|
![]() |
ดึกสงัด จันทร์เพ็ญทอดวงเต็มห้วงฟ้า แสงสีเย็นสาดซากเจดีย์ปรักหักพัง เห็นขอบสีทองอยู่เลือนลาง ลมราตรีโชยมาวูบ หอบเอาสาบสางแห่งซากเน่ามาแตะจมูก ชายสองคนที่กำลังขุดฐานเจดีย์ สบตากันโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะเบนสายตาไปเบื้องหน้า และภาพที่เห็นก็ทำให้ขุมขนบนเรือนกาย สะบัดตื่นชี้ชันอย่างสุดระงับ (นั่นแน่ะ ผีมาแล้ว) |
|
๑) พวกที่ไม่ได้มาจากคน ผีจำพวกนี้หากจะกล่าวไปแล้ว ก็เปรียบเหมือนผู้ที่สนใจในความเป็นอยู่ของผู้อื่น ตนเองนั้นไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรกับเขา แต่บางท่านก็ถูกเรียกมา เพื่อแก้ความเดือดร้อนบ้าง แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่มีความปรารถนาจะมาปรากฏกายอย่างจริงจัง ถึงไม่เรียกไม่เชิญก็จะมาสำแดงกายให้เห็น เป็นอันบอกให้รู้ว่าเต็มใจจะยุ่งเกี่ยว เซ็ตของผู้ที่มีสภาวะเกินคนเหล่านี้มีเกรดค่อนข้างสูง ลูกช้างลูกม้าทั้งหลายจัดให้อยู่ในระดับเทวดา หากสนใจจะเชิญท่านลงมา ก็จะต้องทำพิธีกันใหญ่โต และกล่าวคาถาเรียก อาทิว่า
หรือในภาคอิสาน มีการนับถือ ผีฟ้า ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นผู้ทำให้พื้นที่รอดพ้นจากความอดอยากยากแค้น ก็จะมีการเรียกให้ลงมาช่วยเวลาเดือดร้อนเสมอ เพราะไม่รู้จะพึ่งใครในบ้านในเมืองแล้ว นอกจากนั้น ในการละเล่นพื้นบ้านในภาคกลาง ยังมีการเรียกผีลงมาร่วมสนุกด้วย อย่างที่เรียกกันว่า แม่ศรี การเรียกก็อาจร้องเพลงแตกต่างกันออกไปบ้าง แต่เท่าที่ทราบมา เพลงนี้ได้รับความนิยมสูงสุด (น่าเอาไปทำมิวสิควีดิโอ)
หรืออย่างที่เด็กผู้ชายเล่นผีลิงกัน ที่ร้องกันว่า "ลิงเอ๋ยลิงลม มาอมข้าวพอง เด็กน้อยทั้งสอง มาทัดดอกจิก...." ก็จัดเป็นผีประเภทนี้ เรียกได้ว่า เป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยน่ากลัว เพราะเรียกมาใช้งานบ้าง มีรักษาไข้อันเกิดจากการซุกซนของการปัสสาวะผิดสถานที่ ทำบุญบ้าน และบอกหวย เป็นอาทิ ๒) คน ตายแล้วจึงเป็นผี นี่จึงเป็นกลุ่มที่สร้างความเขย่าขวัญสั่นประสาทอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะตายไปโดยกรรมวิธีใดก็ดี เรามีความรู้สึกรับรู้ร่วมกันว่า คนนี้คงไปไม่ไกล แวะเวียนอยู่รอบๆ นี่เอง (ย้ำ กำลังเวียนอยู่รอบๆ) ไตรภูมิพระร่วง (หนังสือสมัยพญาลิไท เมื่อครั้งสุโขทัย) กล่าวไว้ว่า ใครทำชั่วต้องตกนรก นรกที่กล่าวถึงนั้น มีขุมใหญ่ๆ อยู่ ๘ ขุม ที่ชื่อเสียงเผยแพร่ขจรไกล ก็คงเป็น อเวจีมหานรก คนที่ตกนรกนั้น ต้องรับทัณฑ์ทรมานนานมาก กว่าจะหลุดพ้นออกมาได้ แต่ต้องมากลายเป็นเปรตอีก ไตรภูมิฯ บรรยายไว้ว่า
นอกจากนั้น พวกหลอกหลอน ใช้เล่ห์ลวงทวงวิญญาณทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นแม่นาคพระโขนง ผีตาโบ๋ ผีตาโต ทั้งหลาย ก็เข้าร่วมรวมกลุ่ม เป็นสังคญาติกัน ดูเอิกเกริกยิ่งนัก เราเรียกกันอีกอย่างว่า "ผีตายโหง" ซึ่งอันว่าคำ "ตายโหง" นี้นั้น รวมความหมายได้หลายประการ กล่าวคือ
ตัวแทนของกลุ่มนี้ที่รู้จักกันดีคงจะเป็น แม่นาค (พระโขนง) ซึ่งมีเรื่องราวกล่าวกันมาตั้งแต่ครั้งสุโขทัยยังเป็นราชธานีของไทย หาได้ถูกพม่ารามัญถลกถลุงตีแตกประการใดไม่ ถ้าหากว่าไม่ถึงกับมีสงคราม เรื่องนี้ก็คงไม่เกิด นายมากและนางนาคอยู่กินกันอย่างมีความสุข ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบแขวงพระโขนง เมืองบางกอก (กระแสเสียงกล่าวว่า อยู่ใกล้วัดมหาบุศย์ ซอยอ่อนนุชในปัจจุบัน) ครั้นอยู่มา นายมากต้องถูกเกณฑ์เข้าเป็นทหารประจำกรุงศรี เป็นช่วงที่นางนาค กำลังท้องอ่อนๆ และกว่านายมากจะได้กลับ นางนาคก็ท้องแก่ และตายในขณะท้องแก่มากไปโดยลำดับ ครั้นนายมากกลับมา ไม่เคยทราบเรื่องราวเหล่านี้ ก็อยู่กับ (ผี) นางนาคอย่างเกือบปกติ นอกจากจะเกิดความสงสัยในกรณีที่ว่า ทำไมเพื่อนบ้านไม่ยอมคม หรือทำไมมะนาวที่พยายามกลิ้งหนีลงใต้ถุน จึงถูกเอากลับขึ้นมาได้โดยไม่ต้องทุ่มเทแรงกายมากแต่ประการใด อยู่มามิช้ามินาน กลิ่นก็แตก นายมากครั้นทราบเรื่อง ก็หนีตามระเบียบ แต่ผิดหลักเกณฑ์ไปนิดหนึ่งตรงที่ว่า หนีไม่หนีเปล่า เอาเพื่อนของนางนาคมาเป็นเมียใหม่ด้วย จึงก่อให้เกิดความโกลาหลและสนุกสนานเป็นที่ยิ่ง ที่ว่าสนุกสนานคือ คนรุ่นหลังต่างหาก เพราะมีการนำไปสร้างหนังกันหลายต่อหลายครั้ง น่ากลัวบ้างไม่น่าดูบ้าง สร้างกันจนร่อแร่ลงไป แม่นาคก็ค่อยโป๊ขึ้นมาเรื่อยๆ ที่เป็นหนังสือก็มี พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง "นางนาคพระโขนงที่ ๒" โดยใช้พระนามว่า "นายแก้วนายขวัญ" เป็นที่ล้ำหน้า ล้ำยุคกว่า เจสัน ภาค ๒... ๓... ๓๗ ถึงประมาณ ๖๐ ปี ผี (ตายโหง) อื่นๆ ผู้เพื่อนของแม่นาคนั้น แม้จะมีชื่อเสียงน้อยกว่ากันมาก แต่ความดุสยดสยองกลับมากกว่า ดูจากประวัติของแม่นาคแล้ว ปรากฏว่าแกฆ่าคนไปเพียงคนเดียวเท่านั้น หนักไปทางอาละวาดสร้างความตื่นเต้นเสียมากกว่า ๓) ยังไม่ตาย แต่แล้วกลับกลายเป็นผี ผีบางตัว เป็นทั้งผีและคนในร่างเดียวกัน และสมาชิกกลุ่มนี้เคยเป็นที่รู้จักกันมากมายเมื่อหลายปีก่อน หัวหอกประจำกลุ่มได้แก่ กระสือ กระหัง และผีปอบ ผีพวกนี้ดูน่ากลัว แต่ดูๆ ไปอีกทีแล้วไม่ค่อยน่ากลัว ค่าที่กระสือกลางวันก็หน้าตาซื่อๆ อย่างที่ว่ากันว่า
ครั้งกลางคืน จึงค่อยพยักเพยิดเอากับกระหัง ผู้สามารถใช้สอยภาชนะในบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด ออกบินร่อนไปร่อนมา แต่ไม่ได้ทำอะไรใครหรอก คนจะตื่นเต้นกันจนโอเวอร์ทุกทีไป แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรประมาท หากจะหาเครื่องป้องกันตัวติดบ้านไว้บ้างก็ดี ที่ขอแนะนำคือลวดหนามปราบจลาจล และไฟฉายพลังแสงอาทิตย์ ในท่ามกลางยุควิทยาศาสตร์อย่างเช่นทุกวันนี้ ก็ยังมีผู้พบเห็นผีกันอยู่บ่อย นิตยสารสารคดี ฉบับที่ ๒๐ เดือนตุลาคม ปี ๒๙ กล่าวถึง คารอน มิเชล แห่งมหาวิทยาลัยโคโรลาโด ได้สำรวจชาวบ้านที่พบผีมากว่า ๔๐๐ ราย และตั้งข้อสังเกตว่า ผีสมัยนี้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น คนเห็นไม่ค่อยช็อคกันเท่าไหร่นัก
นั่นสิ ในขณะที่พลเมืองผีส่วนใหญ่นิสัยดี พวกครึ่งคนครึ่งผี (ซึ่งมีตั๋วดูหนังเป็นอาวุธ) ต่างโก่งราคาค่าเข้าชม รีดนาทาเร้น ดูเป็นที่น่าเอ็นดูยิ่งนัก ขอให้นรกในไตรภูมิฯ รับทราบด้วยเถอะเจ้าประคุณ |
|
|