|
|
|
ความจริงมีทีมงานข่าวโทรทัศน์ที่ทำข่าวสงครามโดยตรง รักษาการอยู่ในพื้นที่สู้รบอยู่แล้ว 2 ทีม ฉันต้องรับผิดชอบการสำรวจสถานการณ์ในตัวเมือง แต่ความอยากรู้อยากเห็น เอาชนะใจได้อีกตามเคย จะเขียนข่าวภาวะเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของชาวเมืองในช่วงสงคราม โดยไม่ได้เข้าถึงชายแดน ทั้งที่มีโอกาส มันก็กระไรอยู่ มาถึงพิษณุโลกทั้งที น่าจะได้เห็น เอฟ-5 อี เหินฟ้าเหนือบ้านร่มเกล้า แล้วทำเสียงหวีดหวิวโครมคราม ให้สมใจเสียหน่อย วันนั้นนัดหมายจะขับรถตามขบวนของผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ไปยังหมู่บ้านชาวม้ง ซึ่งอพยพหลบภัยสงครามจากบ้านร่มเกล้า กระเถิบมาที่บ้านน้ำภาคน้อย ห่างจากที่เดิมไม่กี่กิโลเมตร และเพราะห่างออกมาไม่กี่กิโลเมตรนั่นแหละ จึงต้องเกาะติดขบวนผู้ว่าราชการจังหวัดเอาไว้ อย่างน้อยก็พอให้อุ่นใจรู้ที่รู้ทาง กระสุนปืนใหญ่ไว้ใจได้ที่ไหน สุ่มสี่สุ่มห้าจะมาตกเอาที่หลังคารถข่าวเข้า จะกลายเป็นข่าวไปเสียเอง นัดผู้ว่าราชการจังหวัดเอาไว้ 08.30 นาฬิกา แต่ปรากฏว่าเครื่องอัดเทปโทรทัศน์เสีย นักข่าวทีวี. ไม่มีกล้องถ่ายข่าว ก็คงเหมือนทหารไทยจะไปรบกับลาวแต่ไม่มีกระสุน!! ดังนั้นเราจึงตระเวนรอบเมืองพิษณุโลก เพื่อหาคนซ่อมอาวุธประจำกายก่อนออกชายแดน เขย่าประตูร้านหลายร้าน เพราะยังเช้ามาก ปรึกษาช่างอีกหลายร้าน โดยมากจะมองแล้วส่ายหน้าว่า "ไม่เอา ผมไม่เคยซ่อม" ไปเสียทั้งนั้น ในที่สุดก็เจอช่างฝีมือดีเข้าร้านหนึ่ง เขายิ้มกริ่ม-กริ่ม ตอนจดวันที่ลงไปในใบรับซ่อมของ แล้วเงยหน้าขึ้นมาพูดลอยๆ ว่า "วันที่ 13 แล้วละ พรุ่งนี้ก็จะได้ดูดนตรี" ฉันมองตามสายตาเขาไปที่ข้างฝา เห็นโปสเตอร์โฆษณาการแสดงของคาราบาว หราอยู่หน้าร้านจึงเข้าใจว่า เขาคงอารมณ์ดี เพราะปกติการซ่อมของที่ไม่เคยซ่อมนั้นเพิ่มความยุ่งยาก เครื่องอัดเทปโทรทัศน์ระบบยูเมติกที่ใช้อยู่นี้ ปกติตามต่างจังหวัด จะไม่มีใครซ่อมเลย
คิดแล้วก็เดินออกไปนอกร้าน เขาหิ้วเครื่องขึ้นไปบนชั้นสอง กลับเข้ามาอีกทีเมื่อสองชั่วโมงผ่านไป ก็มีเสียงโทรศัพท์จากห้องข้างบน บอกว่าช่างจะขอคุยด้วย วินาทีนั้นฉันอยากหัวเราะ เพราะนึกถึงภาพเครื่องอัดเทปที่แยกเป็นชิ้นๆ แล้วเอากลับเข้าไปไม่ได้... ก็อย่างนี้ทุกที เวลาเครียด หัวเราะเอาไว้ก่อนเป็นการปลอบใจตัวเอง แล้วค่อยร้องไห้ทีหลัง ถือคติร้องไห้ทีหลังดังกว่า!?! แต่เมื่อรับโทรศัพท์แล้วก็โล่งอก เพราะช่างบอกว่า "ซ่อมแบบพอใช้ได้ก็พอนะครับ ถึงกรุงเทพฯ แล้วรีบซ่อมถาวรก็แล้วกัน" ในที่สุด ทีมงานเราก็ต้องไปชายแดนโดยลำพัง!! มีช่างภาพ คนขับรถ ตัวฉัน และแผนที่ประเทศไทย 1 แผ่น ก่อนรถจะออกจากตัวจังหวัด ฉันยื่นหน้าจากเบาะหลัง พูดกับคนขับและช่างภาพว่า
ไม่พูดอย่างนี้ได้ยังไง เมื่อวานแอบไปถ่ายทำบรรยากาศท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ชมวิวลานหินแตกยังไม่ทันถึงสิบนาที ก็มีเสียงปืนใหญ่ดังลั่นเป็นชุดๆ จนกระโดดเข้าซอกหินแทบไม่ทัน ลืมนึกไปว่า ระยะทางไกล 40 กิโลเมตร ลูกปืนมาไม่ถึง เสียงปืนใหญ่ดังตึงตัง เหมือนคนอารมณ์ร้าย เมื่อวานพอตั้งหลักได้ ก็ยังเดินนวยนาดชมธรรมชาติภูหินร่องกล้ายามตะวันลับเมฆได้อย่างสบายใจ แต่ไม่ใช่วันนี้ แล้วรถนิสสัน สแตนซ่า เอฟเอกซ์ คันเล็ก-เล็ก ก็ควบปุเลง-ปุเลง ชนิดไม่เจียมตัวเจียมใจ ปะปนไปกับรถยีเอ็มซีของทหาร ที่นานๆ จะสวนมา หรือถูกเราแซงขึ้นหน้าไปเป็นระยะๆ ผ่านเส้นทางลาดยาง ลูกรัง และทางกำลังเกรด ทุลักทุเลที่สุดก็ตอนนี้ เพราะรถคันอื่นผ่านไปได้หมด รถของเราต้องรอให้รถเกรดคันมหึมา ค่อยๆ ถอยมาเกรดและเกลี่ยดินกองโตเต็มถนนออกไปข้างทาง เพื่อให้เราตะกุยตะกายข้ามไปอีกด้านหนึ่ง คนขับรถเขาบอกว่า อ๊าย-อาย ที่เอารถแบบนี้มาทำข่าวแบบนี้ แต่ฉันไขกระจกรถ ยื่นหน้าออกไปยิ้มแห้ง-แห้ง กับพนักงานขับรถเกรดถนน เพราะขากลับเราต้องกลับทางเดิม ซึ่งก็ต้องอาศัยรถเกรดถนนนี่อีกเหมือนกัน เนื่องจากถนนยังไม่อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ ต้องยิ้มอย่างนี้หลายหน บนเส้นทางที่ควรจะเป็น 5 กิโลเมตร ก่อนถึงหมู่บ้านอพยพ แต่พวกเราเดินทางไกลกว่านั้น เพราะเราหลงทาง! ขับรถวนขึ้นไปบนเขา สัมผัสความผิดปกติว่า ถนนนั้นดินร่วนเหมือนไม่ค่อยมีคนผ่าน แต่ก็อุตส่าห์ตรงขึ้นไปจนถึงแคมป์คนทำทาง เขาเดินออกมาจากวงอาหารกลางวัน ฉันงงนิดหน่อยเพราะบ่ายสองแล้ว ทำไมกินข้าวกันนานจัง เขาบอกว่า ตอนเที่ยงไม่ได้กินข้าว เพราะกระสุนปืนใหญ่มาตกแถวนี้ ว่าแล้วก็ชี้แหมะลงที่ต้นไม้ใกล้ๆ
ในที่สุดฉันก็ไม่ได้ไปบ้านร่มเกล้า ตำรวจตระเวนชายแดนซึ่งเราจอดรับระหว่างทาง อวยพรขอให้โชคดี แล้วกระโดดลงจากรถ ที่ฐานปฏิบัติการสุดท้าย ก่อนเข้าสู่เขตแนวชายแดน รถของเราลงจากภูเขาสูง ไปตามถนนลูกรังที่ได้รับการชี้แนะ บ้านน้ำภาคน้อย เดิมเป็นที่ทำไร่ของชาวม้ง เมื่อพฤศจิกายน 2530 เคยหลบภัยมาอยู่ที่นี่เหมือนกัน แต่ไม่มากเหมือนปีนี้ ชาวไทยม้ง 103 ครอบครัว 657 คน สร้างบ้านโครงไม้ไผ่ง่ายๆ ปลูกติดดินอยู่กันเหมือนชีวิตปกติ แต่ความรู้สึกที่มีย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างบ้านที่เงียบสงบ กับบ้านที่มีเครื่องบิน เอฟ-5 อี บินผ่านทุกวัน วันละหลายเที่ยว ผู้ชายม้งมีเมียหลายคน ไม่นิยมคุมกำเนิด เด็กๆ จึงเดิน-วิ่ง กันเต็มหมู่บ้าน
บ้านร่มเกล้า เป็นหมู่บ้านชายแดน หมู่บ้านสุดท้ายก่อนถึงตะเข็บไทย-ลาว ทุกครัวเรือนเป็นม้ง ในสถานการณ์สงคราม ส่วนใหญ่ย้ายมาที่บ้านภาคน้อย บางส่วนไปอาศัยญาติอยู่ในแถบใกล้เคียง เนิน 1428 1370 และ 1146 เรียกตามระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเล เป็นพื้นที่ฝั่งไทย ที่เชื่อมต่อสามจังหวัด คือ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก เลย และติดต่อกับผืนแผ่นดินลาว และเนิน 1428 สำคัญที่สุด สูงที่สุด ทำให้ผู้ครอบครองคุมพื้นที่ได้ดีกว่าพื้นที่อื่น ฐานกำลังพล และฐานปืนใหญ่ ที่คุกคามข้ามแดน ล้วนมาจากเนินแห่งนี้ การเปิดยุทธการหนักหน่วง เพื่อช่วงชิงดินแดนคืน ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นแล้ว คือที่มาแห่งความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย ศพแล้วศพเล่า ที่ลำเลียงออกมาจากสมรภูมิ ฉันนึกถึงบางบทสนทนาของหนังสงคราม อเมริกัน-เวียดนาม เรื่องแฮมเบอร์เกอร์ฮิลล์ ที่เขาแปลเป็นไทยว่า 'ถึงสูงเสียดฟ้า ข้าฯ ก็จะยึด'
อีกคนหนึ่งหันมาถามท่ามกลางเสียงระเบิดและปีกเฮลิคอปเตอร์กรีดอากาศว่า
ฉันว่าน่าจะเป็นบทสนทนาของทหารลาว
ขณะที่เริ่มกำลังจะเริ่มถ่ายทำข่าว เสียงเครื่อง เอฟ-5 อี ก็กระหึ่มฟ้า ทุกคนแหงนเงยขึ้นหาที่มาของเสียง
เราได้ภาพเครื่องบินรบที่ลับฟ้าไปทางเนิน 1428 ซึ่งขณะนั้นเป็นสมรภูมิและเป็นที่มาของเสียงปืนก้องฟ้า รถของเราแล่นผ่านเสาธงไตรรงค์ทำจากลำไผ่ แม่หมูท้องย้อยวิ่งตามเด็กม้งตัวเล็กๆ ทหารประจำหมู่บ้านกำลังยกกาละมัง ที่อยู่บนเสาอะลูมิเนียม ขึ้นไปตั้งบนหลังคาเต้นท์ เพื่อทำเป็นเสาอากาศรับคลื่นโทรทัศน์ ฝุ่นตลบเป็นทางยาว เหมือนวิ่งตามรถมา แต่ไม่มีวันวิ่งทัน จึงค่อยๆ ม้วนตัวลงบนถนนสีแดง แวะคุยกับทหารตามฐาน และด่านรักษาการณ์ริมทาง จอดรถที่สะพานคอนกรีต ทส.ปช. และอพป. ซึ่งเป็นชาวบ้านติดอาวุธ เฝ้าสะพานป้องกันวินาศกรรม ถ่ายทอดเรื่องราวมากมาย จริงบ้าง ลือบ้าง ฟังแล้วก็ประมวลกันไปเป็นเรื่อง-เรื่อง ในระหว่างความระแวดระวังที่ตึงเครียด เด็กหญิงเล็กๆ กำลังต้อนควายกลับบ้าน แสงตะวันยามเย็นต้องผมสั้นของเธอเป็นประกาย ขนลูกแอ- ควายเล็กๆ เพิ่งเกิดสะท้อนแสงเป็นสีทองอ่อนไหว ผ่านฐษนทหารสีเขียวทึบทึมออกไปสู่ฟางหญ้าสีเหลือง ชายหญิงชาวไร่ ยืนฟันต้นไม้ริมทาง ถางหญ้าเป็นกอง-กอง รถยีเอ็มซีควบตะบึงผ่านไป 4-5 คัน คลุมด้วยผ้าใบมิดชิด อะไรหนออยู่ในนั้น ผู้ชายนุ่งผ้าขาวม้า หิ้วน้ำลำข้อเกร็งเข้าหมู่บ้าน สวนกับรถพยาบาลเปิดหวอดังหวิว-หวิว เด็กสาวคนหนึ่งหิ้วทรานซิสเตอร์ใหม่เอี่ยม เธอไม่ได้ฟังเพลงลูกทุ่งอย่างเคย แต่กำลังเปิดฟังรายงานข่าว รายงานสถานการณ์ชายแดน!!
หน้านั้นยิ่งขัดเขิน ก้มต่ำลงไปอีก และไม่มีคำตอบ
รถแล่นฉิวเข้าสู่ตัวเมือง ตะวันอ่อนแสงลง "ตะวันเดือนกุมภาพันธ์ เป็นตะวันที่สวยที่สุดของปี" ใครบางคนบอกเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เป็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อฉันซุกตัวลงกับเบาะหลังรถ มองข้างทางทิศตะวันตก เมฆสีเทากระจายเป็นหย่อม-หย่อม ของโค้งนุ่มนวล ถูกเกลี่ยเป็นสีแดงอมส้ม มีสีจัดจ้าอยู่แห่งหนึ่งใต้กลุ่มเมฆลงมา- เหนือทิวเขาสีน้ำเงิน เป็นดวงตะวันกลมโตหมดจดน่าอัศจรรย์ สีแดงนั้นดูร้อนแรง ทว่าเหมือนเศร้าโศกในเวลาเดียวกัน เหมือนความรู้สึกที่ฉันมีต่อสงคราม การต่อสู้เพื่อความถูกต้องนั้น เป็นสงครามที่ชอบธรรม ย่อมมีผู้สรรเสริญในเบื้องต้นและเบื้องปลาย แต่สงครามไม่เคยให้ความรู้สึกที่ดีต่อใคร ไม่ว่าผู้ชนะหรือผู้แพ้ ผู้ฆ่าหรือผู้ถูกฆ่า ดวงตะวันที่สุดที่สุดแต่ดูเศร้า-เศร้านั้น ค่อยๆ เลื่อนลงและลับไปกับทิวเขาน้ำเงิน... อีกไม่กี่วันต่อมา ฉันไปทำข่าวที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ ฟังผลการหารือการแก้ไขปัญหาชายแดนไทยลาว และจบลงด้วยคารมหวานชื่น และบรรยากาศม่วนซื่น คณะนายทหารไทยเดินทางข้ามไปฝั่งโขง ไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และกลับมาพร้อมกับนกพิราบคู่หนึ่ง นัยว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ยังคงตั้งงบประมาณ และลงมือขุดหลุมหลบภัย ชนิดถาวรให้กับโรงเรียนประถมศึกษาในสังกัดถึง 73 หลุมในสามจังหวัดชายแดนน!!
|
|