ฉบับที่ 36 มีนาคม 2533 "เที่ยวละไม" นกกาเหว่า


อยู่มาวันหนึ่ง ซึ่งเป็นวันต้นเดือน

ตุ้มพุทรา : ฮัลโหล หมีควายอยู่มั้ยคะ
พี่หมีควาย : หมีควายกำลังพูดครับ
ตุ้มพุทรา : เออนี่... จะชวนไปสมุย ไปนะ
พี่หมีควาย : มีใครไปบ้างพี่
ตุ้มพุทรา : มีแดง, ตู่, กาเหว่า แล้วก็ แม่แดง...
พี่หมีควาย : ฮะ... ใครนะ คนสุดท้ายน่ะ
ตุ้มพุทรา : แม่ของแดงเค้า แดงเค้าจะพาแม่ไปเที่ยวด้วย แต่บินตามไปทีหลัง พวกเราไปรถไฟล่วงหน้า ไปก่อนวันนึง... ตกลงไปใช่มั้ย ซื้อตั๋วให้แล้วนะ
พี่หมีควาย : เฮ่ย เดี๋ยว... เดี๋ยว ไปเมื่อไหร่
ตุ้มพุทรา พรุ่งนี้ รถไฟออกทุ่มครึ่ง เจอกันที่สถานีสามเสนนะจ๊ะ... สวัสดี

ฉันเองก็ได้รับโทรศัพท์ลึกลับนี้เหมือนกัน จนต้องรวบรวมความกล้าหาญที่สั่งสมมาทั้งชีวิต ซึ่งกักตุนไว้ในรูปไขมัน ออกปาลางานอย่างไม่เป็นทางการเอาเสียเลย

"พี่จุ้ย ขอไปเที่ยวบ้านพี่นะ"

"เออ ไปสิ" ...เท่านั้นเอง พรหมจรรย์ทางความรู้สึกในการสัญจรสู่ทักษิณทิศในชีวิตสาว ก็ถูกทำลายลง... วูปปี้

"เดี๋ยวโทรจองศาลาให้"

 

เชื่อใจหนุ่มนักโบก
แต่ไม่เชื่อมือสาวขี้บ่น

แม้จะเป็นครั้งแรก แต่ฉันก็อุ่นใจ เพราะในทัวร์นาเม้นท์นี้มีหนุ่มนักโบก (บินตาม) ไปด้วยทั้งคน (ก็เสี่ยงเอาหน่อยตอนขาไป) สำหรับสาวขี้บ่นนั้น ฉันไม่ค่อยกล้าฝากชีวิตให้เธอเก็บไว้ ฝากดวงใจให้นอนแนบรังสักเท่าไหร่ ค่าที่ถามไถ่ข้อมูล หรือทิศทางที่จะไปกัน เธอก็ได้แต่สั่นหัวไปเสียหมด

"ไม่รู้ จำไม่ได้"

"ก็ไหนพี่ว่าพี่มาตั้ง 2 หนแล้วไง"

"ก็มันจำไม่ได้นี่ มีอะไรมั้ย" นอกจากจะขี้บ่น ขี้ลืม แล้วยังขี้พาลอีกนะนี่

ดังนั้น ค่าของเธอกับฉัน ซึ่งไม่เคยลงใต้มาก่อนเลยตลอด 22 ปี นับแต่เกิด จึงไม่ต่างกันนัก

เมื่อขบวนรถจอดเทียบชานชาลาสามเสน หมู่ตู่ - - ชายผู้มีประวัติการตกรถไฟมาอย่างโชกโชน จนเป็นเหตุให้ผวาระแวงกับตารางการเดินรถ ของการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นพิเศษ นั่งอมยิ้มนอนใจรออยู่บนรถแล้ว

พี่หมีมีคำสั่งให้ตั้งโต๊ะทันทีที่หัวรถจักรยื่นพ้นออกไปพ้นเขตพระนคร บริกรในชุด (คล้าย) เสื้อพระราชทานสีชมพู คาดเอวด้วยผ้ามันเลื่อมเขียว เหมือนคนเชิดสิงโต ปลีกตัวมารับจ๊อบยังไงไม่รู้ รีบรุดมากางโต๊ะด้วยทีท่าคล่องแคล่ว ลุกลี้ลุกลนเป็นพิเศษ

สองชั่วโมงผ่านไป...

พวกเราเริ่มรู้สึกท้อแท้กับการรอคอย สืบถามผ่านคุณการ์ด จึงได้ความว่า เสบียงเจ้านี้เพิ่งประมูลได้สดๆ ร้อนๆ ก่อนหน้ารถไฟขบวนนี้ จะออกจากหัวลำโพงไม่กี่ชั่วโมงนี่เอง... มิน่าเล่า พ่อเจ้าประคุณถึงได้ถือถาดเดินเซแท่ดๆๆๆ เหมือนไอ้หนุ่มหมัดเมาอย่างนั้น

อาหารจานแรกโซซัดโซเซมาวางตรงหน้าเวลาสี่ทุ่มตรง ก่อนตักยำเนื้อคำแรกเข้าปาก ฉันเหลือบไปเห็นฝรั่งวัยฉกรรจ์สองนาย ที่เพิ่งสั่งอาหารไปเมื่อหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา นั่งเอาหัวแดงๆ ฟูๆ อิงกันหมดอาลัยตายอย่างในชีวิต... แหม... ไอ้คำว่า "ประมูล" นี่ภาษาฝรั่งมันว่าอย่างไรหนอ อยากจะไปอธิบายให้ฟังจริงๆ พ่อคุณ

เดินแบบตื่นๆ (เพิ่งตื่น) ลงรถไฟที่อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี คณะเราเริ่มต้นด้วยการเดินสำรวจตลาด อันมีพื้นที่กว้างคูณยาวไม่เท่าไหร่ บ้างก็สอดส่ายหาซากของฝาก จากพายุเกย์ที่ยังไม่ซาดีนัก ซักได้เรื่องเมื่อสายตาอันกว้างไกลของพี่หมีควาย กวาดไปเจอพาดหัวข่าว ตัวเท่าหม้อต้มปลาร้า... รวดเร็วราวหมีตะปบเหยื่อเคราะห์ร้าย... เธอตรงเข้าไปคว้าขึ้นมาอ่านต่อหน้าต่อตาเจ้าของแผง ได้ใจความโดยสรุปว่า "อาจมีฝนตกและลมแรง อันเป็นผลกระทบข้างเคียงจากพายุโฮโมบ้านั่น"

"เอาไง" พี่หมีขอความเห็น หลังทิ้งช่วงสามวินาที ให้ขนที่ลุกฮือขึ้นมา นอนสงบสติอารมณ์ให้เรียบร้อย

"เอากัน"

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

บนรถหวานเย็นเส้นทางพุนพิน - สุราษฎร์ ที่แล่นด้วยอัตราความเร็วเท่าหนุ่มสาวขี่จักรยานจีบกันนั้น ลมที่พัดผ่านจึงไม่รุนแรงนัก อุณหภูมิพอเหมาะ ความชื้นสัมพัทธ์กำลังดี ฉันเก็บเกี่ยวทิวทัศน์แปลกตาไปอย่างเพลิดเพลิน ทั้งนอกหน้าต่างและในรถ... หญิงสาวร่างกำยำ แต่งตัวสวยงามตามสมัยนิยม มือหนึ่งเกี่ยวหูกางเกงยีนส์ ไม่พึงประสงค์ออกยี่ห้อ ไล่เรื่อยขึ้นไปตามท่อนแขนอีกข้าง ก่อนสุดปลายมือที่โหนราวอยู่ มีรอยสักรูปธนูดำทิ่มทะลุหัวใจสีแดง พร้อมตัวอักษรกำกับ... "ขอใจให้พี่"

นึกย้อนไปถึงอาหารมื้อแรกที่ร้านโจ๊กข้างสถานีรถไฟพุนพิน ที่เพียงแต่เมื่อฉันเห็นโจ๊กหน้าตามเหมือนข้าวต้มเกินไปเท่านั้น ก็หยุดปากออกมาเสียงดัง ตามสันดานส่วนตัว

"โอ้ย... ข้าวต้มชัดๆ เลยเนี่ย พี่ตุ้ม"

"นี่... เห็นตาม้าตาเรือมั่งหรือเปล่า เดี๋ยวโดนยิงกบาลแยก" พี่ตุ้มกระซิบเบาๆ แต่เราสะดุ้งโหยง

ตีตั๋วรถบัสควบเรือเฟอรี่ กับบริษัททัวร์ในอัตราค่าโดยสารมาตรฐาน ที่คนชอบต่อราคาไม่มีสิทธิ์ เป็นจำนวน 60 บาทไทย ไปผจญคลื่นแรง ลมแรงในอ้อมอ่าวไทย หลายคนบนเรือย่ำแย่ ยังดีที่มีปลาสวรรค์ทาโรให้นั่งบดเล่น และไอศกรีมโฟร์โมสต์บนเรือ ให้แทะดูดย้อมใจ ช่วงนี้ขอเซ็นเซอร์ภาพพี่หมีควายเมาคลื่น และแอ็คชั่นมันส์ๆ กับอาการเข็ดเขี้ยวรสเปรี้ยว จากลูกอมอภิมหาโคตรมะนาวนาม "ซูปเปอร์เลมอน" ไว้ให้จินตนาการกันเอาเอง

ยกพลขึ้นเกาะ

หลังจากลงรถไฟ ขึ้นรถบัส ลงเรือ ขึ้นรถบัสอีกรอบ และลงรถบัสอีกหน คณะเราก็มาปรากฏตัว ณ ใจกลางตลาดหน้าทอน อ.เกาะสมุย

เคยได้อ่านมาว่า จากท่าเรือด่วนหลังตลาดหน้าทอน จะสามารถย่ำเลาะเลียบหาด ในระยะประมาณหนึ่งกิโลเมตร ไปเข้าทางหลังบ้าน "บุญเลี้ยง" ได้ ...ตีนเปลือยเปื้อนทราย ชายกางเกงชุ่มน้ำเค็มพอแฉะๆ เย็นๆ ...ใครบ้างจะไม่อยากสัมผัสบรรยากาศเช่นว่านั้น แต่ก็หมดโอกาส ด้วยน้ำทะเลที่ขึ้นสูงกลบหาดทราย คาดคะเนเอาว่าอย่างน้อยก็ราวๆ อก (อกฉัน แต่คิ้วพี่ตุ้ม) ขืนลุยไปในสภาพที่ต้องชูกล้องถ่ายรูปไว้เหนือศีรษะ แบกสัมภาระขึ้นบ่า ท่านเจ้าของบ้านคงตกใจ ว่าพลร่มที่ไหนมายกพลขึ้นบกหลังบ้าน จึงตัดอกตัดใจ มาใช้เส้นทางเลียบถนนลาดยางแทน จะดูสมเหตุสมผลกว่า

ราวบ่ายสามโมงเศษ คณะเราก็ผ่านรั้วโปร่งเข้าไป พบร่มไม้เขียวขจีในสวนหน้าบ้าน และคุณแม่ฉลาด บุญเลี้ยง กำลังเอกเขนกบนเก้าอี้ผ้าใบ พร้อมพ็อกเก็ตบุ๊ค "ฝันเอียงๆ" ในมือ

แม่ดูไม่สู้แปลกใจนักกับการดิ่งมาของคณะเรา โดยที่ไม่มีพี่จุ้ยเสียด้วย โดยเฉพาะกับหมู่ตู่ ผู้ทำสถิติสะสมไว้ถึงสี่หนแล้ว และส่งกุญแจไขศาลาลุงพรให้แต่โดยดี

"แม่คงชินแล้วล่ะ" ใครไม่รู้พยายามให้เหตุผล

ศาลาที่ว่า เรียกเต็มๆ ว่า ศาลาลุงพร เป็นเรือนไม้สองชั้น ปลูกอยู่ในบริเวณเดียวกับตัวบ้าน ชั้นล่างจัดเป็นห้องสมุด ชั้นบนมีสองห้องนอน สองห้องน้ำ และระเบียงโล่งรับลม สมบูรณ์แบบ ถือเป็นเรือนรับรองญาติสนิทมิตรสหายของเจ้าของบ้าน ที่ไม่เคยขาดแขกเยือน ถึงขนาดว่า หากเป็นช่วงตากอากาศแล้ว ต้องโทรจองกันเลยทีเดียว

ฉันรู้สึกตัวตื่นขึ้นมารับลมทะเลยามเช้า แว่วเสียงคลื่น เสียงเสียดสีของทางมะพร้าว ผสานกับสำเนียงสูงๆ ต่ำๆ แปลกหู จากบทสนทนาของชาวประมงบ้านข้างๆ

ลมสงบลงกว่าเมื่อวานมาก แม่อธิบายว่า เป็นเพราะบ้านอยู่ทางหลังเขา ภูเขาจึงช่วยบังลมไว้ แม่คุยเรื่องคลื่นลมทะเล สภาพอากาศ ที่สามารถคาดคะเนเอาจากสีของท้องฟ้า และอื่นๆ ประกอบกันให้ฟัง หลายต่อหลายแบบ หลายกรณี ล้วนแต่เป็นความรู้ความสามารถเฉพาะตัว ของคนที่อยู่กับทะเลจริงๆ

ฉันควบมอเตอร์ไซค์ประจำตระกูล พ่วงเจ๊ตุ้มไปจ่ายตลาดเช้า

"ดีนะที่เธอขี่มอเตอร์ไซค์ได้ ไม่งั้นก็ไม่ต้องไปไหนกัน คราวก่อนที่มานะ ไม่มีใครขี่เป็นเลย พี่จุ้ยต้องไปซื้อให้กิน เกรงใจแกเหมือนกัน"

พี่ตุ้มนั้นเป็นชาวกทม. โดยกำเนิด และอาจเรียกได้ว่าเป็นคนกรุงเทพฯ โดยแท้ อย่าว่าแต่มอเตอร์ไซค์เลย จักรยานเธอก็ยังเอาใครซ้อนท้ายไม่ได้ ด้วยรถราขวักไขว่ที่แล่นผ่านหน้าบ้านตลอดทั้งวัน บวกกับสภาพพื้นที่ไม่อำนวยให้หัดขับพาหนะประเภทนี้ได้เลย

"ขอโทษ... ถึงจะขี่รถไม่เป็น แต่พี่วิ่งตัดหน้ารถเก่งนะ" พี่ตุ้มยกข้อที่เหนือกว่าขึ้นมาอ้าง เพราะรู้ดีว่าเด็กภูธรที่เชี่ยวชาญรถสองล้ออย่างฉันนั้น กว่าจะข้ามถนนในกรุงเทพฯ ได้แต่ละที ต้องยืนทำใจนานขนาดไหน

โปรแกรมกตัญญู

เกาะ คือ ผืนดินที่มีน้ำล้อมรอบ นิยามนี้คงจะใช้ไม่ได้แล้วสำหรับเกาะฟาน เกาะเล็กๆ ที่ประดิษฐษนพระพุทธรูปองค์ใหญ่ แหล่งสักการะและเที่ยวชมอีกแห่งหนึ่ง เกาะฟานถูกทำให้เชื่อมติดกับพื้นที่เกาะสมุย ด้วยการถมทะเลเป็นถนนลูกรังข้ามถึงกัน ยิ่งได้มาเห็นของจริงกับตา ก็ยิ่งให้รู้สึกเสียดายความเป็นเกาะของเกาะฟาน อย่างบอกไม่ถูกทีเดียว แต่ถึงอย่างไร ก็คงน้อยกว่าที่คนสมุยเองรู้สึกกระมัง

"วันนี้เราจะพาแม่ไปไหว้พระที่เกาะฟานกัน" วายร้ายสีแดงลั่นกตัญญูประกาศิต โดยได้รับเสียงสนับสนุนเป็นเอกฉันท์

 

เพื่อนออตโต้เจ้าเก่า ขนานแท้และดั้งเดิมอยู่ที่นี่

เกาะฟานมีร้านค้าเล็กๆ เสนอตัวเรียงราย ให้ความบันเทิง พื้นฐษนคือการจับจ่ายของที่ระลึก ของฝาก แก่ผู้มาเบือนนับสิบร้านทีเดียว ร้านที่คณะเราใช้เวลาเพลิดเพลินกันนานที่สุด เป็นร้านเครื่องหนังทำมือ ของสามีภรรยาหนุ่มสาว พื้นเพชาวเกาะคู่หนึ่ง

ด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดีของทั้งคู่ ประกอบกับวัยที่ทิ้งห่างจากพวกเราไม่ถึงรอบ ทั้งยังมีการหยิบยกเรื่องราวที่สนใจ ตรงต้องกันอยู่ มาแลกเปลี่ยนสนทนา ผนวกกับเสน่ห์รุนแรงของพี่หมีควายเข้าไปอีก จึงก่อความสนิทสนมกันได้ ถึงขั้นหยิบกล้วยแขกที่พี่เขาพึ่งซื้อมา... กินไป คุยไป ซื้อไป สลับฉากกับการเล่าถึงที่มาของสินค้าบางชิ้น จนกล้วยแขกหมดถุง

"คุณรู้จักออตโต้ พันธุ์หมาบ้ามั้ยล่ะ เคยอ่านมั้ย" พี่ผู้ชายเกริ่นถึงวรรณกรรม ชิ้นที่จัดว่าโด่งดังที่สุด ชิ้นหนึ่งของ ชาติ กอบจิตติ ที่นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรียบร้อยแล้วนั่นแหละ แหม... ไม่รู้จักก็เชยแย่สิพี่

"เมื่อก่อนออตโต้ก็เคยอยู่ที่นี่ เคยเปิดร้านขายของที่นี่... แล้วก็ตายที่นี่"

"อ้าว... ไม่ได้ไปเยอรมันหรอกเหรอคะ"

"เปล่าหรอกฮะ บางคนก็คิดว่าแกตายที่ภูเก็ตบ้าง ไปเยอรมันตามหนังสือบ้าง แต่จริงๆ แกตายที่นี่ละฮะ ผมยังได้ช่วยจัดการงานศพแกเลย ที่วัดที่บ่อผุดนี่เอง... เอ... รู้สึกยังมีรูปแกอยู่เลยนะ เดี๋ยวผมเอาให้ดู"

เธอหายไปหลังร้านเพียงครู่ ก็ได้รูปถ่ายติดมือออกมา 2-3 ใบ

"เนี่ยฮะ คนนี้ออตโต้ คนผมข้างหน้าน้อยๆ แต่ข้างหลังยาวสลวยนี่คือ ไอ้เฒ่า... ในหนังสือแกชื่อไอ้แก่ แต่จริงๆ แล้วเพื่อนๆ เรียกไอ้เฒ่าฮะ ตอนนี้ก็ยังอยู่แถวจตุจักรน่ะ ถ้าคุณไปเดินนะ มองๆ หาก็เจอ ผมหงอกแล้วล่ะ ผมเป็นรุ่นน้องแกอีกที"

"แล้วในหนังสือพี่เป็นใครครับ" พี่หมีฯ สงสัยว่าตัวเองกำลังคุยกับตัวละครตัวใดตัวหนึ่ง ในวรรณกรรมดังอยู่หรือเปล่า

"ไม่ครับ ไม่มีผมหรอก ผมเป็นรุ่นหลังแกแล้ว"

ดวงอาทิตย์ที่คล้อยเคลื่อนไป ช่วยเร่งให้คณะเราเคลื่อนย้ายออกจากเกาะฟานด้วย เพราะมีโปรแกรมต่อไปยังหินตา-หินยาย อันเลื่องชื่อ และหาดละไม... ชื่อที่ฟังนุ่มหูที่สุด

หินยายหายไปไหน

น้ำลึกมากที่หาดละไม คลื่นลูกใหญ่กระแทกซํดอั้กๆๆ เสียจุก แทบลืมข้าวเย็นไปเลย... มาสะดุดใจว่า ภัยธรรมชาติที่เราหวั่นมาก่อนหน้านั้น หาใช่สิ่งที่น่ากลัวที่เกาะสมุยไม่ แต่ที่น่าหวาดเสียวที่สุดของที่นี่ เห็นจะเป็นเรื่อง "รถรา" มากกว่า โดยเฉพาะที่ขับขี่โดยฝีมือฝีเท้า ของชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นรถจี๊ปหรือมอเตอร์ไซค์ พ่อเจ้าประคุณขับกันเร็วเหลือเกิน ไม่รู้จะรีบไปไหน เกาะก็มีอยู่แค่นี้ ตลอดสี่วันที่อยู่สมุย จะมีฝรั่งบาดเจ็บ ผ่านสายตามาให้เห็นทุกวัน มีทั้งแผลสด แผลตกสะเก็ด แผลเป็น แผลเก่ายังไม่ทันหาย แผลใหม่ก็มาซ้ำ ฯลฯ

ฉันเพิ่งรู้ตัวว่ารู้น้อย (โง่บรม) เอาจริงๆ จังๆ ก็ตอนมาชมหินตา-หินยายนี่แหละ

ตะวันลับขอบทะเลไปแล้ว ตอนที่คณะเราเดินออกมารอรถสองแถวอยู่ริมถนนใหญ่สายรอบเกาะ

"พี่แดง... หินตาคืออันที่ตั้งๆ ที่เราถ่ายรูปกันใช่มั้ย"

"เออ... นั่นแหละ"

"เสียดายเนอะ ค่ำซะก่อน เลยไม่ได้ไปดูหินยายเลย"

"เฮ้ย... ก็ที่เรานั่งกันอยู่นั่นแหละหินยาย อะไร... ไม่รู้เหรอ" น้ำเสียงวายร้ายสีแดง ไม่เชื่อว่าฉันจะรู้น้อยขนาดไม่รู้จักหินยาย

"อ้าว... เหรอ แล้วก็ไม่บอก ไม่งั้นถ่ายรูปมาแล้ว"

"เฮ้ย... ไม่รู้จริงๆ น่ะ ตุ้ม ตู่ แม่ ดูซิ... ไอ้เหว่าไม่รู้จักหินยาย"

"แหม... รู้แล้ว ตอนนี้รู้แล้ว"

รอสองแถวอยู่จนมืด ชาวบ้านแถวนั้นบอกว่ารถคงหมดแล้ว ถึงคราวหนุ่มนักโบกต้องสำแดงฝีมือละทีนี้

คันแล้วคันเล่าที่มองข้ามนิ้วโป้งน้อยๆ ไป

"มือตกเหรอแดง" สาวขี้บ่นเริ่มปฏิบัติการ

"แหม สมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อห้าปีก่อนนะเธอ" ร้อนถึงคุณตำรวจหนุ่ม (ไม่รู้ว่าหมู่หรือจ่า) ที่นั่งชมการโบกรถของเรา เคล้าอาหารเย็นอยู่บริเวณนั้น ต้องออกมาช่วยโบก

คันแรกก็จอดเลย...

คุณแม่โดดขึ้นก่อนใคร เพราะเรามัวแต่ยืนเสียฟอร์มกันอยู่

มื้อเย็นนั้นโอชะด้วยแกงปูรสเด็ด ฝีมือไทเฮาแห่งบ้านบุญเลี้ยง ปูต้ม 4 กก. และปูเผาอีก 5 กก.

- - - เหนือคำบรรยายครับผม - - -

"เฮ้ยอะไร จะนอนแล้วเหรอ เพิ่งสี่ทุ่มเอง" พี่แดงร้องทัก เมื่อเห็นฉันพุ่งขึ้นเตียงทันทีที่พนักงานปูเตียง เดินคล้อยหลังไปไม่ทันไร

"เออใช่ นอนเยอะไม่ดีหรอก"

"ตั้งกะขาไปยันขากลับ นอนก่อนเค้าทุกคืนเลยไอ้นี่"

"เล่นเกมสิ" ตุ้มพุทราเสนอไอเดียแก้ง่วง

"เออ มาเล่นทายสกุลเงินกันดีกว่า" หมู่ตู่เสนอเกมที่ไม่น่าจะเป็นเกมได้

"ทายสกุลเงิน!" พี่ตุ้มเตรียมตัวพุ่งขึ้นเตียงตาม

"ก็อย่างงี้ไง ถ้าเราบอกว่าเนปาล เธอก็ตอบรูปี แค่นี้เอง"

"เอาๆ ผมเริ่มก่อนแล้วกัน พี่ตู่... พม่า"

"จ๊าด... รัสเซีย"

"เอ... รัสเซียนี่อะไรหว่า... อ้อ รูเบิล ใช่ๆ ...รูเบิล ...สุรินัม เอ้า!"

...............................................................

ฉันรีบของตัวไปเตรียมใจรับอรุณรุ่งวันพรุ่งนี้ของเมืองหลวง ก่อนที่ความรู้ใหม่จะล้นสมอง

เสียงฉึกฉักของขบวนรถจักร ไม่อาจดังกลบเสียงคลื่นในมโนนึกได้ สี่เช้าที่เราตื่น สามคืนที่ได้นอนฝันเต็มอิ่ม บนผืนดินที่มีน้ำล้อมรอบนั้น เพียงพอที่จะช่วยเติมพลังในหัวใจ เติมความสมดุลภายใน ที่พร่องไปให้คืนกลับมาดังเดิมอีกครั้ง... ธรรมชาติเปี่ยมด้วยพลังเช่นนี้เสมอ

 

คืนนั้นฉันฝันว่า...

ตัวเองเป็นนักท่องเที่ยวคนแรกของเกาะสมุย ที่ปิดปากเงียบกับสิ่งที่ได้ไปพบเห็นมา ฉันเก็บสมุยไว้เป็นความลับ และหมายมั่นอยู่ในใจว่า จะต้องกลับไปอีก เพราะรู้ดีว่าถ้าเล่าให้ใครต่อใครฟัง บังกะโล โรงแรมจะเต็มหาด ดิสโก้เธคจะผุดกลางดงมะพร้าว บริการให้เช่าทั้งหลายแหล่ ไม่ว่ารถยนต์หรือคนผู้หญิงจะเฟื่องฟู...

ฉันไม่ได้เล่าอะไรให้ใครฟังเลย... ฉันฝัน



^ กลับด้านบน ^




เพื่อนเอ๋ย...
เราเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา
แต่เวลานี้...
กันกำลังเดือดร้อนมาก
ขอเพียงแต่...
นายช่วยเราหน่อยเดียว
เปิดเถอะนะ
เปิดคำตอบเถอะนะ เราจะลอก

"ควันต้า"