เคยไหมอยากรู้จักชื่อใครสักคน แต่ไม่ว่าเพียรพยายามถามเธออย่างไร เธอไม่ยอมบอก แต่เธอ ก็คือผู้หญิง..
ที่ผมยากจะลืมเธอ
ต้นเดือน เมษายน 2544 ผมได้พบกับเธอครั้งแรกที่เคาน์เตอร์ออกบัตรที่นั่งบนเครื่องบิน สนามบินแห่งหนึ่งซึ่งเรียกเป็นไทยว่า 'ดอนเมือง' หลังจากประสานสายตา เราเริ่มประโยคการพูดคุยด้วยปัญหา เมื่อเธอเรียกหาบัตรประจำตัวประชาชนควบคู่ไปกับการออกบัตร
บัตรประชาชน คนอย่างผมมีอยู่แล้ว แต่ใครบางคน ที่มากับผม เขาเพิ่งกลับจากไปทำงานที่อังกฤษ และกลับมาพักร้อนที่ เมืองไทยกลายเป็นบุคคลผู้ก่อปัญหา และถ้าคุณๆไม่อยากเกิดปัญหา จะไปขึ้นเครื่องบินในเมืองไทยต่อไปอย่าลืมพกบัตร ไม่งั้นอาจได้สนทนากับเธอเหมือนที่เราเจอ แล้วจำติดใจ
ลูกคิดเด็ก 2 ขวบ ไม่ต้องใช้บัตรไม่งั้นคงยิ่งหนักหนา แม่ของลูกคิดมีใบขับขี่ซึ่งใช้แทนได้ แต่พ่อลูกคิดลืมติดกระเป๋าสตางค์มา เพราะภรรยารับปากจะเลี้ยงดูตลอดทริปแล้วทีนี้จะทำอย่างไร
เราเริ่มสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเองโดยให้เห็นผลว่า ไม่เห็นรู้เรื่องกฏนี้มาก่อนเลยว่าจะขึ้นเครื่องบินต้องพกบัตร เธอพูดพร้อมชี้ให้ดูกระดาษขนาด A4 ซึ่งติดอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ ที่แจ้งข้อมูลการรักษา ความปลอดภัยใหม่ซึ่งเริ่มใช้ เมื่อวานนี้ 1 เมษายน 2544 ว่าต้องใช้บัตรประชาชนด้วย
ผมย้อนดูเวลา วันที่ผมเดินทาง เป็นที่ สองเดือนเดียวกัน ถ้ามาก่อนหน้านี้สักวันคงไม่เกิดปัญหา หรือถ้าจะให้ดีพี่เขาน่าจะกลับมาก่อนเครื่องบินจะระเบิด
เออไอ้ผมก็แย่จริงๆ ติดอยู่ข้างหน้า
เคาเตอร์ทำไมไม่เห็นสนใจอ่าน
แต่ในฐานะแชมป์โต้วาทีอุดมศึกษา ผมพยายามแปลญัตติเพื่อสร้างเหตุผลขอการผ่อนผันว่า "ถ้าจะใช้บัตรประชาชนด้วย ควรจะต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ไม่ใช้ให้ผม ผู้ใช้บริการมารู้ที่นี่ ที่สนามบินแบบนี้"
เธออาจเป็นแชมป์รุ่นก่อนหรือหลังผมไม่ทราบ แต่เธอหักล้างได้ไวมาก
"เราได้ลงโฆษณาในสื่อต่างๆมากมาย ทำไม่ผมไม่ทราบ"
ตายละหว่านั่นสิทำไมผมไม่ทราบ ทำไมผมไม่ทราบ ใช่สิผมคนที่อ่านข่าวหนังสือพิมพ์เกือบทุกวัน ดันไม่ทราบ แต่นี่ไม่ใช่ความผิดของผมนี่น่า เขาลงข่าวมากมายแล้วผมผู้ที่ต้องการให้รู้กลับไม่รู้
ผมแย้งโดยใช้มุมมองเหตุผลสะท้อนกลับ ซึ่งเป็นหลักเหตุผล 2 ด้านในการโต้วาที
"แสดงว่าคุณประชาสัมพันธ์น้อยไป" นึกว่าคงได้คะแนนบ้าง ในใจผมคิด
ผมได้เปรียบอยู่ ถึงแม้ที่นี่เธอจะเป็นเจ้าของสถานที่ แต่โดยหลักการ โดยเหตุผล ผมไม่ควรแพ้ เพราะเธอต้องบริการผม เพราะผมคือลูกค้าของเธอ และการบินไทย คงลงทุนฝึกอบรมภาคทฤษฎีและปฏิบัติมาแล้วมากมาย เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาลักษณะนี้
ผมยืนอยู่ในฝั่งความคิดตนเอง แต่แย่แล้วครับ พนักงานอีกคน ผู้สนับสนุนฝ่ายเธอซึ่งยืนอยู่ข้างๆเธอ เปิดประเด็นแล้ว
"คุณว่าเราประชาสัมพันธ์น้อยไป หมายถึงต้องทำสื่อระดับโลกมากกว่านี้หรือคะ" ผมแปลให้ฟังนะครับ เธอหมายความว่า สื่อแค่นี้ไม่พอใช่มั้ย ต้องใช้มากกว่านี้ใช่มั้ย เพื่อให้กลุ่มของผมไม่กี่คนได้รู้
แหมคุณเอ๊ยใครว่า Customer is the King ฟะ ผมนี่โมโหจริงๆ ที่ได้รับการโต้ตอบแบบไม่ลดลาวาศอก โดยการยกเหตุผลของกฏใหม่ที่กลุ่มเรา ผู้ใหญ่ 4 คนและเด็ก 2 ขวบ 1 คน ยืนยันว่าไม่ทราบมาก่อน แต่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
เพื่อนเห็นท่าไม่ดีสะกิดสีข้างให้ผมเพลาๆวาจาลงบ้าง เพราะผมชักจะมีอารมณ์แล้ว และอาจเป็นเพราะเขาเห็นว่าเราอาจถูกลงโทษ โดยการงดให้ความช่วยเหลือ งดความเมตตา ยืดหยุ่นอันพึงจะมี จึงพยายามเจรจาแทน
เจ้าหน้าที่คนแรกโทรปรึกษาผู้ใหญ่แล้ว ก็เสนอวิธี ยืดหยุ่นให้ เราหาบัตรอื่นแทน เช่น บัตรเครดิต หรือ ให้แฟกซ์บัตรมาก็ได้ แต่การที่ลืมนำกระเป๋าสตางค์ติดตัวมา ทำให้เรื่องบัตรอื่นต้องตัดทิ้ง แฟกซ์ก็มีปัญหาเพราะที่บ้านเขาไม่มีแฟกซ์
พยายามถามว่ามีวิธีใดช่วยได้ไหม เพราะเราามา 3 คน เป็นครอบครัวมีเด็กเล็ก 1 คน ดูแล้วปลอดภัย อบอุ่น ไม่น่าจะอันตราย และเริ่มกลัวว่าจะไม่ทัน Flight เช้า ทางเจ้าหน้าที่ก็ แนะนำวิธีง่ายๆ ว่า "ไม่ทัน Flight นี้ ก็รอ Flight หน้าก็ได้"
ง่ายมากจริงๆครับสำหรับเธอไม่ใช่สำหรับเรา
จริงครับ จริงของเธอ ไม่ทันก็ไปตอนบ่าย ตอนเย็น พรุ่งนี้ เดือนหน้า ปีหน้า หรือ ชาติหน้า ตอนบ่าย เพราะว่าเราอยากไม่พกบัตรกันเอง
ระหว่างนี้ผมขึ้นไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ที่รู้จักนับถือ เรียกว่าป้า ที่ทำงานอยู่ชั้นบน พอทราบเรื่องป้าก็เมตตาธรรม ช่วยเหลือครับ ป้าบอกว่า ได้มีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าแล้ว แต่อาจไม่ทั่วถึง ที่สำคัญป้าไม่ได้ตั้งข้อหาว่า ทำไมผมไม่รู้ ทั้งที่ควรรู้ แต่กลับพูดว่าเพิ่งเริ่มกฎและอาจประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง เป็นไปได้ว่าบางคนอาจไม่รู้ และกำลังช่วยผมหาวิธี ระหว่างนี้เพื่อนข้างล่าง โทรขึ้นมาบอกว่า ได้โทรไปต่อว่า เอเยนต์ ที่ขายตั๋วให้เราว่าทำไมไม่บอกให้เรารู้
ปรากฏว่าเอนเยนต์ตกใจกว่าครับ เพราะเพิ่งรู้จากเราเดี๋ยวนี้เหมือนกัน
ผมลงลิฟท์กลับลงไปอีกครั้ง ยังดีว่าขึ้นลงลิฟท์ไม่ต้องตรวจบัตรเพราะสนามบินยังไม่มีการระเบิดลิฟท์แต่อีกหน่อยไม่แน่ เพราะฉะนั้นทางแก้คือพกบัตรไว้ดีกว่าครับ
ผมลงมาไม่ใช่เพื่อโต้วาทีรอบสุดท้าย แต่ลงมาพร้อมความหวังว่าป้าจะหาทางช่วยให้เราได้ไป
ระหว่างนี้เราก็พยายามหาเอกสารนอกบ้านเพื่อส่งแฟกซ์ แต่ยังไม่มีวี่แวว เมื่อผมมาถึงที่เคาน์เตอร์อีกครั้ง บรรยากาศดูไม่คลี่คลายครับ ฝ่ายเราคนที่สะกิดผมให้เพลาๆเพราะพยายามประสานงาน และพี่ชายผู้ลืมกระเป๋าสตางค์เพิ่งเปิดศึกรอบสองไป
เพราะเธอของเราแสดงกิริยาที่เราผู้รับบริการรู้สึกว่าไม่สุภาพ ทำให้อุณหภูมิอารมณ์สูงขึ้นว่า เช่น กฎนี้ไม่น่ามีปัญหา คนไทยทุกคนก็ต้องพกบัตรประชาชน
ใช่ครับแต่ต้องยกเว้นคนไทยที่ลืมเอากระเป๋าเงินมา แล้วไม่รู้มาก่อนล่วงหน้า
เราสุดกลั้นจึงถามชื่อเธอเพื่อต้องการบันทึกไว้ในความทรงจำ เผื่อจะมีเวลาและมาติติงในภายหลัง แต่เธอไม่บอกและถามกลับว่าจะเอาไปทำไม
เราบอกว่า "เพราะคุณพูดจาไม่สุภาพ"
เธอหักล้างทันที "ไม่สุภาพยังไงคะ"
พ่อแม่พี่น้องที่เคารพครับ ผมว่า คำว่าค่ะ , ครับ ต่อท้ายประโยค ใช่ว่าจะสุภาพนะครับ หากว่าเราพูดโดยใช้โทนน้ำเสียงและสีหน้าแบบเธอผู้นี้ ผมอยากเห็นหน้าของเธอในบัตรประชาชนจังเลยว่าตอนถ่ายรูปเธอทำหน้าอย่างไร
ตอนที่เรากำลังต้องออกมาอยู่นอกแถว เพราะมีคนมาเข้าแถวต่ออีก 3 คน แล้วโอกาสของเรารอคอยมาตลอดชีวิตช่วงเช้านี้มาถึงแล้วครับ เพราะคนในแถวทั้ง 3 คน ไม่ทราบว่าต้องใช้บัตรประชาชนด้วย และผมก็ถือโอกาสนี้ประกาศอิสรภาพจากความผิดในข้อหาที่ไม่รู้ข่าวสารเรื่องกฎใหม่นี้ทันที
"คุณครับ คุณเห็นไม๊ครับที่คุณบอกว่าคุณประชาสัมพันธ์แล้ว แต่ผม 4 คน และพี่ อีก 3 ที่เข้าแถวนี้ ก็ไม่มีใครรู้ แล้วนี่คือความผิดของเราหรือครับ ในกลุ่มนี้ 100 % เลยนะครับที่ไม่รู้ล่วงหน้า"
เธอเริ่มเสียกระบวน พูดเร็วและรัว แต่จับความได้ว่า เธอก็ได้รับคำสั่งมาจากผู้ใหญ่ จะให้เธอทำอย่างไร ผู้ใหญ่ที่ว่าคงมีคำสั่งต่อๆลงมาจนถึงคุณพนักงานที่ไม่ประสงค์จะออกนาม ว่าให้แสดงวาจากับผู้โดยสารแบบนี้
สำหรับผมประโยคนี้คลี่คลายครับ แสดงว่าเธอยอมรับแล้วว่าเป็นไปได้ที่จะมีคนไม่รู้ ผมไม่ผิดและ 7-8 คนที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์ที่ไม่รู้กฎมาก่อนก็ไม่ผิด
และระบบการบริหารแบบใหม่ก็ควรบรรจุเพิ่มลงในสโลแกน ของการบินไทย
เพิ่มจาก รักคุณเท่าฟ้า เป็น "รักคุณเท่าฟ้า ในกรณีที่พกบัตรมา"
ในที่สุดวันนั้นเราได้เดินทางไปภูเก็ต ตามกำหนดการครับ ด้วยความช่วยเหลือจากพี่ๆ3-4 ท่าน ของการบินไทย ช่วยเหลือด้วยความเห็นใจ อารี ไล่เลี่ยกับการขวนขวาย ส่งแฟกซ์มาจนได้
ขอบคุณมากครับ ความจริงกฎนี้ก็เป็นกฎเพื่อความปลอดภัยที่ดี อาจจะดีที่สุดในโลกก็ได้นะครับ เพราะครอบครัวพี่เขาซึ่งทำงานต่างประเทศ และเดินทางไปที่อื่นบ่อยๆ บอกว่าการเดินทางภายในประเทศของประเทศอื่นก็ไม่ต้องใช้บัตร
ไหนๆก็ออกกฎการรักษาความปลอดภัยเพื่อผู้โดยสารแล้ว ก็ควรจะออกกฎรักษาน้ำใจ ให้กับผู้โดยสารด้วยนะครับ
สมจุ้ย เจตนาน่าสนุก
