ฉบับที่ 18 กรกฎาคม 2531 "อะไรๆ กับ" วายร้ายสีแดง


"คิดถึงลำธารที่เคยไหลผ่านรากของฉัน
เดี๋ยวนี้มีแต่คราบน้ำมันติดใบ
...เป็นไม้กลางกรุง
คิดถึงดอยสูงเสียดฟ้า"
ถ้อยคำซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในอัลบั้ม 'ไม้กลางกรุง'
จรัล มโนเพ็ชร

"ร้อนเอย ล้อมลำเรา
ฝุ่นควันรมเผา ร้อนไอร้อนคน
รากเอย เจ้าคงสับสน
เลื้อยไหลหลบขน ทุกข์ทน พื้นถิ่นอิฐหินดินแดง
ไม้เอย ไม้กลางกรุง
แกร่งยืนขืนคุ้ง แล้งรอนทอนแรง
ดอกเอยเพิ่งเคยอวดแสง น้ำมือหักแรงภมรแมลงหลบร้างเลยไกล
นับวันดั่งแกร็นเตี้ย เปลือกใจเปลือกไม้หลุดไป
ขาดแคลนน้ำ ขาดแคลนน้ำใจ
กิ่งใบหมองไหม้ หน้าคล้ำลำเค็ญ
คิดเอย คิดถึงไพร เยือกลำธารใส เลี้ยงไหลรากเย็น...
เมื่อเอยเมื่อไหร่จะเห็น
ที่ล้อมรอบเป็นคลับคลาคล้ายเช่นเพื่อนพฤกษ์พนา"
เพลง 'ไม้กลางกรุง'
ประภาส ชลศรานนท์


คงมีอยู่น้อยคนที่ไม่รู้จัก 'ไม้กลางกรุง'
...................................
เมื่อเขียนบรรทัดแรกข้างต้น
จึงให้ฉุกคิดได้ว่า 'ไม้กลางกรุง'
เกิดขึ้นมาได้กี่ปีแล้วนะ
คุณล่ะว่ากี่ปี......

 

ในที่สุดก็ถึงคราวของศิลปินคนโปรดที่ชื่อ 'จรัล มโนเพ็ชร' ทั้งๆ ที่เขาควรจะเดินเข้าสู่คอลัมน์ 'อะไรๆ กับ' เสียตั้งนานแล้ว แต่ด้วยวันเวลาของการงาน และอื่นๆ ที่บีบรัดแย่งตัวเขาไป จึงทำให้เราได้แต่เฉี่ยวไปโฉบมา ชื่นชมแอบรักเธออยู่ห่างๆ

มาวันนี้ ความสุกงอมแห่งการชื่นชมก็ปรากฏ เมื่อหนัง 'บุญชูผู้น่ารัก' ผ่านสายตา เสียงเพลงของคุณจรัล "...บุญชู ....ระวังจะอายเค้าเน้อ...ฮ..อ.." ก็ประทับในหัวใจ และเมื่อโทรติดต่อเพื่อสัมภาษณ์ในหัวเรื่อง 'จรัลผู้น่ารัก' ก็ได้รับเสียงตอบมาตามสาย

"ตอนนี้คุณจรัลไม่ค่อยว่าง กำลังย้ายบ้าน แล้วก็ตกแต่งร้านใหม่..."

"อ้าว เหรอ พี่จรัลจะย้ายบ้าน... ทำเรื่อง ไปช่วยจรัล มโนเพ็ชร ย้ายบ้านเลยสิ" นี่เป็นเสียง บ.ก. คนหนึ่งของเราเอง เสร็จแล้วก็เลยโมเมพี่จรัลว่า จะไปช่วยย้ายบ้านและร้าน

พอดีร้านที่เขาสร้างใหม่นั่นชื่อ 'ไม้กลางกรุง' ก็เลยเป็นชื่อเรื่องอย่างที่เห็น คือใช้ว่า 'ดูเขาปลูก' ดูจะเหมาะกว่า ส่วนคำว่า 'ไม้กลางกรุง' ที่ทำให้ผมต้องปรารมภ์ไว้ในตอนแรกนั้น มันกินความไปไกล กว่าจะต้องมานั่งนึกกันว่า มันเกิดขึ้นมานานหรือยัง ถ้าไม้กลางกรุงในนัยของ 'ร้าน' ก็เท่ากับเพิ่งเกิดขึ้นขณะนี้ ที่ท่านจะเพิ่งรู้พอๆ กับผม

ส่วนอัลบั้มชุดไม้กลางกรุงของจรัล ก็นับว่าแก่กว่าหน่อย สักประมาณ 2 ปีกว่ามาแล้วเห็นจะได้ แต่พอจะว่าไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่กับ 'ไม้' แห่งล้านนาผู้นี้ นับแต่ก้าวแรกที่ย่างเข้าสู่เมืองกรุงเมื่อ 11 ปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้นั่นแหละ เป็นต้นกำเนิดของความคิดเรื่อง 'ไม้กลางกรุง' ...และมันก็มีตัวแทนเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาแล้ว เป็นเด็กชายวัย 3 ขวบ ชื่อ 'ไม้' เลือดเนื้อเชื้อสายแท้-แท้ ของศิลปินชื่อ จรัล มโนเพ็ชร

นอกจากนั้น ส่วนหนึ่งในความคิดนี้ ได้สร้างแรงบันดาลใจแก่นักเขียนเพลงอย่าง ประภาส ชลศรานนท์ (บ.ก. ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นิตยสารไปยาลใหญ่) มากพอสมควร จนถึงกับลงมือเขียนเพลง 'ไม้กลางกรุง' ใส่โน้ตเสร็จสรรพ ยื่นส่งให้ จรัล มโนเพ็ชร ด้วยตัวเอง เมื่อไม่กี่เพลาผ่านมานี้ - - ก็เนื้อเพลงที่ผมแสดงไว้ในหน้าแรกนั่นไง...

...แล้วเราจะฟังเขาเล่าถึงไม้กลางกรุงต้นไหนก่อนดี...

"ผมไม่เคยรู้จักกับจิก (อมยิ้ม) คือ รู้จักชื่อเสียงกันแต่ไม่ได้สนิทสนม... เคยเจอตอนเขามาขอบคุณ ที่ทางบ้านผมจัดอาหารไปช่วย งานแต่งงานของเขา" จรัล พูดถึงบ.ก. ของเราก่อน

"ไม้กลางกรุงเป็นชื่อชุดเพราะว่า 90 เปอร์เซ็นต์บันทึกเสียงด้วยเครื่องดนตรีที่ทำจากไม้ ใช้ความรู้สึกของธรรมชาติ เปียโนก็ใช้ ใช้เปียโนอะคูสติก"

"ตอนที่พี่คิดถึงคำว่าไม้กลางกรุง นี่มันจะแปลว่าอะไร พี่ก็คิดถึงว่า ต้นไม้ในกรุงเทพฯ เนี่ยบางต้นมันก็ถูกเพาะเลี้ยงตั้งแต่เมล็ด บางต้นก็ถูกย้ายกล้าเข้ามา แต่เมื่อมันมาอยู่ในกรุงเทพฯ แล้ว สภาพเหมือนกันหมด คือพยายามจะโต จะมีชีวิตเป็นต้นไม้... ต้องการน้ำ อากาศ ดิน แต่เมื่อสิ่งที่มันได้ในเมืองคืออากาศที่มีแต่ควัน เขม่า กลิ่นน้ำมัน น้ำเสีย น้ำเน่า ที่ไหลใต้พื้นดิน ส่วนดินที่มันอยู่ ก็มีแต่อิฐกับทราย คอนกรีต แต่มันก็ยังพยายามจะโต...

ถ้ามันเป็นต้นไม้ที่ถูกนำมาจากป่า มันคงคิดถึงที่เดิมนะ คิดถึงมาก แต่ไม่รู้จะไปยังไง เพราะว่าเดินไม่ได้ ส่วนต้นไม้เพาะปลูกที่นี่ มันคงคุยกับต้นอื่นๆ ที่มาอยู่ด้วยกันนะ (หัวเราะ) ว่าที่นั่นเป็นอย่างไร ที่นี่เป็นอย่างนี้... คงอยากจะไปมากกว่า...

ผมว่าต้นไม้ทั้งสองแบบมันคงจะโตพอๆ กัน เพราะว่าต้นไม้ที่มาจากที่อื่น ถ้ามันไม่แกร่งพอมันก็อยู่ไม่ได้"

นอกจากนี้แล้ว 'ไม้กลางกรุง' เป็นสัญลักษณ์ถึงอะไร

"ผมหมายถึงทุกผู้คน ทุกคนต้องการความเป็นธรรมชาติ ทุกคนต้องการสิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่ว่าสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นต้นไม้ ผู้คน อิฐ ทราย ถนน ตึก ไฟเขียวไฟแดง จรงจร อะไรต่อมิอะไรก็ตาม ต้องการสิ่งแวดล้อม แต่บางครั้งการอยู่รวมกันมากๆ เนี่ย ทำให้เราเลือกอะไรไม่ได้ อะไรก็เอา บางครั้งก็เห็นคนที่ไม่สนใจผู้คนรอบข้าง จะเป็นยังไง ช่วยตัวเองก่อน ดูแล้วแห้งเหี่ยวยังไงพิกลนะ ไม่เป็นผู้เป็นคนนะ โดยเฉพาะถ้าคุณนั่งแท็กซี่ติดแอร์ แล้วรถมันติดนะ คุณก็จะเห็นคนบนรถเมล์ แล้วคุณมองดูหน้าตาเค้าหมองๆ คล้ำๆ กร้านมัน... ทุกคนไม่มีสิทธิ์จะใช้ชีวิตทุกข์ยาก ลำบากขนาดนั้น..."

'ไม้' จากล้านนาผู้มาติดอยู่กลางกรุงกับเขาผู้นี้ พูดด้วยใบหน้ายิ้มแบบทุกข์ๆ อธิบายลำบากในประโยคท้ายๆ

แล้วทำไมคนจึงเลือกเข้ามา

"คงเป็นเพราะผู้คนแสวงหาโอกาส บางคนเข้ามาแล้วออกไปไม่ได้ บางคนไม่มีหนทาง บางคนไม่รู้สึกแหลกว่า สิ่งเหล่านี้มันผิดธรรมชาติ เพราะว่าเกิดมาก็เจออย่างนั้น"

 

เมื่อเรื่องที่คุยทำท่าจะเข้าสู่ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ก็เลยเหมา (ตรงนี้อ่าน เห-มา) คุยเรื่องธุรกิจ เลยไปถึงเรื่องส่วนตัวจุกจิกบ้าง

 

ความตั้งใจเดิม จรัล มโนเพ็ชร ก็ไม่ได้มีความต้องการที่จะมาอยู่กรุงเทพฯ เพราะตอนนั้นเขากะจะอยู่เชียงใหม่ ทำห้องอาหารแล้วก็ร้องเพลง แต่รู้สึกว่าเขาจะมีปัญหาเรื่องหัวใจ ประกอบกับงานส่วนใหญ่ต้องลงมากรุงเทพฯ (เริ่มดัง) ก็เลยคิดว่าย้ายบ้านมาซะที่นี่เลย แล้วทำเพลงไปด้วย เพื่อความสะดวกกาย สะดวกใจ

เข้ามากรุงเทพฯ ครั้งแรก รู้สึกถึงความแตกต่างอย่างไร วิถีชีวิตที่โน่นกับที่นี่

"อยู่กรุงเทพฯ ตอนแรกแทบจะบ้าตาย มันอึดอัดมาก เคยอิสระน่ะ แล้วมาอยู่แคบๆ โอ้ย ต่างมาก ผมมาอยู่กรุงเทพฯ แล้ว 5 ปี ยังไม่เคยเห็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์เต็มตาเลย จริงๆ มองขึ้นไปมันมืดๆ เหมือนมีฟิลเตอร์อะไรกั้นไว้"

เห็นบอกว่ามีเงินจะกลับไปเหนือ

"ก็พี่มาจากที่นั่น ญาติพี่น้องเพื่อนก็อยู่ที่นั่น มันผูกพันฮะ มากรุงเทพฯ ก็เพื่อมาทำงาน ถ้าสามารถดูแลตัวเองได้มากๆ มีสิทธิจะเลือก คิดจะกลับไปที่โน่นมากกว่า... มีเงินก็ไม่สู้ต่อแล้ว ไปทำอะไรเล็กๆ ที่โน่น เป็นกิจการของตัวเอง... ที่นี่ก็ของตัวเอง แต่ต้องตีนถีบปากกัด... 24 ชั่วโมง ทำงานซะ 25 ชั่วโมง ในแต่ละวันเราต้องขโมยเวลาของวันต่อไปมาให้ได้ ทำถึง ตี 1 ตี 2 พอ 6 โมงก็ต้องรีบตื่นเช้า เพื่อทำงานของอีกวัน แล้วขโมยเวลาของอีกวันต่อไป..."

แล้วตอนนี้กลับไปบ่อยมั้ย

"บ่อยฮะ แทบทุกเดือน แต่ที่กลับไปเจอกันพร้อมหน้าทุกปีก็วันคริสมาสต์ อ๋อคุณแม่เป็นคริสต์ฮะ... อบอุ่นนะวันนั้น พี่น้องทุกคนอยู่พร้อม ทำความสะอาดบ้าน ไปซ้อมร้องเพลงที่โบสถ์ วันสงกรานต์ก็กลับบ้าง ไม่ได้ไปบ้าง สงกรานต์นี่ไม่ใช่วันที่ต้องเจอกันครบทุกคน"

(ขณะที่คุยไปก็มองเห็นคนงานและช่าง ช่วยกันขนของเพื่อตกแต่งร้านอย่างขมีขมัน)

ช่างนี่เป็นชาวเหนือหรือเปล่า

"อ๋อ ไม่ฮะ รู้จักกันที่นี่ ชอบพอกัน ก็เรียกใช้งานประจำ... ตอนที่มาเปิดบ้านจรัลครั้งแรกสิ พอบอกจะไปกรุงเทพฯ นะ ก็มีช่างไม้ ช่างฝีมือ เชียงใหม่ ลำพูน เขาถาม จะไปเหรอ ไปด้วยคนได้มั้ย แล้วก็มากัน แล้วก็ได้ช่วยจริงๆ เค้ามาทำศาลากาแลหน้าบ้าน (หัวเราะ) ค่าแรงไม่มีเลย มีค่ากินค่าเที่ยว พาเค้าไปเที่ยวพัฒน์พงศ์บ้าง ศูนย์การค้าบ้าง ไปทะเลบ้าง เค้าพอใจ"

พี่ฮะ จริงๆ แล้วนี่คนเหนือเป็นยังไง จากที่เรารู้ๆ ว่าบริสุทธิ์ อ่อนโยน

"คนเหนือเป็นคนที่ไม่ค่อยซีเรียสเท่าไหร่ แล้วคงมองโลกในแง่ดี เพราะว่าสิ่งแวดล้อมมันเอื้ออำนวยให้... ภูเขาที่สุดลูกหูลูกตา ฟ้าที่สว่างไสว อากาศดี ดอกไม้สวย ผู้คนไม่แย่งกันกิน ไม่แย่งกันใช้เหมือนเมืองใหญ่ๆ ก็ทำให้อารมณ์ผู้คนดีขึ้น ผมว่าคนชนบทเป็นอย่างนี้หมด อย่าว่าแต่คนเหนือ"

ลักษณะที่ต่างจากคนใต้ คนอีสาน ชัดๆ มีไหม

"มี... คนเหนือชอบเถิดเทิง ชอบงานบันเทิง เขามีงานทุกเดือน ใน 12 เดือน เขาจะสมัครสมานกลมเกลียวกันมากในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานบุญ หรือใครจะปลูกบ้าน คนนี่เขาจะป่าวประกาศไป แล้วคนทั้งหมู่บ้านจะมาช่วยบ้านหลังนี้ เจ้าบ้านก็มีแค่ทำกับข้าวเลี้ยง ไม่เท่านั้น มาช่วยยังเอาฟักแฟงแตงกว่ามารวมกัน (หัวเราะร่วน) ก็เลยรู้สึกว่า... สิ่งเหล่านี้ยังมีอยู่นะในชนบท ในตัวเมืองไม่มีแล้วล่ะ ในเมืองก็เหมือนกรุงเทพฯ"

พี่ว่าผมยังไม่ได้ถามเรื่องร้าน 'ไม้กลางกรุง' เลย ว่ามั้ย... อันนี้ผมปรึกษาคุณผู้อ่าน ไม่ใช่ถามพี่จรัล เหตุที่บ้านจรัลต้องมีอันเลิกลาแบบงานเลี้ยง ก็ไม่มีอะไรมากกว่า ที่บ้านจรัลนั้นหมดสัญญา เจ้าของบ้าน คุณไพโรจน์ สุวรรณากร (รองอธิบดีกรมป่าไม้) ท่านเรียกคืน ประกอบกับเจ้าของร้านอาหาร (ชื่อจรัล) เกิดความรู้สึกเบื่อ ก็เลยอย่างเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง

"เราจะทิ้งร่องรอยบ้านโน้น อาหารเป็นจานเดี่ยว ไม่ใช่อาหารเหนือ จะไม่มีแป๊ะซะ ต้มยำ ใครอยากสั่งอะไรก็สั่งจานเดียว คนเสิร์ฟก็เอาแบบสบายๆ คาดผ้ากันเปื้อน ไม่เอาแบบเหนือแล้ว ไม่มีการชงเหล้าด้วย ไม่มีดนตรี ใช้เปิดเพลงเอา มีเมนูเพลงเลือก พี่จะลองดูว่า เอาอยู่มั้ย เอาไม่อยู่ก็ลงเอง เล่นคนเดียว อยากเล่นก็เล่น ไม่อยากเล่นก็ไม่..."

ได้ความคิดในการจัดร้านแบบนี้มาจากไหน

"พี่ชอบแบบแคริเบียนน่ะ พอดีเขาตั้งชื่อ ไม้กลางกรุง... ทีแรกผมบอกไม่เอา ผมไม่เกี่ยว ไม่ให้มาพัวพันใกล้ตัว ตั้งชื่อเป็นฝรั่งมังค่าเลย ก็ตั้งไป เอ่อ... ความจริงไม่อยากทำอะไรสักอย่าง นั่งดูอย่างเดียว เป็นแคชเชียร์แค่นั้น แต่เขาไม่เอา มันก็เลยต้องยุ่ง นี่ต้องลงมือเอง เล็บฉีกหมดเนี่ย"

ตกลงต้องทำ...

"ก็สไตล์ร้านจะไม่เอียงไปทางไหน เป็นกรุงเทพฯ เป็นที่กินข้าว กินเหล้าของคนกรุงเทพฯ ว่างั้นเถอะ ไม่มีกาแล ไม่มีอะไรให้เห็น... คือผมอยากทำงานอย่างอื่นที่มันแปลกๆ ออกไปบ้าง ทำด้านนี้มานานแล้ว ดูว่าถ้าเราทำอย่างนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง อยากจะเปลี่ยนแปลง ความรู้สึกผู้คนที่มองเรา"

หมายถึงว่าคนกรุงเทพฯ ทำให้พี่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง

"ความรู้สึกในกรุงเทพฯ ทำให้เราเข้าใจผู้คนในนี้พอสมควร แต่ตัวเราจะไม่เปลี่ยน จะเปลี่ยนในส่วนที่เราไปสัมพันธ์กับคนในเมืองมากกว่า เพราะว่าตอนที่เข้ามา พี่มีความเป็นตัวของตัวเอง แล้วปัญหามันก็เยอะ เมื่อเราจะต้องพูดจาหรือเกี่ยวข้องกับผู้คนที่อยู่ในเมือง เราก็ต้องมีความเชื่ออะไรเหมือนเขา ถงึงจะคุยกันรู้เรื่อง มันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงวิญญาณเรา แต่เปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิต การทำงาน เป็นกึ่งเขากึ่งเรา แต่ก่อนเราเอาเราใหญ่ เช่นพี่จะกินข้าว พี่ก็กินของพี่อย่างนี้ กินข้าวเหนี่ยว น้ำพริกทุกวัน จะใส่ม่อฮ่อมไปงานไหนต่อไหน ที่เขาใส่เสื้อนอกกันพี่ก็จะใส่ เขาบอกว่าไม่ได้ ต้องใส่เสื้อนอก พี่ก็จะบอกว่าไม่ไป ก็ไม่มีความรู้สึกโกรธหรืออะไรต่อเขา แต่ 'ไม่ไป' ซึ่งมันก็ไม่ดีนัก"

คิดว่าลูกค้าจะพอใจกับสไตล์นี้

"เราคิดว่าพอใจ เราหาสิ่งแปลกใหม่ที่ยังไม่มีในกรุงเทพฯ ในสิ่งแวดล้อมของเขา"

ตรงไหนที่กรุงเทพฯ ยังไม่มี

"ก็ตรงไอเดียเล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่วัสดุแต่เป็นไอเดีย อย่างเช่น การทำผับ การส้างบ้านบนเขาทางเหนือของยุโรป ที่สร้างเหมือนไม่เสร็จ ปูนฉาบกะเทาะ ก็ดี...แปลก อันนี้ก็เป็นไอเดียอันนึง ซึ่งพอมีคนชอบแล้วก็แต่งเหมือนกันไปหมด... มันไม่ใช่อย่างนั้น มันควรจะมีหนึ่ง แล้วผู้ออกแบบควรจะคิดของตัวเองออกมาบ้าง เพราะมันมีผลทางธุรกิจการค้า เมื่อมีสิ่งแปลกใหม่

...อย่างบางร้านเขาเอาของเก่ามาลง นั่นก็เป็นไอเดียใหม่ ขายด้วยตกแต่งด้วย เค้าก็ดีนะ เพราะว่าผมเป็นคนชอบของเก่าเหมือนกัน แต่ผมชอบแล้วผมไม่ขาย เอามาตกแต่งก็ไม่เอา เพราะมันมักจะหาย... ของเก่าดีนะ จะได้ทำให้คนรู้สึกชื่นชมถึงวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของคนสมัยก่อน จะได้ศึกษาว่ามันเป็นยังไง ที่จริงมันมีความสวยงาม ความนิ่มนวลในตัวของมัน เป็นลักษณะเฉพาะตัว"

วกกลับมาที่ 'ไม้' อีกไม้ เป็นลูกชายคนเดียวของจรัล มโนเพ็ชร... ใช่ เขามีลูกวัยถึง 3 ขวบ ที่ไม่ใคร่มีใครรู้ "ไม่มีใครกล้าถามนี่" เขาบอก แล้วใครจะไปกล้าถาม ก็เห็นจะรู้ๆ กันแต่ว่า ศิลปินล้านนา เจ้าของบทเพลง "รางวัลแด่คนช่างฝัน" ผู้นี้เคยมีคนคู่ใจมาแล้ว 2 คน ซึ่งก็ไม่ได้แต่งงาน หรือจดทะเบียนอะไร เพราะเจ้าตัวเห็นว่า "ไม่สำคัญอะไร" ก็คนที่สองนี่ เมื่อครั้งเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ แล้ว และเป็นแม่ของลูกเขาน่ะเอง... "มันยากเหมือนกัน นะ... พี่มีเด็กคนหนึ่งอยู่ในครอบครอง (หัวเราะ) คนใกล้ตัวยังไม่มีใครรู้ อยู่ๆ พี่ก็อุ้มเด็กอายุ 4 เดือนเข้ามาอยู่ในบ้าน"

หลายคนคงอยากรู้ว่าแม่เด็กไปไหน

"ตอนนั้น... ที่บ้านผู้หญิงเขาถึงตัวกลับ ในขณะเดียวกัน ลูกสาวเขาก็อยากอยู่ เราก็รอกันให้ลูกออกมาก่อน ยังไงแล้วค่อยว่ากันอีกที... เมื่อเขาคลอด พี่ก็บอกว่าไม่เป็นไร ถ้าเหตุการณ์ร้ายแรงขนาดนี้ พี่ก็เลี้ยงลูกได้... เขาก็กลับไป"

ทางโน้นไม่รู้เรื่องหลานหรือครับ

"ตอนแรกไม่รู้ มารู้เอาตอนจะคลอด... พี่บอกมันไม่ใช่หลานคุณ มันลูกผม ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการนี่ พี่ก็เลี้ยงลูกมาตั้งแต่วันแรกที่เขาเกิด อาบน้ำ ซักผ้าอ้อม โทรมเป็นไอ้บ้าเลยตอนนั้น หัวซุกหัวซุน ซ่อนลูกไว้

......ไม่เครียดนะ... พี่ยังไงล่ะ คือไม่กลัวเค้า.. ให้เกียรติโดยไม่เอ่ยชื่อเค้า"

ความรู้สึกเมื่อเห็นลูกครั้งแรกเป็นยังไง

อันดับแรกฮะ รู้สึกครึ้มอกครึ้มใจ (หัวเราะ) นั่งมองว่า เนี่ยเขาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ร่างการเขาเติบโตมาด้วยเลือดเนื้อของเรา ด้วยความรักที่เรามีอยู่ ตั้งแต่เขาอยู่ในท้อง... เรารอวันรอคืน รอวันรอคืนจนเขาเกิดก็ตื่นเต้น ครึ้มอกครึ้มใจ ภูมิใจ และกลัวๆ สิ่งที่กลัวคือว่า ต่อไปนี้เราจะต้องทำตัวยังไงกันดีเนี่ย เกิดเค้าเป็นอะไรขึ้นมา เราจะทำยังไงเนี่ย... ความรู้สึกอย่างนี้มันไม่เคยมี"

ทำไมจึงตั้งชื่อลูกว่า 'ไม้'

"โดยปกติแล้วชอบต้นไม้ อยู่ตรงไหนจะต้องมีต้นไม้ที่นั่น แทบจะเดินไม่ได้อยู่แล้วที่บ้านจรัลเก่าน่ะ... และเห็นว่าไม่ค่อยมีใครชื่อนี้ด้วย เป็นชื่อไทยๆ ก็เลยตั้งชื่อเขาว่า 'ไม้'"

แล้วลูกมีส่วนเปลี่ยนแปลงยังไงบ้าง

"ลูกมีส่วนทำให้เราเปลี่ยนแปลงจริง เพราะเราต้องดูแลเขา เราต้องเลี้ยงเขา แล้วก็เราต้องทำอะไร ในหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่เคยทำ เพราะเราเป็นพ่อ เราไม่เคยเป็นพ่อมาก่อน อย่างนี้แล้วเราก็จะรู้กัน เรารู้ว่าเราเป็นพ่อนะ เราต้องแบ่งเวลายังไงบ้าง เมื่อก่อนนี้ไปไหนก็ไปได้หมด ไปต่างจังหวัด 4-5 วันเราไม่เคยห่วง วันนี้เราต้องห่วงความรู้สึกเขา เขามีเราคนเดียว เราก็ต้องดู เช่นต้องนอนหัวค่ำ เพื่อที่ 6 โมงเช้า เราต้องตื่นมาดูลูกกินข้าวไปโรงเรียน ขณะที่เมื่อก่อนนี้หลังเที่ยงคืนนอน"

ส่วนไหนของบ้านนี้ที่ดูว่าสำหรับลูกโดยเฉพาะ

"ก็คงใช้ซอยนี้ทั้งซอย มันยาวพอให้เขาวิ่งเล่น ขี่จักรยานเล่น เราก็ทำประตูไม้กั้นไว้ปากซอย"

 

ถึงตรงนี้ผมจึงขออนุญาตเดินไปดูรอบๆ บริเวณบ้าน และขึ้นไปดูข้างบน ซึ่งเจ้าของบ้านก็เดินนำเที่ยวให้อย่างดี จึงต้องขออนุญาตผู้อ่าน เดินไปคุยไปนะครับ

เลือกสถานที่นานมั้ย

"เอ่อ 3 เดือน ขับรถตระเวนทุกวันตอนเช้าๆ ถูกใจที่นี่ ตรงที่ไม่เห็นถนน รถน้อยมาก มีซอยเข้ามาเป็นส่วนตัวของตัวเอง นึกอยากจะวิ่งเล่นในซอยก็ได้..."

เห็นบางร้านอยากอยู่ใกล้ถนน

"พี่อยากหนีถนนนะ พี่อยากซุกซ่อนอยู่แล้ว ก็ใช้การบอกกล่าวกันตัวต่อตัว เจอกันก็บอกกันนะ ชวนกันมา แขกที่มาบ้านจรัลก็เหมือนกัน ไม่ได้โฆษณา ป้ายไฟก็ไม่มี แขกประจำมาขับรถเลยตลอด"

ไม่มีอาหารเหนือ แล้วคนที่จะมาทานโดยเฉพาะ จะทำยังไง

"เราจะพยายามไม่ทำอาหารเหนือ นอกจากอยากจะกินกันจริงๆ ก็จะออกมาเมนูสองเมนู เพราะอาหารเหนือ การเก็บรักษาก็ลำบาก ครัวทางเหนือก็ไม่เหมือนทางนี้ เขาต้องแยกต้ม ก็ใช้หม้อดิน แกงก็แกงหม้อดิน ผัดก็ต้องผัดในกะทะดิน... เอ่อ พี่ว่าอาหารเหนือ ผู้คนที่มากินส่วนใหญ่ มากินเพราะอยากลองเท่านั้น ไม่ใช่เพราะความชอบ แต่ว่ามากินเพราะมันแปลกน่ะ ซึ่งไม่เหมือนส้มตำหรือลาบเป็ด ซึ่งอันนั้นทุกวันนี้ คนกินเพราะความชอบนะ... อาหารอีสานเป็นความชอบ ไม่ใช่แฟชั่น ผมยังชอบเลย... ไก่ย่าง ส้มตำ ลาบ น้ำตก

...คนมาบ้านจรัล บางทีเขาก็มาเอาบรรยากาศ ไม่ได้สั่งอาหารเหนือเท่าไหร่ มาดูแล้วเอาแล้วสั่งแป๊ะซะแล้ว (หัวเราะ)"

ไม่มีดนตรีแน่ๆ

"ร้านใช้เปิดเพลงเอา เพลงที่เราชอบและคิดว่าเขาชอบ ถ้าเอาไม่อยู่เราก็จำเป็นต้องร้อง คนที่มาทานส่วนหนึ่งก็ถามตั้งแต่ประตูบ้านว่าอยู่หรือเปล่า ไม่อยู่ก็กลับเลย

...พี่พยายามให้คนชอบอาหาร ชอบบรรยากาศ แต่หลังๆ นี่แขกเขาก็เข้าใจ พี่เดินๆ อยู่ในร้าน เขาถามน้องๆ ร้องเพลงมั้ย พี่บอกไม่ร้องล่ะ...ขี้เกียจ (หัวเราะ) เขาก็บอกร้องหน่อยน่า ร้องหน่อยน่า... บางทีเราก็อยากร้องเพลงที่เราชอบ คนเค้าไม่ยอม... ไม่เอา จะเอาเพลงของเรา ซึ่งบางทีเราก็ร้องมา 10 ปีแล้ว เราก็เบื่อ เบื่อจริงๆ"

เขาพาผมขึ้นสู่ชั้นบนของตัวบ้าน ซึ่งที่นั่นจะเป็นส่วนเฉพาะของชีวิตสองพ่อลูกจริงๆ มันไม่ได้ตกแต่งอย่างหรูหราอะไร... ที่บนนั้น เราได้เห็นสิ่งที่จรัลเรียกว่า 'ขยะดนตรี' เป็นกลองชุด ฆ้องวง ฉิ่ง ฉาบ และอะไรก็ว่าไห มันกองสุมอยู่ภายใต้หยักไย่... และเมื่อผมถามเขาว่า เคยคิดไหมว่าชีวิตเขาจะไปอยู่ที่ไหนในอีก 20 ปีข้างหน้า

"นึกไม่ออก มันจะไปอยู่ที่ไหนไม่รู้เหมือนกันอีก 10-20 ปีข้างหน้า" เขาทำหน้านึกอยู่ "ที่จริงก็ไม่น่าเป็นห่วงเลย... บ้านนี้ถ้าเลือกได้ จะเลือกอยู่ในที่ๆ ดีที่สุด ที่ตัวเองเลือกได้ กำหนดได้ ตอนนี้ใจมันก็อยู่ที่บ้านเดิม ไม่ได้มีความคิดเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น แต่ไม่แน่ ถ้าลูกโตแล้วเขาเรียนที่นี่ดี เขามีชีวิตอยู่ที่นี่ โอเค. ก็อยู่ที่นี่ หรืออยู่แล้วนสิ่งแวดล้อมไม่ดีนัก ทำให้เค้าเป็นอย่างโน้น อย่างนี้ อาจจะหอบหิ้วกันไปอยู่ที่เชียงใหม่ หรือแม่ฮ่องสอนก็ได้ มันก็ไม่แน่... อ๋อ แม่ฮ่องสอนเหรอ รักมากที่สุดเลยจังหวัดนี้ เงียบสงบทุกอำเภอเลย แม่สะเรียงน่ะอยู่ในหุบเขา เป็นเมืองในหมอก เป็นแดนสนธยา หรือไปอำเภอปาย ก็มีผู้คนที่ต่างไปจากคนไทย วัฒนธรรมของตัวเองต่างหาก จะที่ขุนยวม ก็เป็นเมืองในป่าไปเลย แม่ลาน้อยก็มีดินแดงๆ แห้งๆ แล้วมีดอกบัวตองเต็มไปหมด..." เขาพูดจนเรา อืม... รู้สึกโรแมนติกกับแม่ฮ่องสอน

งานด้านเพลงที่ทำมาตลอด ยึดอะไรเป็นหลัก

"ยึดความรู้สึกของตัวเอง เห็นแบบนี้ คิดแบบนี้ ร้องออกมา ใครจะเห็นยังไงไม่รู้ เราก็ทำของเรา ... แบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งจะไม่มี มีคนแต่งเพลงมาให้แล้วพี่บอก ไม่ร้องได้มั้ย แต่งยังไงก็ไม่เชื่อ... ก็ไม่ร้อง ที่ให้คนอื่นแต่งก็อยากจะดูว่าคนอื่นเค้ามองเราว่ายังไง เค้าบอกจะแต่งเพลงให้ เราก็คอยดูว่า คนบอกจะแต่งเพลงให้จรัลโดยเฉพาะนั้น เขาจะแต่งออกมายังไง ...เออมันออกมาก็ดีใจบ้าง ตกใจบ้าง สงสัยเป็นเพราะเขาคิดว่าจรัลร้องแต่เพลงชีวิต เด็กและคนแก่ ความไม่เสมอภาคทางโอกาส อะไรต่อมิอะไร หรือเล่าสะท้อนความเป็นพื้นบ้าน

...พอมาชุดนี้ (ชุดฉันมีความรักมาให้) ทุกคนแต่งออกมาเป็นเพลงรักโดยพร้อมเพรียงกัน เขาคงคิดว่าจรัลนี่มันไม่เคยมีความรักเลย เลยให้มันร้องเพลงเกี่ยวกับความรักบ้าง เพราะพี่ไม่มีเลย เพลงเกี่ยวกับความรัก... ความรักที่เกี่ยวกับตัวเองนะ จะมีก็แต่ความรักที่เป็นตำนาน"

ทำไมพี่ไม่แต่งเพลงรัก

"เพราะคิดว่าทำยังไงก็ไม่ซาบซึ้ง คือมันจะซาบซึ้งในตัวมันเอง ผมรู้สึกมันยิ่งใหญ่ มันเขียนออกมายาก พอเราเริ่มๆ เขียนไปสักวรรค สองวรรค ก็กลายเป็นอย่างอื่น... ความรักของใครก็ยิ่งใหญ่สำหรับคนนั้น อีกอย่างไม่ถนัดด้วย คนอื่นเขาแต่งดีเยอะแล้ว หลายเพลงพี่ก็ชอบ"

ที่เขาแต่งมาให้เพลงไหนเหมาะสม

"มันก็เข้าหมดฮะ เพราะว่าความรักมันจะเหมือนกันทั้งโลก คือมองเห็นคนที่เรารักดีทุกอย่าง มันดีหมด ถ้าความรักมันยังอยู่กับเรานะ ยังไม่มีความอิจฉา ริษยา ความระแวงเข้ามาเกี่ยวข้องนะ จะเห็นคนที่เรารักดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุด สวยที่สุด

...ไม่รู้นะ มันก็เหมือนตัวผมน่ะ ก็ผมฟังเพลงคนอื่นเขาร้อง ยังเหมือนตัวผมเลย แล้วเพลงนี้เขาแต่งให้ผม ผมก็ว่ายิ่งเหมือนน่ะ เพราะคนแต่งเขาเห็นผมโดดเดี่ยว (หัวเราะ)"

จะร้องเพลงอีกกี่ปี

"พี่ก็คิดว่างานอย่างนี้มันต้องมีคนรับ ตราบใดที่เราทำไปแล้วมีคนรับ มีคนฟัง มีคนซื้อหา มีการวิจารณ์ ติดตามออกความเห็น พี่ก็ยังถือว่าพี่ยังทำงานได้ ต่อเมื่อเราทำออกไปแล้วมันไม่มีผลอะไรตอบมาเลย ไม่ว่าทางด้านธุรกิจหรืองาน ก็ไม่ควรทำ... พี่ก็รอให้ถึงวันนั้นน่ะ"

แล้วที่พี่แต่งเพลงให้หนังบุญชู เป็นยังไง ประสบความสำเร็จมั้ย

"ไปดูสิ ไปดูแล้วใช่มั้ย เจี๊ยวจ๊าว มันส์มากเลย (หัวเราะ) ...เราทำตามออเดอร์ที่ผู้กำกับเขาสั่ง แล้วหนังเขาถ่ายไปแล้ว จะฉายแล้วน่ะ ให้เราแต่งเพลง แล้วเพลงไม่ใช่เพลงธีมนะ เป็นซีนน่ะ คิดดูสิ หนังมันเปลี่ยนซีนง่ายจะตาย แล้วเพลงมันเปลี่ยนได้ง่ายๆ ที่ไหน ตามภาพร้องอ๊ะคำเดียวจบแล้ว ตัดหมดแล้ว... คิดหัวเกือบแตกเลย ไม่ได้นอน 3 วัน 3 คืน"

เห็นมีหนังสือวิจารณ์ว่าเพลงเล่าเรื่องมากไป

"เพลงมันไม่เจี๊ยวจ๊าวใช่มั้ย ...หนังมันเจี๊ยวจ๊าวมากเลย โวยวาย มันแอคชั่นตลอดไง ไม่มีมู้ดอะไรที่ลงไปลึกๆ อย่าง พระเอกเศร้า... เศร้าแล้วเสือกยิ้มน่ะ คิดดูสิ แล้วให้แต่งเพลงเศร้า แล้วมันยิ้มทำไม (หัวเราะมาก) ก็ขัดกับภาพ... ตายสิ เราต้องพยายามคิดเนื้อว่า ตอนมันยิ้มมันคิดอะไร ยิ้มแล้วสลด มันคิดอะไรถึงได้สลด แล้วบอกว่าเพลงเล่าอารมณ์มากไป ก็ผู้กำกับสั่งมาสิว่าเอาแต่ทำนอง ไม่เอาเนื้อ ทีนี้จะเอาเนื้อด้วย... แล้วให้เป็นความรู้สึกของคนดูที่บุญชู ไม่ใช่ คือเป็นคนที่อารมณ์ดีมานั่งดูชีวิต ดูแล้วก็ร้องเพลงไป... ตามใจ"

แล้วคนเหนือแต่งเพลงให้คนสุพรรณลำบากมั้ย

"ตัวเอกมันเป็นคนสุพรรณใช่มั้ย พี่ก็เลยเอาเพลง 'บลูกราส' เพราะเพลง 'บลูกราส' มันเมโลดี้เหน่อได้ ถ้าเอาเพลงป๊อบใส่ปุ๊บ จะร้องเหน่อไม่ได้ ถ้าเหน่อมันจะกัดทันที อันนี้มันเหน่อฝรั่งได้ คนฟังจะรู้ว่ามันเหน่อ แต่ไม่ใช่เหน่อธรรมดา ก็เข้าสุพรรณไป ความจริงไม่ใช่สำเนียงสุพรรณเลย

...คิดดูว่าผู้กำกับเปิดวิดีโอให้ดู แล้วชี้บอกจะเอา (เพลง) 80 จุด มากขนาดไหน นี่พี่ขโมยลักไก่ตั้งเยอะ ทำเป็นลืมซะ ผู้กำกับบอกอ้าว ทำไมไม่มี พี่ก็อ้าว ตอนนั้นไม่ได้บอกให้ผมใส่นี่

...คิดดูว่า ก็วน มันมีใครบ้าง ซูโม่ทั้งซูโม่น่ะ จะต้องมีเพลงเปิดตัวทุกคน แล้วมันโผล่หน้าออกมาเร็วมาก คำมูลมา ได้มั่นคงโผล่ 2 ห้องยังไม่มาเลย เปิดก็ไม่ได้ มันยังไม่หมด กำลังจะเปิดคนเหนือ อ้าว ไอ้ตุ๋ยคนใต้มาแล้ว ตุ๋ยยังไม่ทันเท่าไหร่ กิ๊กออกมาแล้ว เจี๊ยบมาแล้ว ตาย! เพลงก็เจี๊ยวสิ"

..............................................................................

คุยถึงตรงนี้มีช่างเข้ามาปรึกษางานตกแต่งร้านด้วย หลังจากนั้น เขาจึงหันมาอวดร้านกับเราเป็นที่น่ารักยิ่ง


'ไม้กลางป่า' ฝีมือคุณพ่อ

"ผนังด้านนี้จะเด่น จะติดรูปเขียนต้นไม้ ชอบมากเลยจะดูมั้ย...... นี่ห่อเก็บไว้ ต้นไม้โดนลมเอนลู่ ไม่ใช่ลมเบาๆ นะ แต่เป็น 'ไม้กลางป่า' ไม่ใช่ 'ไม้กลางกรุง' อายุ 40 ปีแล้วรูปเขียนนี้ พ่อพี่เขียน ดูแล้วมันไม่เบื่อ นั่งดูไปเหอะ ทั้งวัน"

พ่อพี่ชอบเขียนรูปเหรอ

"ชอบมากๆ เวลาพ่อเขียนรูปนะ พี่เด็กๆ ชอบนั่งดูอยู่ข้างๆ แม่เขาจะไม่ยุ่งเลย ไม่ถามเลย กินข้าวหรือเปล่า แต่แกจะทำไปให้กิน"

แกเขียนขายหรือเปล่า

"เค้าเขียนเก็บ หรือว่าใครจะขึ้นบ้านใหม่ แกก็เขียนแล้วเอาให้ ส่วนมากจะเป็นอย่างนั้น ไม่เห็นแกขายนะ หรือมีคนมาตาม เค้าเห็นรูปที่บ้านคนอื่น แล้วมาให้เขียน... แกทำงานกรมทาง ตกเย็นก็นั่งเขียนรูป ชีวิตอย่างนั้นมันสวยนะ แต่ชีวิตเรามันไม่ได้อยู่ที่เดิมน่ะ ถ้าอยู่ที่เดิมได้ คนเราจะที่ที่ดีที่สุด... แต่ก่อนนี้พี่มีความสุขจริงๆ ที่ผสมสีให้แก บางทีแกเขียนสีฝุ่นก็ต้องบดให้ เคี่ยวกาว ก็เลยรู้ว่าผสมสียังไง จับแปรงยังไง บางทีแกพอใจจะให้เราลงพื้นให้ เราก็รู้สึกดี

...มันเป็นงานที่ทำให้เราเพ้อฝัน เห็นแกมีความสุขกับการทำงาน ทำให้เรารักงานพวกนี้ แกเป็นช่างสะพาน กรมทางฯ แกชอบเขียนรูป ปั้นก็ได้ บางทีแกว่างก็ไปนั่งเขียนร่มบ่อสร้าง เขียนดอก เขียนลายอะไร..."

เอ่อพี่ร่มบ่อสร้าง ผมสงสัยที่บางคนมองว่า เป็นงานผลิตเยอะๆ เพื่อขาย... (ตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่าจรัล มโนเพ็ชรจะเข้าใจคำถามนัก เพราะเกรงจะขัดกับอารมณ์ ที่กำลังเพริดกับการเล่าของเขา แต่เขาก็ตอบได้ดีทีเดียว... คุณลองอ่านดู)

"บางทีมันก็เป็นสินค้ามากเกินไป แทนที่มันจะเป็นงานศิลป์ มันกลายเป็นเขียนเพื่อที่จะให้มีอะไร แทนที่มันจะเป็นร่มเฉยๆ บางคนเขาก็ประดิดประดอย แต่เนี่ย บางทีธุรกิจมันก็แลกกัน จิ้มสี 4-5 สี แ ล้วก็วาดๆ ตรงนี้ จะเป็นผีเสื้อก็วาดปืดๆ หนวดมันจะขาดยังไงก็ช่าง... แต่มันก็ต้องอาศัยความเข้าใจเหมือนกัน ที่จะเขียนอย่างนั้นออกมาได้

...แต่มันจะมีงานผิดไป เป็นงานพิเศษ ถ้าเขาต้องการจะเขียนร่มอันนี้ออกไปให้ใครสักคน หรือเป็นที่ระลึกแก่ใครสักคนที่ไปเยือน ไปอะไร มันจะดีมาก ถ้าเขาเขียนอย่างนั้น เขาก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เพราะว่าปริมาณงานมันน้อย แล้วคนบ้านเราซื้องานศิลป์หรือเปล่า ซื้อถูกจะตาย ไม่ได้คิดเลยว่าจะซื้อไอเดีย เขาซื้อวัสดุที่เห็น เช่นเขาใช้สีเดียวเขียนบนเฟรม ก็เห็นๆ ยังงั้น... (คนซื้อ) อะไรกี่ตังค์กันจะขายฉันเป็นแสน เค้าไม่ได้คิดเลยว่า ซื้อไอเดีย ตัวเองเห็นแล้วเห็นอะไร เค้าไม่ได้คิดเลย...

อย่างเขียนภูเขาแล้วเหมือนภูเขา ก็เท่ากับว่าซื้อภูเขาไปทั้งลูกไว้ในห้องนอน ตัวเองมองยังไงก็เป็นภูเขาน่ะ มีชีวิต ถ้ายังงั้นตัวเองประหยัดได้ ก็ไปซื้อโปสเตอร์แผ่นละ 5 บาท ควรจะเป็นอย่างนั้นไป

...แต่เราก็โทษคนบ้านเราไม่ได้อีก เพราะการศึกษางานศิลปะบ้านเรามันเพิ่งเริ่ม ไม่เหมือนต่างชาติ มันเป็นวัฒนธรรมของเขาน่ะ เขาสืบทอดพัฒนามานาน..."

...............................................................

การสัมภาษณ์ครั้งนี้นับว่าได้รับอรรถรส ความเป็นกันเอง และอื่นๆ อีกมากมาย...
ไม่ว่าจะ 'ไม้กลางกรุง' หรือ 'ไม้กลางป่า' เวลาเท่านั้นจะพิสูจน์สัจจะได้ดีที่สุด... ดังเช่นเทปม้วนนี้ เวลาของมันก็มาถึงแล้ว... ตึ๊ก!

^ กลับด้านบน ^

จาก จรัล มโนเพ็ชร

"ตัวผมไม่คิดจะดึง (ไม้กลางกรุง) มาแต่งอีก เพราะมันเป็นคอนเซ็บต์ ของชุดนั้นไป ถ้าดึงมาอีกก็จะวนเวียนอยู่ที่ตัวเอง... ก็ดีใจมากที่เพลงนี้ เกิดขึ้นโดยที่ตัวเองไม่ได้แต่ง อยากจะทราบเหมือนกันว่า คนอื่นเขามองเราด้วยภาพยังไง มองความคิดของเราออกมายังไง ...มันมีคุณค่า มีประโยชน์กับตัวเรามาก เพราะตลอดเวลา เราทำงาน เราก็ทำของเราด้านเดียว"

จาก ประภาส ชลศรานนท์

"ผมชื่นชมคนที่ชื่อ 'จรัล' มาตั้งแต่โฟล์คซองคำเมือง เฝ้ามองเค้ามานาน ชอบคำว่า 'ไม้กลางกรุง' ที่เขาคิด มันคือตัวคุณจรัล ยุคนี้เป็นยุคของ ดนตรีไฟฟ้า เพลงเขาตัวเขา ก็เหมือนกับไม้กลางกรุง ก็เลยแต่งเพลงนี้ให้ ด้วยสายตาที่ผมมองเขา ด้วยความชื่นชม

...แล้วผมก็ส่งให้เขาไป เหมือนจดหมายที่มีตัวโน้ตมากกว่า ไม่ได้คิดว่าเขาจะเอาไปทำอะไร"





พระอาทิตย์คิดซ่า ส่องแสงจ้าน่าขัน
เช้ายันเย็นเห็นกัน ยังเชิดใส่... เชิดใส่
ส่งไอร้อนมาดัก เกือบจะชักกระบี่
แต่พอดูดีดี ก็จำได้... จำได้
ส่งมาทักทุกวัน จนอิฉันเบื่อหน้า
อยากจะกินปลาร้า ก็ทำให้...ทำให้
ผมชั้นแห้งแดงกรอบ เพราะถูกลอบใส่แดด
ก็ไอร้อนนั่นแหละแผด แหมทำกันได้... จนได้
เหงื่อมันหยดรดพื้น ทั้งตอนตื่นตอนหลับ
ฉันก็เลยไล่กลับ เอ้ากลับไป... กลับไป
ถ้าไม่กลับดีๆ ฉันจะขี่จรวด
แล้วตักน้ำใส่ขวด นะกลัวไหม... กลัวไหม
จะตักน้ำใส่ขวด เอาไปอวดพระอาทิตย์
ถ้ายังซ่าอีกเพียงนิด จะสาดใส่... สาดใส่
พระอาทิตย์หัวเราะ แล้วยังเคาะกบาลฉัน
สาดมาเลยสิบตัน ฉันทนได้... ทนได้
เถอะ... ให้โลกหมุนก่อน แล้วจะนอนดูหน้า
เมื่อลมหนาวพัดมา จะว่าไง... ว่าไง

'หิ่งห้อย'