เพิ่งก้าวขาลงจากเวทีเฉลียง
และคงไม่ได้กลับขึ้นไปบนเวทีในฐานะเฉลียงอีกแล้วใครบางคนที่อยู่ในบรรยากาศการอำลา
บอกว่าการที่มีคนรักเราขนาดนี้ เป็นสิ่งที่น่ายินดี
อยากบอกเขาไปว่า
การได้ทำสิ่งที่เรารักนั้น ทำให้เรารักตัวเองเสียยิ่งกว่า ใครๆเว้าวอนให้เข้าไปในกระทู้
ปรากฏการณ์เฉลียง ได้เดินผ่านๆทั้งศาลาคนเศร้าและงานเฉลิมฉลองแต่ไม่อยากฝากอักษรใดๆไว้
ด้วยเหตุผลส่วนตัว ที่ยากจะอธิบาย
ใครบางใครส่งกระทู้เรื่องไปยาลใหญ่
และปราบดา หยุ่นมาให้ขบคิด
มีคำถาม ถึงไปยาลใหญ่
บ้างตั้งข้อสงสัย ในลีลา และเจตนา ไม่มีอะไรดีไปกว่าการกลับไปรื้อค้น
และพลิกอ่าน แต่การกลับไปอ่านหนังสือนั้น ยังไม่กระจ่างหัวใจได้เท่ากับ
การได้กลับไปอ่านความคิดของคนที่เคยอ่านไปยาลใหญ่ มันทำให้คนเคยทำปลาบปลื้มใจ
มาจนถึงนาทีนี้ ความคิดของใครๆที่มีต่อไปยาลใหญ่ ซึ่งนับวันจะยิ่งใหญ่คับหัวใจตัวเอง
หนังสือเป็นอีกงานที่เหมาะกับกมลสันดาน ยิ่งนัก นับวันยิ่งรัก นับวันยิ่งอยากและนับไปนับมายิ่งใหญ่
ลงจากเวที เดินเล่นผ่านเวป
แล้วยังแวะไปขอเพิงพักเล็กๆเพื่อจะจัดวางหนังสือจำนวนหนึ่ง สำหรับคนที่รักการอ่าน
เจ้าของร้านบอกว่ายินดี ที่ผมจะมาขอเช่าที่เขาเพื่อทำร้านเช่าหนังสือ
สิ่งดีๆเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
คงไม่ได้หมายความว่าเราโชคดี แต่นั่นอาจเป็นเพราะว่าเราได้ยืนยันที่จะทำในสิ่งที่เรารัก
มานานนักหนา
ฉะนี้จึงกำลังเริ่มก่อร่าง
สร้าง ร้านรักคนอ่าน ญาติสนิทของอิ่มอุ่น และไปยาลใหญ่ อาจไม่ยิ่งใหญ่หลายคูหา
แต่คงหอมกรุ่นความฝันและจินตนาการ
ใครใคร่นอนหนุนอักษรแทะเล็มหนังสือ
ใครใคร่ค้าม้าค้า ใครใคร่ค้ายาม้า ยาบ้า เชื่อว่าทุกข์ ใครใคร่ค้าความฝัน
ใคร่ค้าจินตนาการ เชื่อว่าหวาน
อย่าปล่อยให้ความฝันลอยนวล
จึงชวนเสียแต่บัดดล
(ส่วนหนึ่งจากกระทู้ในไทยมุง)
อยากรู้ว่า
คนที่อ่าน "ไปยาลใหญ่" มาก่อน คิดเห็นยังไง
หนูอยากรู้ว่าคนที่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้
เป็นคนรุ่นไหนกันบ้างคะ
อ่านแล้วรู้สึกอะไร
หรือคิดเห็นยังไง
รู้สึกว่าใครๆก็พูดถึงไปยาลใหญ่
อย่างงานเขียนของปราบดา
หยุ่น ยังมีคนเปรียบเทียบว่าสไตล์การเขียนของเขาคล้ายยุคไปยาลใหญ่
ไปยาลใหญ่มียุคด้วยหรือค่ะ
อยากรู้จัง
โดยคุณ : หนูสงสัยมาก
- [ 7 ธ.ค. 2543 , 19:19:33 น. ]
ตอบ
ผมก็หนึ่งคนที่โตมาพร้อมไปยาลใหญ่
รู้จักไปยาลใหญ่ครั้งแรกจากปกพี่ปุ๊-อัญชลี พี่ซื้อมาอ่าน ยังอยู่มัธยมอยู่
ก็แอบเปิดอ่านมาตลอด ชอบเลยครับ หนังสืออะไร รวยอารมณ์เหลือเกิน
เปิดอ่านผมต้องเปิดหา
"เมื่อยอารมณ์" ก่อนทุกครั้งไป เลยติดนิสัยมาทุกวันนี้ เวลาครึ้มใจแต่งกลอน
จะได้กลอนแปลกๆ ทุกที
เรายังจำ พริกขี้หนูกับหมูบานได้อยู่
แต่ตอนนี้หนังสือคุณแม่ที่เคารพพาไปไหนแล้วก็ไม่รู้
โดยคุณ : Saesae'
- [ 7 ธ.ค. 2543 , 19:38:00 น.]
ตอบ
รู้จักกับ ฯลฯ
หนังสือไทยที่ไม่จบมาตั้งแต่อยู่ในวัยละอ่อน...
ปี29 ตอนนั้นเรียนอยู่ม.สี่
อ่านจากนิตยสารอะไรก็จำไม่ได้ แล้วว่าสมาชิกวงเฉลียงบางคน กับคุณปินดา
โพสยะ(ตอนนั้น นึกว่าเป็นชื่อจริงๆไม่ได้เป็นนามแฝงของพี่อั๋น) ที่เคยเขียน
เรื่องชุดว้าวุ่นลงในนิตยสารเปรียวจะออกนิตยสารเล่มใหม่ ชื่อ "สะดือ"
ก็รู้สึก "สะดุด" ตั้งแต่นั้นว่า เออ...ชื่อแปลกดีแฮะ ท่าจะมันส์ดีนะ
เราก็แฟนเฉลียงกับคุณปินดาอยู่แล้วนี่ ก็เฝ้า รอว่าเมื่อไหร่จะออกเสียที
ต่อมาก็มีข่าวว่าสะดือจำต้องเปลี่ยน ชื่อใหม่เสียแล้ว เนื่องด้วยเหตุผลบางประการแต่เขาก็ไม่ได้ลง
บอกว่าชื่อใหม่คือชื่ออะไร จนกระทั่งวันหนึ่งร้านหนังสือเจ้าประจำก็บอกว่า
วันนี้มีหนังสือออกใหม่นะ สนใจไหมเพิ่งมา เลยเนี่ย เค้าถามเพราะรู้ว่าผมชอบเก็บนิตยสารฉบับปฐมฤกษ์
พอหยิบมาให้ดู ก็เห็นมุมล่างของนิตยสารพิมพ์ว่าสำนักศิษย์ สะดือก็เริ่มมั่นใจแล้วว่าใช่แน่
พอเปิดดูชื่อทีมงานโป๊ะเชะเลย ใช่จริงๆรีบซื้อไป 2 เล่ม กลับไปอ่านรวดเดียวจบทั้งเล่มเลย
โอย...สนุกจริงๆ มันตลกแบบไม่เหมือนกับหนังสือตลกเล่มอื่น ที่ผมชอบอย่างนิยายชุดสามเกลอ
หรือหนังสือต่วยตูน มันเป็น อีกแบบนึงไปเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้นต่างๆ
กลอนหรือบท ความที่ลง วันรุ่งขึ้นตัดสินใจสมัครสมาชิกเลย จำได้ว่าได้ของ
ที่ระลึกมาเป็นผ้าเอนกประสงค์ลายมัมมี่ถือกล้วย ทุกวันนี้ก็ยัง เก็บไว้อยู่
พออ่านไปหลายๆเล่มเข้าก็เริ่มรู้แล้วว่าหนังสือเล่ม นี้ไม่ได้มีดีแต่ตลกอย่างเดียว
ยังสอดแทรกสาระและแง่คิดที่ บางทีเราไม่เคยคิดมาก่อนอีกด้วยผ่านจากหลายๆนามปากกา
โดยเฉพาะคอลัมน์ กระจกฝ้า ของนายเผ่ากฏที่ผมได้แง่คิดใน เรื่องการใช้ชีวิตในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของตัวเองในวัยนั้น
ซึ่ง ตามอ่านต่อๆ มาก็เริ่มจับได้แล้วว่า นายเผ่ากฏนี้ไม่ใช่ใคร
พี่ดี้ นิติพงษ์ นั่นเอง พี่ดี้ตอบได้ดีมากๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก
หรือเรื่องพ่อ แม่ ครอบครัว เรื่องเพื่อน ทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกว่า
คอลัมน์ของพี่ดี้อันนี้มีผลต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบันของผมอยู่ ต้องขอขอบคุณ
นายเผ่ากฏ ไว้ตรงนี้ด้วยครับ นอกจากนั้น ฯลฯ ยังเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่ง
ที่จุดประกายความอยากเป็นนัก เขียนให้กับผมอีกด้วย เคยส่งเรื่องไปลงในชานชาลา
แต่ก็ไม่เคยได้ลงสักที แต่ก็รู้สึกดีที่ได้ทำอะไรที่อยากจะทำแต่ไม่เคย
กล้าที่จะลองก็ได้มาลองในเล่มนี้แหละ มีอะไรอีกมากที่อยากจะ พูดถึงนิตยสารเล่มนี้
แต่มันมีมากเสียจนต้อง ฯลฯ เอาไว้แค่นี้ แหละครับ......
โดยคุณ : ผักบ้าลอยฟุ้ง
- [ 7 ธ.ค. 2543 , 21:32:08 น.]
ตอบ
ไปยาลใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์วัยเด็กที่ดีมากค่ะ
โดยคุณ : bluecat
- [ 8 ธ.ค. 2543 , 0:59:31 น.]
ตอบ
อันตัวเรา
กษัตริย์ลิจฉวี มีสิ่งดี อยู่หลายอย่าง จะที่เติมลมยาง หรือจะที่ย่าง
บาร์บีคิว...(เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร๊ง) กลอนลิเกบทนี้ของพี่ดอนเขียน
ผมเอามา ฮัม เสมอ เวลาชีวิตถูกตีกรอบมากเกิน
โดยคุณ : โกโรสุเกะ
- [ 8 ธ.ค. 2543 , 1:39:04 น.]
ตอบ
ฉันว่าใครพลาดยุคตำนานหนังสือไทยที่ไม่จบ...
ถือว่าบุญน้อย... เนื่องว่าไปยาลใหญ่มีผลต่อการบ่มเพาะสำนึกดีๆลงในสมองน้อยๆ
ที่กำลังเติบโตของเยาวชนหรือคนหนุ่มสาวในวัยนั้น...จำได้ว่าวันนั้นเป็นเด็กหนุ่มวัยเยาว์
ทั้งเขลาด้วยปัญญาด้วยขาดการสนใจในการดูหนังสือ... บุญพอมีที่พี่สาวคนดีของฉัน
ซื้อหนังสือไปยาลใหญ่มา... เลยลองๆหยิบอ่านดูก็ฉงนทันใด...หนังสือไรกัน...
เขียนมาคิดจะขายกันหรือเปล่า... หรือเอาตามใจชอบ... จากนั้นมาก็ติดตามตลอด...
ช่วงนั้นอยู่เทคนิคหาดใหญ่...
เด็กช่างที่สังคมส่วนใหญ่
มองว่าเขาเลวร้าย และเป็นส่วนเสื่อมของสังคม.. ได้มีโอกาสปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ก็ด้วยอานิสงฆ์ไปยาลใหญ่เป็นเหตุ... ไม่สูบไม่ได้เหรอพี่ เป็นบทความหนึ่ง
ในไปยาลใหญ่ ที่ส่งผลให้เด็กช่างอย่างฉัน ไม่คีบมารตัวขาวยาวท้ายฟองน้ำมาจุกปากเล่น
แล้วให้เหตุผลว่าแสนเท่ห์...
เรื่องสั้นอีกหลายเรื่อง
ของพี่จิกบ้างพี่จุ้ยบ้าง
พี่พิงบ้าง พี่กาเหว่าบ้าง และนักเขียนที่เดินทางมาแวะบ้างส่วนพี่ดอนเขียนเห็นจะไม่น่าจะลืมได้...
เขียนหนังสือได้แหวกโลกดีจัง... อ่านแล้วงงงง ต้องอ่านใหม่ จะให้เข้าใจมุขท่าน
เห็นว่าต้องซื้อพอกเก็ตบุ๊คมาเป็นตำราประกอบ... ทำเอาเด็กอย่างเรากระเป๋าฉีก...
ต้องอดมื้อกินมื้อ และเลือกกินอย่างประหยัด เพื่อจะได้มีทรัพยากรเพียงพอแก่การแลกเปลี่ยนพอกเก็ตบุ๊ค...
มือชักล้า..
ค่อยมาต่อแล้วกัน... ลืมพี่โน๊ตเด็กจมูกโต... ความรักของมาลัยในห้องไอซียูได้ไง...
อีกทั้งไทละเมอ กลุ่มดนตรี ที่น่าจะมีเพลงมาอีกนะครับ... ออกมากับมูเซอแค่ชุดเดียว...ใครไม่ซื้อเทปพี่ผมไม่ทราบ...
แต่ผมสองม้วนครับแล้วยังหาซีดีอยู่ครับ... ค่อยมาต่อนะไปแจวเรือก่อน
โดยคุณ : คีตปราณ
- ICQ : 95778171 - [ 8 ธ.ค. 2543 , 10:28:28 น.]
ตอบ
อ่านไปยาลใหญ่มาเกือบทุกเล่มเหมือนกัน
ชอบมาก อ่านแล้วได้ความคิดอะไรแปลกใหม่ มักจะมีมุมมองที่ไม่เหมือนใคร
คล้ายๆ เฉลียง ตอนแรกที่อ่านเพราะพี่จุ้ย แต่อ่านไปอ่านมาก็ ติดใจด้วยเนื้อหาและมุมมอง
ยังพยายามให้น้องชายได้อ่านบ้างเลยค่ะ จะได้รู้จักคิดเหมือนเรา
โดยคุณ : ชวนป๋วยปี่แป่กอ
- [ 8 ธ.ค. 2543 , 11:35:31 น.]
ตอบ
มาช่วยตอบคำถามครับเรื่องงานเขียนของคุณปราบดา
เพราะเคยอ่านสมัยที่คุณปราบดายังเขียนลงจุลสารของโรงเรียนเทพศิรินทร์
ครับ......มีกลิ่น
มีลีลา ของการเขียนที่พอจะเห็นร่องรอยอารยธรรม(ว๊าว...) ของไปยาลใหญ่ในงานเขียนได้ชัดพอควร
ส่วนไปยาลใหญ่
ผมว่า...เป็นหนังสือที่คลอดก่อนกำหนดไปประมาณ 10 ปีครับ
โดยคุณ : 134
- [ 8 ธ.ค. 2543 , 12:26:38 น.]
ตอบ
สมัยก่อนที่ซื้อประจำควบคู่กัน
ฯลฯ กับ ฟุตบอลสยาม
ทำให้เราเขียนอะไรเล่นๆ
แล้วมีอะไรที่เก็บไว้เป็นที่ระลึกลงในเล่ม กลอนเปล่าของเราที่ให้เพื่อนร่วมรุ่น
อ่านแล้วงง ได้เป็นหนึ่งในผู้ที่ร่วมรวมเล่ม ในชานชาลาปากกาหน้าใหม่
ทุกวันนี้ แม่ยังประทับใจในค่าเรื่องที่ลูกได้รับ ( คงหวังว่าจะเอาดีมั้ง
หารู้ไม่ว่าไอ้นี่มันได้แค่เนี๊ยะ )
คุณหนูสงสัยมาก..
เราว่ามันเป็นตามยุคนะ เพราะตอนนี้อ่านหนังสือแม็คกาซีนน้อยมาก ...น้อยจริงๆ
จนตัวเองรู้สึกได้เลย
โดยคุณ : จั๊กกะยี
- [ 8 ธ.ค. 2543 , 21:29:53 น.]
ตอบ
ผมว่านายเผ่ากฎคือพี่จิกนะ
โดยคุณ : MONITOR
- [ 9 ธ.ค. 2543 , 10:14:51 น.]
ตอบ
ท้องคัดท้องแข็ง
อ่านใปหัวเราะไป พอมีคนเดินผ่านต้องหยุดอ่านแล้วกลั้นหัวเราะ ผมยังหาเรื่องนี้อยู่ะ
อยากอ่านอีก กระทิกะลาดอทคอม ช่วยคัดลอกมาให้อ่านทีจะเป็นพระคุณ
เรื่องนี้เข้าใจว่าอยู่ในหน้าปกซูโม่กิ๊ก
เขียนโดยพี่จิก เรื่องมีชื่อประมาณว่า
..นักดูหนังมืออาชีพ...
เลือนลางเต็มที ถ้าผิดขออภัย เรื่องมีอยู่ว่า นักพากษ์หนังยุคก่อนคนหนึ่ง
ต้องออกใปทำงานพากย์หนังกลางแปลง โดยที่บทพากย์กับม้วนฟิล์มหนัง
มันเป็นคนละเรื่องเพราะว่าเกิดการสลับกัน และเพิ่งมาทราบเอาตอนหนังเริ่มจะฉาย
จึงมีเหตุการณพากย์สดกับหนัง ที่คนพากย์ เพิ่งจะเคยดูเป็นครั้งแรก
ผู้เขียนบรรยายบรรยากาศไว้เช่นว่า ฉากแรก ภาพมุมกว้าง ตัวแสดงอยู่ไกล
ดนตรีประกอบเริ่มขึ้น คนพากย์เริ่มต้นมั่ว... ณ.สมัยราชวงศ์หมิง....
ภาพโคลสเข้ามา ตัวแสดงบนจอให่ชุดสากล คนละยุคเลยท่าน...
แป่ววววววว
โดยคุณ : เอฟเอ็มทู
- [ 10 ธ.ค. 2543 , 0:06:47 น.]
ตอบ
เผ่ากฎคือพี่ดี้ค่ะ
เผ่า = พงษ์
กฎ(หมาย) =
นิติ
คือ นิติพงษ์
ค่ะ
โดยคุณ : นกยูงยืนยันได้
- ICQ : 6582235 - [ 10 ธ.ค. 2543 , 0:18:55 น.]
ตอบ
ไม่อยู่กรุงเสียหลายวัน
เพิ่งได้เปิดอ่านกระทู้นี้ อ่านแล้วตื้นตันค่ะ แม้ยุคนั้นจริงๆ จะไม่ได้อยู่
ณ ตรงนั้น แต่ ณ วันนี้แล้ว ก็มีความรู้สึกร่วมไปด้วย
คงไม่เขียนอะไรมาก
เพราะหลายคนเขียนได้ตรงใจ และคิดว่าเคยเขียนไปแล้วด้วย
ปล. นายเผ่ากฎ
คือ พี่ดี้ จริงๆ ค่ะ คุณนกยูง อธิบายได้ถูกต้อง
ปล 2. ส่วนตัวนะคะ
ไม่คิดว่างานของคุณปราบดา คล้ายยุคไปยาลใหญ่ เท่าที่อ่านผลงานมาสองเล่ม
ด้วยอารมณ์ที่สื่อออกมาคนละแนว แม้จะแฝงบางสิ่งไว้เช่นกัน แต่ก็ยังไม่เคยอ่านนอกเหนือจากนั้น
อย่างที่คุณ 134 ว่าไว้นะคะ เลยขอไม่ฟันธงละกัน เดี๋ยวจะหาว่าหูตาแคบ
ปล. 3 ถึงคุณเอฟเอ็มทู
เรื่องที่ว่านั่นคือ หนึ่งในสุธี ตอน "นักพากษ์" อยู่ในฉบับที่ 5
หน้าปกซูโม่กิ๊ก จริงๆ ค่ะ ถูกต้องแล้ว ซึ่งรวมเล่มไว้ใน "สุธีเสมอ"
เรียบร้อยแล้วค่ะ จึงไม่ค่อยแน่ใจในการเอามาลงซ้ำ ยกเว้นว่าท่านอื่นๆ
อยากจริงๆ ก็บอกมาอีกทีละกันนะคะ
โดยคุณ : สานุศิษย์สะดือ
- [ 11 ธ.ค. 2543 , 18:22:37 น.]
