|
|
|
|
ย้อนเข็มนาฬิกากลับไปในอดีต สาวสวยอนงค์หนึ่ง ใครๆ เรียกเธอว่าเป็นสาวสังคมระดับสูง (High-Society girl) ได้เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ในนิตยสารฉบับหนึ่งว่า ตัวเองนั้นจะกระทำอัตวินิบาตกรรม เมื่ออายุเลยเลขหลัก 3 ไป 5 ปี เพราะทนเห็นความแก่มาทักทายไม่ได้ หลังการให้สัมภาษณ์ ก็มีผู้คนพากันตั้งตารอว่าเมื่อไหร่เธอจะอายุครบกำหนดเสียที หลายคนเอาใจช่วย แต่บางคนก็เป็นห่วง นักเขียนชื่อดังของไทยคนหนึ่ง ก็เคยอุทิศข้อเขียนบทหนึ่งให้กับเธอเหมือนกัน เวลาผ่านมากี่ปีไม่แน่ชัด หลายคนก็เริ่มหลงลืมเรื่องนี้ไป จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่กำลังพเนจรอยู่ในร้านหนังสือแถบสยามสแควร์ รุ่นน้องที่รู้จักก็มาสะกิด พร้อมแนะนำให้ไปอ่านบทสัมภาษณ์ของสาวสวยผู้นี้ พร้อมให้เหตุผลโน้มน้าวด้วยว่า เป็นการสัมภาษณ์ที่เฉียบขาด ขนาดไม่ควรพลาด หลังจากทำตามคำแนะนำ ก็ได้รู้ว่าเธอผู้นั้นยังไม่ได้ลาโลกไปไหน แต่ยังมีลูกเล่นและลีลาการพูดจาที่ครบเครื่องเหมือนเดิม ในครานี้เธอกล่าวว่า อาจจะไม่ทำอย่างที่เคยบอกแล้ว ถ้าหากเมื่ออายุครบกำหนดแล้ว แต่ยังสวยเหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าผู้หญิงทุกคนหรือส่วนใหญ่ จะสามารถบอกตัวเองได้ว่า ตนนั้นเป็นคนสวยหรือไม่ ว่ากันตามความจริง ความสวยนั้นไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอะไร กลับจะมีคุณค่าเสียด้วยซ้ำ ถ้าหากไม่แน่ใจก็ลองถาม นางงามจักรวาล, นางแบบ, ดารา นักร้อง (บางคน) และหญิงบริการ (บางคน) ก็ได้ว่า ความจริงเป็นอย่างไร ถ้าไม่เช่นนั้นคำกล่าวที่ว่า "นารีมีรูปเป็นทรัพย์" คงไม่ถูกบัญญัติขึ้นมา
และก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอีกเหมือนกัน ถ้าหากสตรีนางใดจะเชื่อว่า ตนเองก็เป็นคนสวยกับเขาด้วยคนหนึ่ง มีนางแบบบางคนเคยบอกว่า ตนไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนสวย ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้คือ 1.... 2.... 3.... ฯลฯ เมื่อฟังก็รู้ได้ทันทีว่าหล่อนกำลังโกหก เป็นไปไม่ได้ที่นางแบบจะไม่ใช่คนสวยหรือมีความสวย ตัวเธอเองก็รู้ดี เพราะเธอสวยถึงถูกเลือกเป็นนางแบบ ในใจก็ต้องนึกอยู่ไม่มากก็น้อยว่า ตนเป็นคนสวย แต่เกรงว่าอาจจะถูกคนหมั่นไส้เลยไม่กล้าประกาศตัว กลายเป็นคนที่แกล้งปฏิเสธตัวเองด้วยกลัวข้อหาว่า หลงตัวเอง แท้ๆ (ต้องขอยอมรับในความเชื่อมั่นของสาวไฮโซไซตี้คนนั้นเหมือนกัน เพราะเธอประกาศออกมาอย่างโจ่งแจ้งเลยว่า "ฉันเป็นคนสวย" ซึ่งแสดงถึงการตระหนักถึงสิ่งที่ตัวเองมีอยู่)
บางคนกล่าวโจมตีผู้หญิงอย่าง โบ ดีเร็ค หรือ มาริลีน มอนโร ว่าเป็นพวกไม่มีสมอง ใช้แต่รูปสมบัติเพื่อแสวงหาชื่อเสียงเงินทอง ถ้าจะมองในแง่หนึ่ง เธอก็เป็นคนฉลาด ฉลาดที่รู้จักใช้สิ่งที่ตนมีอยู่ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง แต่ทั้งคู่จะกลายเป็นคนฉลาดน้อยไปในทันที ถ้าคิดว่าเมื่อหมดสวยแล้ว ก็หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง เคยมีคนเอ่ยอยู่ออกบ่อยในเรื่องงามทั้งกายและใจ คือเป็นคนสวย ในขณะเดียวกันก็มีความเมตตากรุณา มีความเข้าใจผู้อื่น มีความเห็นอกเห็นใจ และพร้อมที่จะช่วยเหลือเท่าที่จะกระทำได้ในขอบเขตของตน ตรงนี้นับเป็นจุดอ่อนของคนสวยเลยก็ว่าได้ เพราะมักจะมีคำกล่าวอยู่มากมาย ที่พาดพิงคนที่สวยแต่เพียงอย่างเดียว แต่จิตใจสกปรกเหมือนลำคลองในกรุงเทพฯ (ชื่อเมืองที่กลายเป็นเพลงๆ หนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร) พ.ศ. 2532 บางคนอาจไม่โสโครกถึงขนาดนั้น แต่หายากที่จะสะอาดเหมือนน้ำฝนที่หล่นในป่าหิมพานต์
"สวยแต่รูป จูบไม่หอม" เป็นคำกล่าวที่คุ้นหูกันเป็นอย่างดี สาเหตุก็คงสืบเนื่องมาจากมีตัวอย่างเป็นจำนวนมาก ที่สวยแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีคุณสมบัติอย่างอื่นเลยแม้แต่น้อย ในสมัยโบราณก็อาจจะหมายถึงคนสวยที่ไม่เป็นงานบ้านงานเรือน ไม่เป็นกุลสตรี หรือไม่มีกิริยามารยาทที่สตรีสมควรจะมี แต่ในปัจจุบันก็อาจจะรวมถึงสาวโสภาทั้งหลาย ที่ไม่มีสมอง หรือถ้ามีก็มีน้อย หรือมีแล้วไม่รู้ว่ามี หรือมีแล้วไม่รู้จักนำมาใช้ นอกจากนั้นอาจจะรวมถึงเสน่ห์ที่พึงจะมีก็ได้ อาทิ ต. เป็นคนสวย แต่เย็นชาเหมือนนาซีหัวแถว เป็นสาวแห้งแล้งอารมณ์ใดๆ ยิ่งกว่าเดือนห้าแล้งฝน
คนสวยทำได้ทุกอย่าง ไม่เพียงแต่เกาก้นเท่านั้น มีหนังหุ้มเนื้อและกระดูกเหมือนกัน (แต่หนังที่หุ้มอยู่ดูสวยกว่าคนอื่นเขาก็เท่านั้น แต่อีกไม่นานมันก็เหี่ยว) เวลาปวดปัสสาวะแล้วหาที่ปลดไม่ได้ ก็ต้องทนทุกข์ทรมานเหมือนคนอื่น เวลาสวาปามข้าวเหนียวส้มตำแล้วท้องเสีย ก็ถ่ายอุจจาระไหลเป็นน้ำ มีกลิ่นไม่น่าพิสมัยเหมือนคนทั่วไป ดังนั้นจึงไม่ควรไปตำหนิหรือตั้งข้อแม้กับคนสวยทุกคน
...ไม่ว่าจะเกิดมาสวยเหมือนสีดา อัปลักษณ์ดุจสำมะนักขา สุดท้ายก็ต้องจบเหมือนกันทั้งนั้น คุณงามความดีต่างหากที่สำคัญ |
|