ฉบับที่ 34 มกราคม 2533 "สารคดีพิเศษ" ฝ้ายคำ

** เขียนจากประสบการณ์จริง ผู้เขียนขณะนี้อายุ 14 ปีกว่าแล้ว เรียนขี่ม้าเหลืออีกขั้นตอนหนึ่งจึงจะสมบูรณ์จบหลักสูตร คือยังไม่ได้ผ่านขั้นกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางและอาจจะเรียนได้ไม่จบหลักสูตร ไม่ใช่เพราะใจท้อ แต่เพราะกำลังจะพ่ายความห่วงใยของคุณแม่ที่ชอบไปนั่งลุ้นหน้าซีดหน้าเซียว อยู่ข้างๆ สนามฝึก หากครูผู้สอนได้อ่านพบเรื่องนี้ ครูคงพอจะนึกออกว่า นักเรียนขี่ม้าของครูหรือผู้เขียนคนนี้คือใคร ถ้าหายหน้าไปก็แปลว่าจำต้องหยุดเรียน ไม่ใช่เพราะบอบบางไม่อดทน แต่เพราะสงสารคุณแม่เหลือเกินแล้ว - -

ม้า ม้า ม้า ม้า ม้า พี่เคยเห็นม้าหรือเปล่า ม้ามันตัวโตไม่เบา จมูกยาวๆ จมูกม้า หน้าผากมีผม เรียกผมม้า มีหูมีตาสวยงาม

ม้า ม้า ม้า ม้า ม้า น้องเคยเห็นม้าหรือเปล่า ม้ามันสวยงามไม่เบา รูปหน้ายาวๆ สวยอย่างม้า นัยน์ตาเรียวยาววาวหนักหนา ไว้ผมปรกหน้า สวยงาม

ม้า ม้า ม้า ม้า ม้า เพื่อนเคยเห็นม้าหรือเปล่า ม้ามันตัวใหญ่ไม่เบา ปากใหญ่ฟันยาวคือปากม้า สะโพกพ่วงพีสะโพกม้า เดินวิ่งสง่าสวยงาม

ม้า ม้า ม้า ม้า ม้า เธอเคยขี่ม้าหรือเปล่า ขี่ม้าสนุกไม่เบา ม้าควบเร็วดีโก้แท้ ขี่เที่ยวท่องไพรสนุกแน่ เคล็ดยอกช้ำแน่ถ้าตกหลัง ม้า - - า - - า

ม้า ม้า ม้า - - "เอ้า - - - ยังเจ็บไม่พอหรือ" เสียงใครแซวมาแว่วๆ ขณะที่ฉันแหกปากร้องเพลงม้า ทำนองเพลงช้างแข่งกับเสียงน้ำ ที่เปิดให้มันรดราดหุ่นหมูของตัวเอง อยู่ในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ฉันรัก ถ้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ขึ้นชื่อว่า "มนุษย์" ฉันก็จะรักปนกับความกลัว ถ้าจะถามว่ากลัวอะไร กลัวอย่างไร ฉันก็บอกไม่ถูกอธิบายไม่ได้ ถ้าเป็น "สัตว์" ฉันก็จะรัก รักอย่างเดียว และถ้ารักแล้วก็จะหมดความกลัว ฉันรักนก ผีเสื้อ แมงมุม หนอน งู หมา และม้ามาก

ฉันรักม้า เพราะม้าเป็นสัตว์ที่สง่างาม แข็งแรง พ่วงพี ฉลาด ช่างรู้ และวันนี้ที่ฉันอาบน้ำไปร้องเพลงม้าไปจนถูกแซว ก็เพราะไม่มีปัญญาจะออกไปเที่ยวไหน เนื้อตัวฟกช้ำไปหมด ไม่ใช่เพราะถูกม้าเตะหรือล่มจมหมดเนื้อหมดตัวเพราะเล่นม้าหรอก แต่เป็นเพราะตกม้า ไม่ใช่ม้าไม้สำหรับรองนั่งด้วย เป็นม้าของจริง มีชีวิตเป็นหนุ่มอย่างเต็มที่เลยละ เจ็บครั้งนี้ของฉันนับว่าเป็นขนาดธรรมดา เพราะแค่สะโพกช้ำนิด ตัวเขียวหน่อย... เมื่อก่อนขนาดอาเจียนออกมาเป็นเลือดยังเคยเลย ฮึ่ม - - ม แต่อย่านึกว่าฉันจะเข็ดนา ก็หลงรักม้าเข้าแล้วนี่ เอาละไหนๆ ก็ต้องช้ำเพราะม้าแล้ว เลยขอยกม้ามาเป็นเรื่องเล่าสู่กันฟังเสียเลย

ม้าเป็นสัตว์ใหญ่ชนิดหนึ่ง ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานบอกไว้ว่า "ม้าเป็นสัตว์สี่เท้าในวงศ์ Equidae มีกีบทึบ แผงคอยาว ใช้เป็นพาหนะขับขี่และเทียมรถ" ม้ามีความใกล้ชิดผูกพันกับคนมาแต่โบราณแล้ว คนนำมาใช้ประโยชน์ รัก ยกย่องม้า ใช้ชื่อและรูปลักษณ์ของม้าเรียกขานสิ่งต่างๆ ใช้เป็นคำนามและเป็นสำนวน เช่น ใช้เรียกชื่อดาวฤกษ์กลุ่มหนึ่งซึ่งมี 7 ดวงว่า ดาวอัศวินี หรืออัศวฤกษ์ เรียกคนขี่ม้าสำหรับรับใช้ คนเร็วสำหรับส่งข่าวสารว่า "ม้าใช้" เปรียบหญิงที่กระโดกกระเดกลุกลน ไม่เรียบร้อยดั่งกิริยาของม้าว่า "ม้าดีดกระโหลก" (กระโหลกใครหลบกันเองนะ) เรียกไอ้หนุ่มที่อยู่ๆ ก็คว้าหัวใจสาวงามไปครองโดยไม่กระโตกกระตากมาก่อนเลยว่า "ม้ามืด" หรืออาจใช้เรียกผู้ชนะที่ไม่ตรงดังความคาดหมายด้วย ลูกเกิดมาก็เรียก "ม้าล่อ" นางม้าที่นายม้าหนุ่มๆ หล่อๆ ดีๆ ไม่สน ผ่าไปสนหนุ่มลาเข้า มีลูกเขาก็เรียกว่า ม้าลา ให้นึกสงสัยว่า ม้าล่อกับม้าลา หากเกิดปิ๊งกันขึ้นมา ข้ามเผ่าพันธุ์แบบนี้จะเรียกอย่างไรหนอ เรียกล่อลาหรือลาล่อ หรือลาลาล่อล่อ หรือ ล่อล่อลาลา ไอ้ที่เกิดมาทีหลังนี่คงโง่เป็นบ้าไปเลย

 

ขี่ม้า เป็นกีฬาชนิดหนึ่ง ได้ออกกำลังกายเต็มที่ ได้ใช้ประสาททุกส่วน

กีฬาแข่งม้า การแข่งม้าเกิดขึ้นได้เพราะความผูกพัน ความใกล้ชิดระหว่างคนกับม้า คนนั้นรู้ค่า รู้ประโยชน์ รู้คุณสมบัติของม้า... และเชื่อไหมว่า ม้าก็รู้และเข้าใจคน ม้ามีกระแสจิตที่ไวมาก รู้ได้เลยว่าผู้ขี่กลัวมันหรือไม่ รักมันจริงหรือไม่จริง รักเล่นเพียงจะมาหลอกขี่ทำโก้ ม้ารู้ทั้งนั้น อย่าคิดหลอกม้าเสียให้ยากเลย

การแต่งตัวในการขี่ม้าจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและคล่องตัว ศีรษะสวมหมวกแข็งๆ คล้ายหมวกกันน็อค ทำจากพลาสติกหรือไฟเบอร์ แล้วหุ้มด้วยผ้ากำมะหยี่ กางเกงขี่ม้าก็จะต้องยืดได้คล่องตัว ไม่รุงรังบริเวณข้อเท้า สวมรองเท้าบู๊ตหนังยาวถึงเข่า ฉันชอบชุดขี่ม้ามาก ใส่แล้วรู้สึกถึงความคล่องตัวและสวย... ด้วยใจรักม้าอยู่แล้ว เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว แต่งตัวเสร็จก็ไปโรงเรียน

ฉันเริ่มหัดขี่เมื่อ 12 ขวบ โรงเรียนของฉันเป็นค่ายทหารม้า ครูที่สอนก็เป็นทหาร ใจดี ไม่เหี้ยมโหดกับนักเรียน การเรียนแบ่งเป็นชั้นต่างๆ ชั้นเริ่มเรียนนี่ก็ต้องไปเรียนในร่ม ในตึกที่คล้ายๆ กับโรงยิมฯ พื้นเป็นทรายนุ่มๆ เผื่อตกลงมาจะได้ไม่เจ็บมาก ในชั้นนี้ครูก็จะเริ่มสอนกันตั้งแต่ จิตวิทยาพื้นฐานของม้าเลย ครูบอกว่าไม่ต้องกลัวม้า ก่อนขึ้นม้าให้รู้จักขอขมา แผ่เมตตา แผ่ความรักให้ ม้าจะรับรู้ได้ ม้าที่ใช้ให้พวกฉันฝึกนั้น เป็นม้าเทศตัวสูงใหญ่ สง่างาม เมื่อเริ่มเรียนตัวยังเล็ก ครูจะคอยดันก้นส่งให้ปีนขึ้นเหยียบโกลนม้า และตะกายให้ขึ้นนั่งอานได้อย่างคล่องแคล่ว ฝึกให้ขึ้นม้ากันจนคล่อง ครูก็สอนท่านั่ง นั่งหลังม้าอย่างไรจึงจะสง่างาม นั่งให้สง่าต้องนั่งหลังตรง หน้าตรง เท้าสอดเข้าโกลนให้ถนัด จับบังเหียนให้ถูกต้องคือ จะต้องใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้าง จับที่ด้านนอกของสายบังเหียน นิ้วที่เหลืออยู่ด้านในบังเหียน (ถ้าใครตีขิมเป็น การจับบังเหียนก็จะคล้ายกับการจับไม้ตีขิม) หักข้อมือขึ้น มือทั้งคู่อยู่ชิดกัน ขนานกับหลังม้า ตรงบริเวณหัวอาน กดมือลงให้เกือบติดหลังม้าเลย

การเรียนขั้นต่อไปก็คือการเดิน ใช้น่องค่อยๆ บีบเข้าหาตัวม้าเบาๆ ช้าๆ ทั้งสองข้าง มือที่จับบังเหียนผ่อนบังเหียนเล็กน้อย ม้าก็จะออกเดิน ตอนนี้ครูก็จะร้องว่า "เดิน แต่ออกเสียงเป็น "เด่อ - - เอิ้น" (ลองออกเสียงตามนี้ดู)เราก็จะใช้น่องกระตุ้นมาเบาๆ ไปเรื่อยๆ เมื่อครูร้องว่า "หยุด" (หยู่ - - อู้ด) เราก็หยุดเตือนน่อง (กระตุ้นม้าโดยใช้น่องบีบ) ใช้มือดึงบังเหียนเข้ามาหาตัวช้าๆ เท่าๆ กันทั้งสองข้าง ม้าก็จะหยุดเดิน ในเวลาที่ม้าเดินนี้ ครูสอนว่า เราต้องทำตัวให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับม้า อย่านั่งตัวแข็ง ต้องทำตัวให้เคลื่อนที่ไปตามจังหวะการเดินของม้าด้วย ต่อมาก็เรียนการทำซ้ายหันขวาหัน โดยเริ่มจากม้าที่อยู่นิ่งๆ ก่อน ให้ใช้น่องข้างที่จะหัน (ขวาหันก็ใช้น่องขวา) เตือนม้าเบาๆ ถี่ๆ เพียงข้างเดียว พร้อมกับหงายมือที่จับบังเหียนอยู่ออกทางด้านนอกตัวม้า (มือข้างเดียวกับน่อง) ม้าก็จะค่อยๆ หันไปตามทิศทางที่เราต้องการ เราก็จะต้องทิ้งน้ำหนักลงไปในข้างที่ม้าหัน ตอนนี้ ครูจะร้องว่า "- - - (ซ้ายหรือขวา) ห่า - - อ๊า - - อ่า - - อั๊น" (คือซ้ายหรือขวาหัน) แล้วเราก็จะฝึกทำอย่างนี้กันไปจนคล่อง เสร็จแล้วก็จะย้ายไปเรียนชั้นใหม่

 

ชั้นใหม่เป็นที่โล่ง มีเหล็กกันเป็นคอกๆ กว้างพอประมาณ ที่ชั้นนี้ก็จะเริ่มเรียนการออกคำสั่งให้ม้าวิ่ง ทำได้หลายอย่างเช่น การวิ่งเรียบ เราก็จะทำคล้ายกันกับการเดินคือ ใช้น่องบีบเข้าหาตัวม้าเบาๆ แต่ถ้าจะให้วิ่งเรียบ ก็ต้องทำถี่ๆ มือผ่อนบังเหียนให้ค่อนข้างหย่อน เพื่อให้ม้านั้นเคลื่อนไหวสะดวก ตอนนี้ถ้าเพิ่งจะหัดวิ่งใหม่ๆ ตัวเราจะกระเด้งขึ้นกระเด้งลง เขย่าไปเขย่ามาบนหลังม้า เราจะต้องยืดแขนให้บังเหียนอยู่ในตำแหน่งของมัน แต่ตัวเราเอนไปข้างหลังเล็กน้อย ทิ้งน้ำหนักตัวลงที่ก้นด้านหลัง ตัวเราก็จะไม่เขย่า และต้องคอยระวังอย่าเตือนน่องแรงและเร็วเกินไป จะทำให้ม้าวิ่งเร็วมากขึ้น และเราจะทรงตัวไม่อยู่ ความรู้สึกเมื่อหัดวิ่งเรียบครั้งแรกนั้น ทำให้เราตื่นเต้น บีบน่องเข้าหาตัวม้าเพราะกลัวจะตก แต่นั่นจะทำให้ม้ายิ่งวิ่งเร็ว เราต้องกางส่วนน่องออกบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาดทางเทคนิคขึ้น

การวิ่งโขยก เป็นบทเรียนที่ต่อกับวิ่งเรียบ วิ่งโขยกก็ทำเหมือนกับวิ่งเรียบ เพียงแต่เตือนน่องแรงกว่า ถี่กว่า ม้าก็จะออกวิ่ง เราก็กระทำเหมือนเดิมในการผ่อนบังเหียน, ควบคุมตัว ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากกว่าเดิม เพราะม้าวิ่งเร็วกว่าเดิม เราจะต้องดูแลตัวเองไม่ให้ขากอดท้องม้า หรือทำตัวหมอบลงไปติดตัวม้า สิ่งเหล่านี้จะทำให้ม้าวิ่งสุดชีวิตเลย

การวิ่งขึ้นที่สูง นั้นก็ไว้สำหรับเวลาเราจะขึ้นเนินหรือภูเขา ขาขึ้นก็บังคับให้มาด้วยการวิ่งเรียบ เมื่อม้าวิ่งขึ้นเนิน ก็ให้เราก้มตัวไปข้างหน้า ขาลงก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน แต่ให้เอนหลังไปข้างหลัง

ถ้าหากเราทรงตัวไม่อยู่ พลาดพลั้งไปจะตกจากหลังม้า ถ้าไม่ใจลอยเราก็จะรู้ตัว เราต้องตั้งสติให้ดี ตกให้สวยให้เจ็บน้อยที่สุด หลบหลีกกลิ้งตัวให้พ้นเท้า ทั้งตัวที่สะบัดเราตก และตัวอื่นๆ ที่วิ่งตามมา ไม่พยายามที่จะลุกขึ้นทันที ตอนเรียนปีแรก เมื่อตกม้าครูจะวิ่งมาดู สั่งให้นอนนิ่งๆ เมื่อเห็นว่าหายตกใจ ตั้งสติได้แล้ว ครูกจะสั่งให้ยกแขน ยกขา ทั้งซ้ายและขวา เมื่อยกได้ก็แสดงว่าไม่มีอะไรหัก ถ้ายกไม่ขึ้นครูจะค่อยๆ ช่วยยก เพราะบางทีไม่หักแต่ก็ยกไม่ขึ้น เพราะยังเคล็ดยอกอยู่ เมื่อครูค่อยๆ ช่วยยก ถ้าปวดโอดโอยก็ต้องให้อยู่เฉยๆ เพราะถ้าเกิดการเดาะ, หัก, ร้าวของกระดูก ก็ต้องส่งโรงพยาบาลกัน บางคนตกลงมาร้องลั่นเลย เพราะกลัว, ตกใจ... จริงๆ แล้วไม่ควรร้องอะไรมาก เพราะจะทำให้ม้าตกใจ ที่เค้าร้องนี่บางทีไม่ได้เป็นอะไรเลย ขอให้ได้ร้องไว้ก่อน พอม้าได้ยินเสียงกรี๊ดๆ ก็ตกใจ วิ่งโผนออกมา เกิดไปเหยียบคนที่ร้องเข้า เลยได้เป็นอะไรกันไปจริงๆ ให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ

การฝึกหัดขี่ม้าต้องมีสมาธิ มีประสาทไว เชื่อฟังจดจำคำสั่งสอนให้ได้แม่น ไหวพริบการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็สำคัญ ม้าที่ค่ายทหารที่ฉันไปเรียนเป็นม้าที่ฉลาดช่างรู้ มีทั้งแสนรู้ พยศ ดื้อโกง ชอบแกล้ง ขี้ตกใจ ช่างประจบ แต่ทุกตัวก็ไม่ใช่ม้าเถื่อน เป็นม้าที่ผ่านการฝึกหัดมาแล้ว เพียงแต่ผู้ขี่จะใช้วิธีสื่อสาร ให้ม้ารับรู้ถูกต้องตามใจผู้ขี่ได้หรือไม่เท่านั้น ซึ่งตรงนี้แหละที่เป็นหัวใจสำคัญของกีฬาขี่ม้า ที่ต้องเรียนต้องฝึกกัน เพราะนอกจากม้าจะคอยทำตามที่เราสั่ง ม้ายังมีความคิดของตนเอง ที่จะวิ่งหรือไม่วิ่งอยู่ด้วย ทำอย่างไรม้าจึงจะเต็มใจทำตามที่เราสั่งได้

เมื่อม้าทำดี ทำถูกใจ ก็จะมีการให้รางวัลกันโดยตบคอม้าเบาๆ เป็นทำนอง Thank you very much เมื่อขี่เสร็จก็ควรเลี้ยงดูกันบ้างด้วยหญ้าอ่อนๆ ข้าวโพดดิบสดๆ แครอท ถั่วฝักยาวหรือน้ำตาลก้อน อย่างหลังนี่ม้าชอบมาก, ม้าก็เหนื่อยเป็นนะ หากพาวิ่งมากๆ เหงื่อจะตกตัวเปียกไปหมด น้ำลายฟูมปาก เมื่อม้ามีอาการเช่นนี้ก็ควรให้ม้าได้หยุดพักเหนื่อยบ้าง ไม่ใช่เอาแต่จะพามันห้อตะบึง มันอาจป่วยได้ การดูแลสุขภาพม้านั้นก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนคนเช่นกัน

จากประสบการณ์ที่ได้รับมานั้น ม้าบางตัวน่ารักมาก เชื่อฟังคำสั่ง ทำตามได้ด้วยดี เป็นไปตามที่ครูถ่ายทอดให้ บางตัวก็พยศเหลือหลาย ก็จะเชื่อเหมือนกัน แต่ขอดื้อสักหน่อย เหมือนกับว่าถ้ายอมเชื่อง่ายๆ จะเสียศักดิ์ศรีม้าอย่างนั้นแหละ ม้าบางตัวร้ายมาก เผลอใจลอยไม่ได้ คล้ายจะคอยจังหวะอยู่ เผลอปุ๊บจะสะบัดเราตกทันที บางตัวเกเร วิ่งตามตัวอื่นกันอยู่ดีๆ ก็แกล้งกัดตัวหน้า บางตัวก็ชอบเตะตัวหลังที่วิ่งมาใกล้ พอเพื่อนมาใกล้ก็ทำก้นโด่ง ชูขาหลังเตะเขาเสียนี่ คนนั่งอยู่บนหลังม้าต้องตั้งหลักให้ดี ไม่งั้นก็ร่วงเท่านั้นเอง สิ่งเหล่านี้ต้องใช้ไหวพริบเข้าแก้ให้ทันเกม

และเมื่อเสาร์ที่แล้วนี้เอง ฉันก็เจอม้าหนุ่มสัปดนเข้า ขณะที่นั่งกันอยู่บนหลังม้า เรียงแถวหน้ากระดาน เตรียมพร้อมที่จะบังคับม้าออกวิ่ง วันนั้นฉันขี่ม้าหนุ่ม ไอ้ฉันก็เด็กกว่าเขาเพื่อน เล็กที่สุดในกลุ่ม วั้นนั้นไปโรงเรียนสาย จึงได้เจ้าเกเรตัวนี้มาขี่ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามันเป็นม้าที่ฉลาด แต่ดื้อรั้นเกเรเจ้าชู้ และสัปดนเป็นที่สุด ครูบอกว่าม้าตัวนี้มันชอบปราบเซียน และเจ้าชู้ชอบผู้หญิง ขณะที่ฉันกำลังตั้งอกตั้งใจรอคำสั่งจากครูฝึก ก็ได้ยินเสียงหัวเราะเฮลั่นมาจากกลุ่มทหารแผนกจับม้า ที่ยืนรายรอบอยู่ข้างๆ สนาม เหตุมาจากเจ้าม้าหนุ่มที่ฉันนั่งอยู่บนหลังมันนะซิ มันเกิดบ้าอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ ดันทะลึ่งทำ "ห้าขา" (ปกติม้ามันมีสี่ขานะ - - - ดูเถอะ ดูความบ้าของไอ้ม้าหนุ่ม นี่ขนาดฉันยังไม่สาวเต็มตัวนะเนี่ย บ้าแท้ๆ เชียว) พอเสียงเฮดังขึ้นมันก็คึกใหญ่ ฉันตกใจมากแต่ก็ระวังอยู่แล้ว ไอ้ม้าหนุ่มกระโจนพุ่งออกไปเลย ทั้งที่ครูและผู้ขี่ยังไม่ทันสั่งมัน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องพยายามใช้ไหวพริบแก้สถานการณ์ ครูผู้ฝึกขึ้นหลังม้าของครูทันที ควบตามมาตะโกนสั่งตลอดเวลาให้ระวัง มันทำคึก พอครูตะโกนบอกว่าไม่ต้องตกใจ ปราบมันให้ได้ ฉันก็รู้ถึงที่มาของเสียงเฮทันที เกิดอาการเจ็บใจไอ้ม้าหน้าด้านที่ทำให้ได้อาย เลยก้มตัวต่ำ แนบหลังมัน กระชับขาทั้งหมดพามันวิ่งห้อเสียหลายสิบรอบสนาม วิ่งจนเหนื่อย เหงื่ออาบทั้งคนทั้งม้า เหนื่อยเข้ามันก็หมดแรง หมดความซ่าส์ วิ่งอยู่พักใหญ่ก็ค่อยๆ เข้าสู่สภาวะปกติ ฉันจึงค่อยๆ บังคับให้มันลดความเร็วลง จนเหลือแค่วิ่งเรียบ

แต่เจ้าหนุ่มซ่าก็ยังไม่ยอมสิ้นฤทธิ์ง่ายๆ ตัวฉันมือเท้าอ่อนไปหมด เหนื่อยหอบแทบขาดใจ ม้ามันเข้าใจผิด เพราะฉันไม่ใช่เซียน เป็นผู้หญิงก็จริงแต่ก็ยังเด็ก และการควบม้าครั้งนี้ไม่ได้เป็นความตั้งใจของเรา ถ้าเป็นไปตามนั้นเราจะสนุกตื่นเต้น ไม่กลัว เพราะเรารู้ว่ามันจะวิ่ง แต่นี่จำต้องควบ ต้องตะบึงไปกับม้าเพราะความบ้าของมันแท้ๆ พอมันผ่อนฝีเท้าให้ ก็พอดีกับที่ฉันเหนื่อยจนหมดแรงที่จะฝืนตัวอยู่บนหลังมัน ฉันก็ - - หล่นลงมาจากหลังมันน่ะซิ ผลก็คือสะโพกเคล็ด ตัวเขียวช้ำไปทั้งแถบซ้ายของลำตัว เป็นการตกม้าในท่าที่ทุเรศที่สุดของฉัน เจ็บตัวไม่เท่าไรแต่เจ็บใจนี่ซิ - - เอาเถอะเจ้าม้าหนุ่มจอมซ่าส์ ซ่าส์ได้ก็ซ่าส์ แต่อย่าทำฉันร่วงบ่อยนักก็แล้วกัน ตกบ่อยเข้าเจ็บบ่อยเข้าอาจลืมแผ่เมตตา เกิดความบ้าเตะม้าเข้าให้บ้างก็ได้นะ

- - ม้า ม้า ม้า ม้า ม้า คุณเคยตกม้าหรือเปล่า - - ?


^ กลับด้านบน ^




วันก่อนตอนเย็น
ฉันเห็นคนคนหนึ่ง
วันนี้ฉันเห็นอีกหนหนึ่ง
ทำไมถึงไม่ไปซักที
เข้าไปถามเขาใกล้ๆ
ถามเขาจะไปไหน
เขาตอบฉันไม่ได้
เขาโดนใครสกัดจุด

สะดือ' เลือด