ฉบับที่ 26 เมษายน 2532 "ปากกาพาลุย" หมู่ตู่


ย้อนเข็มนาฬิกากลับไปในอดีต สาวสวยอนงค์หนึ่ง ใครๆ เรียกเธอว่าเป็นสาวสังคมระดับสูง (High-Society girl) ได้เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ในนิตยสารฉบับหนึ่งว่า ตัวเองนั้นจะกระทำอัตวินิบาตกรรม เมื่ออายุเลยเลขหลัก 3 ไป 5 ปี เพราะทนเห็นความแก่มาทักทายไม่ได้

หลังการให้สัมภาษณ์ ก็มีผู้คนพากันตั้งตารอว่าเมื่อไหร่เธอจะอายุครบกำหนดเสียที หลายคนเอาใจช่วย แต่บางคนก็เป็นห่วง นักเขียนชื่อดังของไทยคนหนึ่ง ก็เคยอุทิศข้อเขียนบทหนึ่งให้กับเธอเหมือนกัน

เวลาผ่านมากี่ปีไม่แน่ชัด หลายคนก็เริ่มหลงลืมเรื่องนี้ไป จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่กำลังพเนจรอยู่ในร้านหนังสือแถบสยามสแควร์ รุ่นน้องที่รู้จักก็มาสะกิด พร้อมแนะนำให้ไปอ่านบทสัมภาษณ์ของสาวสวยผู้นี้ พร้อมให้เหตุผลโน้มน้าวด้วยว่า เป็นการสัมภาษณ์ที่เฉียบขาด ขนาดไม่ควรพลาด หลังจากทำตามคำแนะนำ ก็ได้รู้ว่าเธอผู้นั้นยังไม่ได้ลาโลกไปไหน แต่ยังมีลูกเล่นและลีลาการพูดจาที่ครบเครื่องเหมือนเดิม ในครานี้เธอกล่าวว่า อาจจะไม่ทำอย่างที่เคยบอกแล้ว ถ้าหากเมื่ออายุครบกำหนดแล้ว แต่ยังสวยเหมือนเดิม

ความสวยคืออะไร ทำไมมีความสำคัญมากมายขนาดนั้น... เป็นปุจฉาที่หลายคนข้องใจ

อันว่าความสวย ถ้าหากไปปรากฏบนอาคาพยพใดของร่างกาย ก็จะเรียกว่า ส่วนนั้นสวย อาทิ ตาสวย มือสวย เท้าสวย แต่ถ้าความสวยได้เปรอะเปื้อนไปทั่วร่าง หรือเลอะตรงนี้นิดตรงนั้นหน่อย โดยเฉพาะอวัยวะบนใบหน้า ก็จะขนานนามว่า เธอผู้นั้นเป็นคนสวย

ในอดีตและปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานแน่ชัดสำหรับวัดระดับความสวย ไม่มีกฎเกณฑ์ว่าคนสวยต้องมีพื้นที่ใบหน้าเท่ากับ 32 ตารางนิ้ว โดย 24% เป็นพื้นที่หน้าผาก หรือคนสวยจักต้องมีความจุของโพรงจมูกไม่มากไปกว่าผลบวกของความจุรูหู ไม่มีกฎตายตัวว่า จมูกต้องทำมุมเท่านี้กับดวงตาในแนวระนาบ หรือ ฯลฯ แต่คนสวยคือคนที่ได้รับการยอมรับ จากสายตาและปฏิกิริยาหลายอย่างจากผู้อื่น

ถึงแม้หลายคนจะมีเกณฑ์ความสวยไว้แตกต่างกัน แต่ทว่าก็ต้องมีบ้างที่ได้รับเสียงสนับสนุนว่าสวยเป็นเอกฉันท์ อย่างเช่น ถ้าคน 7 ใน 10 บอกว่านางสาว ข. สวย ก็พอจะเชื่อได้ว่าเธอสวยจริงๆ หรือนางสาว ค. เดินออกจากบ้านมาที่ป้ายรถเมล์ ตลอดทางจะถูกสายตาของบุรุษเพศมาสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์ เถ้าแก่ขายข้าว ตลอดจนจิ๊กโก๋ซิ่งมอเตอร์ไซค์ นางสาว ค. ก็อาจจะคิดว่าเป็นคนสวยได้เหมือนกัน


แต่ก็คงมีข้อยกเว้นในกรณีต่อไปนี้ นางสาว ค. แต่งตัวโป๊จนเกินขนาด หรือขี้ริ้วจนน่าเกลียด หรือมีท่าเดินที่ผิดปกติ ฯลฯ และก็ต้องยอมรับกันว่า ผู้ชายบางคนเขาก็ชอบมองผู้หญิง จะสวยหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่อง ขอให้ได้ชมเป็นขวัญตาก่อนก็แล้วกัน ดังนั้น สาวน้อยสาวใหญ่ทั้งหลาย ถ้าหากถูกบุรุษน้อยใหญ่มอง ก็อย่างเพิ่งหลงร่าเริงไป

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าผู้หญิงทุกคนหรือส่วนใหญ่ จะสามารถบอกตัวเองได้ว่า ตนนั้นเป็นคนสวยหรือไม่

ว่ากันตามความจริง ความสวยนั้นไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอะไร กลับจะมีคุณค่าเสียด้วยซ้ำ ถ้าหากไม่แน่ใจก็ลองถาม นางงามจักรวาล, นางแบบ, ดารา นักร้อง (บางคน) และหญิงบริการ (บางคน) ก็ได้ว่า ความจริงเป็นอย่างไร ถ้าไม่เช่นนั้นคำกล่าวที่ว่า "นารีมีรูปเป็นทรัพย์" คงไม่ถูกบัญญัติขึ้นมา

และก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอีกเหมือนกัน ถ้าหากสตรีนางใดจะเชื่อว่า ตนเองก็เป็นคนสวยกับเขาด้วยคนหนึ่ง มีนางแบบบางคนเคยบอกว่า ตนไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนสวย ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้คือ 1.... 2.... 3.... ฯลฯ เมื่อฟังก็รู้ได้ทันทีว่าหล่อนกำลังโกหก เป็นไปไม่ได้ที่นางแบบจะไม่ใช่คนสวยหรือมีความสวย ตัวเธอเองก็รู้ดี เพราะเธอสวยถึงถูกเลือกเป็นนางแบบ ในใจก็ต้องนึกอยู่ไม่มากก็น้อยว่า ตนเป็นคนสวย แต่เกรงว่าอาจจะถูกคนหมั่นไส้เลยไม่กล้าประกาศตัว กลายเป็นคนที่แกล้งปฏิเสธตัวเองด้วยกลัวข้อหาว่า หลงตัวเอง แท้ๆ (ต้องขอยอมรับในความเชื่อมั่นของสาวไฮโซไซตี้คนนั้นเหมือนกัน เพราะเธอประกาศออกมาอย่างโจ่งแจ้งเลยว่า "ฉันเป็นคนสวย" ซึ่งแสดงถึงการตระหนักถึงสิ่งที่ตัวเองมีอยู่)

แต่เมื่อเรารู้ตัวว่าสวย ก็มิได้หมายความว่า จะนำเอาความสวยมาข่มคนอื่น ก็ต้องมีบ้างถ้าคิดว่ามันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ก็ไม่ควรนำไปเป็นปัจจัยสำคัญในเรื่องต่างๆ และที่สำคัญที่สุด ก็ไม่ยึดมั่นว่า "ความสวยจะอยู่กับข้าพเจ้าตลอดไป"

จะเป็นการดี ถ้าหากบุคคลหนึ่งจะรู้ตัวดีว่าเป็นคนสวย แล้วใช้ความสวยให้เกิดประโยชน์ แต่ก็ต้องมีความเชื่ออยู่ด้วยว่า ความสวยไม่ใช่สิ่งที่คงทนตลอดไป เปรียบเหมือนการมีต้นมะม่วงในบริเวณบ้าน เมื่อมีมะม่วงก็ต้องสอยกิน แต่ก็ต้องรู้ว่า ไม่นานมันจะหยุดออกลูกและตายไป ไม่ใช่ว่าในบ้านมีมะม่วง แล้วแกล้งไปโกหกเพื่อนบ้านว่าไม่มี หรือมีแล้วก็อยากจะเก็บจะสอยมากินเสียร่ำไป โดยจะขาดใจตายถ้าหากมะม่วงต้นนั้นหยุดออกดอกออกผล

บางคนกล่าวโจมตีผู้หญิงอย่าง โบ ดีเร็ค หรือ มาริลีน มอนโร ว่าเป็นพวกไม่มีสมอง ใช้แต่รูปสมบัติเพื่อแสวงหาชื่อเสียงเงินทอง ถ้าจะมองในแง่หนึ่ง เธอก็เป็นคนฉลาด ฉลาดที่รู้จักใช้สิ่งที่ตนมีอยู่ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง แต่ทั้งคู่จะกลายเป็นคนฉลาดน้อยไปในทันที ถ้าคิดว่าเมื่อหมดสวยแล้ว ก็หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง เคยมีคนเอ่ยอยู่ออกบ่อยในเรื่องงามทั้งกายและใจ คือเป็นคนสวย ในขณะเดียวกันก็มีความเมตตากรุณา มีความเข้าใจผู้อื่น มีความเห็นอกเห็นใจ และพร้อมที่จะช่วยเหลือเท่าที่จะกระทำได้ในขอบเขตของตน ตรงนี้นับเป็นจุดอ่อนของคนสวยเลยก็ว่าได้ เพราะมักจะมีคำกล่าวอยู่มากมาย ที่พาดพิงคนที่สวยแต่เพียงอย่างเดียว แต่จิตใจสกปรกเหมือนลำคลองในกรุงเทพฯ (ชื่อเมืองที่กลายเป็นเพลงๆ หนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร) พ.ศ. 2532 บางคนอาจไม่โสโครกถึงขนาดนั้น แต่หายากที่จะสะอาดเหมือนน้ำฝนที่หล่นในป่าหิมพานต์

"สวยแต่รูป จูบไม่หอม" เป็นคำกล่าวที่คุ้นหูกันเป็นอย่างดี สาเหตุก็คงสืบเนื่องมาจากมีตัวอย่างเป็นจำนวนมาก ที่สวยแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีคุณสมบัติอย่างอื่นเลยแม้แต่น้อย ในสมัยโบราณก็อาจจะหมายถึงคนสวยที่ไม่เป็นงานบ้านงานเรือน ไม่เป็นกุลสตรี หรือไม่มีกิริยามารยาทที่สตรีสมควรจะมี แต่ในปัจจุบันก็อาจจะรวมถึงสาวโสภาทั้งหลาย ที่ไม่มีสมอง หรือถ้ามีก็มีน้อย หรือมีแล้วไม่รู้ว่ามี หรือมีแล้วไม่รู้จักนำมาใช้

นอกจากนั้นอาจจะรวมถึงเสน่ห์ที่พึงจะมีก็ได้ อาทิ ต. เป็นคนสวย แต่เย็นชาเหมือนนาซีหัวแถว เป็นสาวแห้งแล้งอารมณ์ใดๆ ยิ่งกว่าเดือนห้าแล้งฝน

ก็คงยอมรับกันแล้วว่า "สวยแต่รูป จูบไม่หอม" นั้นมีอยู่จริง เป็นจำนวนมากเสียด้วย แต่อย่างไรก็ตาม คนรูปสวยแล้วจูบก็หอมก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี ในขณะเดียวกัน คนที่รูปไม่สวยแล้วยังจูบไม่หอมอีกก็พอมีให้เห็น โทษกรรมแต่ปางก่อนไปก็แล้วกัน

บางครั้ง ความสวยก็เป็นจุดอ่อนที่สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้ผู้เป็นเจ้าของได้เหมือนกัน ทั้งยังถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขที่สร้างความยุ่งยาก ตลอดจนมีผลทางด้านลบต่อภาพพจน์ของตนเอง

อย่างเช่นวันหนึ่ง สารภี (ดีมีดีให้) เล่าให้ฟังว่า เห็นนวลอนงค์หนึ่ง สวยสะดุดตา งามหยดย้อย รูปร่างก็ขึ้นเวทีประกวดได้ไม่อายใคร แถมมีดีกรีความเซ็กซี่อีกขนาดไม่ต้องบรรยาย แต่อยู่ๆ โฉมตรูก็เอามือเกาก้นเป็นการใหญ่ แล้วยังพลิกแพลงยกแข้งยกขา เพื่ออำนวยความสะดวกในการเกาอีกด้วย สมจุ้ยได้ยินจึงถามว่า "ทำไม คนสวยเกาก้นไม่ได้หรือไง" ก็เมื่อคันก็ต้องเกา "เป็นเรื่องธรรมดา มันดีเสียอีก" อีกคนซึ่งขอสงวนนาม สำทับตามในทันที

คนสวยทำได้ทุกอย่าง ไม่เพียงแต่เกาก้นเท่านั้น มีหนังหุ้มเนื้อและกระดูกเหมือนกัน (แต่หนังที่หุ้มอยู่ดูสวยกว่าคนอื่นเขาก็เท่านั้น แต่อีกไม่นานมันก็เหี่ยว) เวลาปวดปัสสาวะแล้วหาที่ปลดไม่ได้ ก็ต้องทนทุกข์ทรมานเหมือนคนอื่น เวลาสวาปามข้าวเหนียวส้มตำแล้วท้องเสีย ก็ถ่ายอุจจาระไหลเป็นน้ำ มีกลิ่นไม่น่าพิสมัยเหมือนคนทั่วไป ดังนั้นจึงไม่ควรไปตำหนิหรือตั้งข้อแม้กับคนสวยทุกคน

...ไม่ว่าจะเกิดมาสวยเหมือนสีดา อัปลักษณ์ดุจสำมะนักขา สุดท้ายก็ต้องจบเหมือนกันทั้งนั้น คุณงามความดีต่างหากที่สำคัญ


^ กลับด้านบน ^




เธอบอกว่าเธอรักฉันฉันได้ยิน
ฉันเกือบดิ้นเมื่อเธอหน่ายยามฉันพูด
ด้วยความรักจึงทุบเสียเปลือกตาปูด
นิ้วเป็นหูดเล็บขบสลบเลย

ข้าวฟ่าง