไรเลย แต่ก็นึกถึงสปอตโฆษณาเทปของ 'แหวน' ฐิติมา สุตสุนทร ที่ว่า 'ไม่ว่าคุณจะชอบไข่ตุ๋นหรือไม่ แต่แหวนก็ยังเป็นแหวน' นี้ทุกทีเลย บางครั้งกุหลาบก็ร่วงใส่มือลิง, น้ำกุหลาบมากแค่ไหน ก็ไม่อาจให้ขนสีขาวแก่กาได้, อย่าถามลิง เพื่อตั้งต้นถกเถียงกันเรื่องกล้วย... จากภาษิตสามบทนี้ มีกุหลาบ มีลิง เป็นตัวยืนพื้น ลองทายกันเล่นๆ ว่าเป็นของประเทศใด... ซึ่งคำตอบก็ประเทศอินโดนีเซีย... นี่ถ้าภาษิตนี้หลุดไปในประเทศที่ไม่ดูถูกลิง ก็เห็นทีจะตีความหมายลำบากแน่ แต่เนื้อหาในภาษิตบางอย่างก็เป็น 'สากล' คือไม่ว่าชาติใดก็มองเห็นคล้ายๆ กัน ที่เห็นชัดก็คือเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิง เช่น ดอกไม้ถูกเด็ด กิ่งไม้ถูกเหยียบ (มาเลเซีย), ให้ชายแหลกหน้าเด็ดดอกไม้ในสวนได้ อีกหน่อยเขาจะมาหยิบของในบ้าน (จีน), พอให้ข้าว ผู้หญิง เธอก็จะเรียกเอาแกลบ (มาเลเซีย), ลิ้นของสตรี เป็นดาบที่ไม่เคยขึ้นสนิม และเปลี่ยนฝักได้เอง (ญี่ปุ่น) 'อันวาจาหญิง ก็เหมือนกับหางหมาแม่ลอดข้ามฮั้วไปแล้วกะละคืนตั๊วล่ะหน้อง' ...อันนี้เป็นภาษิตแถบลุ่มแม่น้ำโขง อันรวมภาคอีสานของไทย และลาวไว้ด้วย พื้นบ้านทางภาคอีสานของไทย เรียกมันว่า 'ผญา' บทนี้ก็หมายถึงว่า คำพูดผู้หญิงก็เหมือนกับหางของหมาแม่ลูกอ่อน ตอนจะลอดรั้วก็ขดหาง เก็บหางดิบดี พอข้ามพ้นแล้วก็ปล่อยลงกลับคืน - - คือเชื่อไม่ได้นั่นเอง... ชักติดใจ ขออีกสัก 2 บทเถอะ อย่าเก็บดอกว่านบ้านเพิ่นมาชม ให้เจ้าอดส่าดมดอกกระเจียวแคมฮั่ว (อย่าเก็บดอกว่านบ้านคนอื่นมาชื่นชมเลย พยายามชื่นชมดอกกระเจียวที่รั้วบ้านเราเองดีกว่า - เป็นการเกี้ยวพาราสีกันของหนุ่มสาว เป็นเชิงตัดพ้อต่อว่า จะไปหวังคู่ครอง คนงามคนดี ที่อยู่บ้านไกลทำไม มันไ่ม่มีประโยชน์ อะไรที่ใฝ่สูงเกิน ขอให้พอใจกับคนธรรมดาๆ ที่อยู่บ้านเดียวกันนี่ดีกว่า) คันเจ้าได้ขี่ซ้างห่มสัปทน อย่าสิลืมคนขนผู้ขี่ควายคอนกล้า (ครั้นเจ้าได้ขี่ช้างห่มผ้างาม ก็อย่าลืมคนจนที่ขี่ควายหาบกล้า หมายถึง เมื่อไปได้ดี ก็อย่าลืมคนจน) เห็นว่าน่ารักดีก็แนมมาด้วย ส่วนประเทศทางตะวันตก ก็คมคายไม่ใช่เล่น อย่าง 'ผู้หญิงในชีวิตสมรส ถ้าไม่ฉลาดขึ้น ก็โง่ลง' แต่ภาษิตของมาเลเซีย นี่ดูเหมือนจะไม่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสิทธิสตรีเลย 'ภรรยา เป็นรองเท้าที่ควรปกป้องเท้าของสามี' หรือไม่ก็ปล่อยเลยตามเลย แบบช่างมันฉันไม่แคร์ อย่าง 'ภรรยาหายหาใหม่ได้ ปัญญาหายหาใหม่ไม่ได้' ไม่รู้เหมือนกันว่า มาเปรียบเทียบกันในแง่มุมไหน เพราะภรรยากับปัญญานี่ ก็ไม่เห็นว่าจะมีตรงไหนเหมือนกันอีก นอกจากสระอาลงท้าย มีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่หลายประเทศมีความเหมือนกัน แต่อาจจะคิดไม่ถึงว่า จะเป็นคติสอนใจลึกซึ้งได้หลากหลายแง่มุม ตามแต่สถานการณ์ที่ยกภาษิตนั้นมาเปรียบเทียบ กลุ่มนี้อยากจะเรียกว่าประเภท ภาษิต 'ใครดีใครได้' ตามแต่ประเทศไหนจะอ้างยกมาเป็นของตัวเองได้ก่อนกัน รูปแบบของภาษิตหมวดหมู่นี้จะทื่อๆ ตรงไปตรงมา เช่น ถึงไก่ไม่ขัน ตะวันก็ขึ้น (ของมาเลเซีย) อันนี้ถ้าเทียบกับของไทย ก็หมายถึง อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด นั่นแหละ
แต่ที่สงสัยอยู่ ก็เห็นจะเป็นภาษิตพม่าที่ว่า 'ที่ไหนมีเข็ม ที่นั่นมีด้าย' นี่เห็นจะไม่มีครบทั่วไปกระมัง ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่บ้านเราเอง เคยบ่อยไปใช่ไหม ที่กระดุมเสื้อขาดเม็ดนึง เดินหาอุปกรณ์กันจนเบื่อ กว่าจะครบ หรือถ้ามองในความหมายว่า ของสิ่งไหนที่ต้องใช้ด้วยกัน ก็ต้องอยู่ด้วยกัน ก็คงจะไม่ทั้งหมดอีกแหละ เพราะเข็มกับด้ายนี่แยกกันใช้ก็ได้ ก็ไม่รู้ใจคนพม่าเขาเหมือนกัน 'ภาษิตบอกบุคลิก' ประเภทนี้จะเน้นลักษณะประจำชาติหรือนิสัยใจคอมากกว่าอย่างอื่น ความสนุกของภาษิตหมวดหมู่นี้ อาจจะต้องยกความดีส่วนหนึ่ง ให้กับผู้ที่แปลมาเป็นภาษาไทย ที่รู้จักเลือกใช้คำที่ให้ภาพพจน์ชัดเจน ในขณะที่ต้องคงความหมายเดิมเอาไว้ด้วย ส่วนเรื่องเหตุผลนั้น อ่านแล้วก็ต้องคิดกันอีกที เพราะดีของประเทศเขา อาจตลกในประเทศเรา อันนี้จะไปว่าของเขาไม่ดีก็คงไม่ได้ มาเลเซียนี่รู้สึกว่า บอกมาในภาษิตมากกว่าเพื่อน อาทิ 'ถูกกินโดยจระเข้ใหญ่ ดีกว่าถูกตอดด้วยปลาเล็กๆ', 'ท่านกับทรงผมของท่าน ข้ากับหมวกของข้า' (ทุกคนมีศักยภาพในตัวเอง ไม่ก้าวก่ายกัน)
ส่วนภาษิตของญี่ปุ่น บางบทก็บ่งชี้ว่าเป็นคนขี้น้อยใจ ช่างตัดพ้อ อย่าง 'คนที่ขโมยเงินถูกจับเข้าคุก คนที่ปล้นอาณาจักร ได้เป็นจักรพรรดิ' ซึ่งหมายถึงความผิดเหมือนกัน แต่อีกคนที่ทำผิดมากกว่ากลับได้ดี อะไรอย่างนี้ นับว่าเป็นคติที่ต้องคิดกันได้อีกนานทีเดียว ส่วนภาษิตญี่ปุ่นที่ว่า 'โกนใจดีกว่าโกนหัว' อ่านแล้วแปลกใจอยู่มากๆ เหมือนกันนะ แต่คำมันสะใจพิลึก บางประเทศ เราไม่อาจนับว่าเป็นเพื่อนบ้าน อาจเป็นแค่ 'ประเทศที่รู้จักกัน' เท่านั้น แต่ภาษิตก็เด็ดมาก จนอดใจเอามาเล่าต่อไม่ได้ นั่นก็คือ 'ตับของศัตรู คือฝักดาบของข้า' (ภาษิตทิเบต) หรือภาษาจีนเหนือ พูดถึงคนจีนกวางตุ้ง ที่ว่า 'ถ้ามันมีสี่ขาและไม่ใช่เก้าอี้ ถ้ามันว่ายใต้น้ำและไม่ใช่เรือดำน้ำ ถ้ามันบินและไม่ใช่เครื่องบิน ชาวกวางตุ้งกินได้หมด' ...อันหลังนี่ชอบจริงๆ สำหรับใครที่เคยดูหนังเกี่ยวกับประเทศเขมร มักจะเกลียดเวียดนาม มีภาษิตเวียดนามบทหนึ่ง เขาบอกว่า 'กำลังทหารมีอยู่ชั่วขณะ แต่การศึกษาอยู่ตลอดกาล' อันนี้ก็ทำให้รู้สึกดีๆ กับเวียดนามขึ้นอีกเยอะทีเดียว 'กะเหรี่ยง' ซึ่งเป็นทั้งคนบ้านเดียวกันและเพื่อนบ้าน ก็มีภาษิตที่สวยงาม ทั้งรูปภาษาและเนื้อหา อาทิ 'พี่น้องประสานนิ้วมือ ฟ้าถล่มช่วยกันค้ำไว้', 'ไม้ไผ่ลำเดียวทอดข้ามน้ำไม่ได้ ข้าวเปลือกเมล็ดเดียวต้มเหล้าไม่ได้', หรือ 'ไม่มีไก่ตัวใดไม่กินข้าวเปลือก ไม่มีวัวตัวใดไม่กินยอดกระถินอ่อน' ฯลฯ
มีภาษิตอีกประเภท ที่ไม่รู้จะเรียกว่าหมวดหมู่อะไรดี รู้แต่ว่าอ่านแล้วรู้สึกแปลกๆ เพราะภาษิตบ้านเรา ไม่ค่อยมีการใช้คำในลักษณะนี้ก็เป็นได้ 'ครามหยดเดียว ทำให้นมเสียทั้งเหยือก' (มาเลเซีย), 'เนื้อไก่ในซุป ดีกว่ารังอินทรีย์ในป่า' (จีน), 'คนซึ่งสวรรค์ให้เพียงลิตร ก็ไม่อาจได้เป็นถัง' 'ใบเสมาบนกำแพง ก็ไม่อาจต้านกระสุนเงิน' (มาเลเซีย), 'ถ้าท่านพบคนชั่วที่ซื่อสัตย์ ท่านอาจมีหวังที่จะได้กินไข่สี่เหลี่ยม' และ 'ข้อแก้ตัวและปลาสเตอร์ มักจะแปะติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสมอ' (ญี่ปุ่น) ภาษิตบางอย่าง อ่านหรือฟังแล้วต้องมีคำถามตามมาว่า 'อะไรนะ' 'ทำไมล่ะ' 'จริงหรือ' คือออกมานอกประเทศ ออกมานอกถิ่นแล้ว คล้ายๆ จะไม่เป็นสากล หรืออาจจะเป็นเพราะเราด้อยประสบการณ์ชีวิต เลยตีความไม่แตก แบบไปไม่ถึงดวงดาวนั่นแหละ ตัวอย่าง 'อะไรที่ได้จากทะเล ก็ต้องมาขายบนบก' (อินโดนีเซีย) เพราะดูทีวีเมื่อวันก่อน เห็นเขาซื้อขายแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำกันกลางทะเลนั่นเลย ประเทศมาเลเซีย รู้สึกว่าจะมีภาษิตประเภทนี้เยอะกว่าเพื่อน อาทิ 'การเปลี่ยนที่อยู่ 7 ครั้ง เป็นเครื่องยืนยันความจน, ดีคู่กับชั่ว เป็นคู่กับตาย รักคู่กับร้าว' (อันนี้สาวโสดร้องถามเสียงหลงว่าจริงเรอะ!)
ส่วนของชาติอื่นๆ ก็มีอยู่บ้าง แต่ไม่เยอะเท่า อย่าง 'ขวานที่ยืมมา ดีกว่าของตน' 'ลูกสัตว์แรกเกิด ไม่กลัวเสือ' (เกาหลี) ของญี่ปุ่นนั้น ถ้าไม่เข้าใจประเพณีอยู่บ้าง อาจจะรู้สึกว่ารวบรัดไป อย่าง 'ไม่มีหนูอ้วนในบ้านของแม่ม่าย', 'จงระวังคนงาม ให้เหมือนระวังพริกสีแดง', 'คนมีคุณธรรม มีลูกดก', 'จมูกแมวกับสะโพกสาวเย็นเท่าๆ กัน', 'ปลาที่เป็นสีทองจะว่ายน้ำกลางแดด' และอีกภาษิตหนึ่งที่หลายๆ คนแปลกใจ คือ คล้ายๆ จะเข้าใจแต่ไม่เข้าใจ หรือทีแรกคิดว่าเข้าใจ แต่คิดอีกทีก็ไม่เข้าใจ ก็คือ 'อย่าเชื่อรัศมีของรุ่งอรุณ หรือรอยยิ้มของแม่ยาย' ส่วนภาษิตแบบนี้จากประเทศจีน ก็น่าเอ็นดูสงสัยไม่น้อยหน้าใคร อย่าง 'ภรรยาขี้ริ้ว และคนใช้โง่ มีค่าสุดจะเปรียบ', 'คนจนไม่ทิ้งหมู ครูไม่ทิ้งหนังสือ', 'คุณความดีไม่มีอยู่ในบ้านที่มีคนใช้รูปหล่อ', ' คนหนึ่งแบกน้ำสองถังไปใช้เอง สองคนแบกหนึ่งถังไปใช้ด้วยกัน สามคนแบบไม่ได้สักถัง' ฯลฯ แต่ถ้าเฉือนกันในเรื่องความเฉียบคมทุกด้านของภาษิตแล้ว ก็ดูเหมือนทุกชาติจะมีเต็งหนึ่ง หรือหลายๆ เต็ง ไม่แพ้กัน ชาติไหนมาเจอเข้า เกิดชอบใจ ก็หยิบง่ายใช้สะดวก อะไรทำนองนั้น ตัวอย่างเช่น
อื่นๆ ก็มี 'ควายถูกนำด้วยเชือกที่ผูกฉันใด ผู้นำก็ถูกยับยั้งด้วยคำพูดของตนฉันนั้น' (อินโดนีเซีย) งาช้างที่แท้จริงย่อมไม่ถูกแมลงแทะ, ไก่ที่อวดขนมันจะถูกถอนขน (พม่า) และที่บางคนบอกว่าชอบนักชอบหนา ก็ที่ว่า 'ไร้ประโยชน์ที่จะกุมก้นหลังตดไหล' นี่เป็นของญี่ปุ่น ก็เอาภาษิตเขามาทำเป็นยำจานเบ้อเริ่ม เติมพริกเติมถั่วเติมมะนาวลงไปแล้ว อาจจได้รสยังไม่ถูกปากนัก ก็คงไม่ว่ากัน เพราะผู้ปรุงเองก็ยังผ่านชีวิตมาเพียงไม่กี่วสันต์ ก็เพียงคัดที่เด่นๆ มาแล้ว ส่วนจะเอามันเอาสนุก หรือเอาไปเสริมส่งโครงสร้างชีวิต ให้มันแข็งแกร่งอย่างไร ก็แล้วแต่ใจคนอ่านนั่นแล |
|