2545




ถ้าคุณเป็นผม จะรู้สึกอย่างไร ที่วันหนึ่งเปิดหนังสือพิมพ์แล้วมีบทสัมภาษณ์ตัวเอง ทั้งๆ ที่คุณจำได้ว่า ไม่ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นสักกะหน่อย เขาขึ้นบทสัมภาษณ์ที่ว่าได้ น่าสนใจทีเดียว

คุยกันแบบสบายๆ สไตล์ 'ศุ บุญเลี้ยง

หนุ่มนักเขียน-นักแต่งเพลง-นักร้องที่มีสไตล์ลีลาเฉพาะตัว จนหาคนเลียนแบบไม่ได้ เพราะอารมณ์ศิลปินขึ้นๆ ลงๆ ของเขารุนแรงจนไม่มีใครตามทัน บางคนดูว่าอารมณ์ดีแล้ว แต่ถ้าเข้าไปคุยไปถามแบบไม่คิด ก็โดนตอกย้อนศร กลับมาจนหน้าหงายได้ ดังนั้นคนที่ จะคุยกับเขาได้จึงต้องเป็นคนที่ปรับตัวเก่ง หลบหมัดคำพูดที่ยิงสวนมาอย่างรวดเร็ว ในท่าทีน้อมรับ พร้อมกับสวนคำถามที่อยากรู้ ส่งไปตรงกับใจที่เขาอยากตอบ จึงได้คำตอบ ขอแนะนำว่าให้ปรึกษา สามารถ พยัคฆ์อรุณ ก่อนแล้วซ้อมจนมั่นใจ จึงค่อยเดินเข้าไปคุยจะดีที่สุด

แต่ทุกคนย่อมมีจุดอ่อน พี่จุ้ยก็เช่นกัน เขามีจุดอ่อนตรงที่ยินดีกับงานที่ได้สร้างสรรค์สังคม ส่งเสริมเยาวชนให้มีความคิด ถ้าอารมณ์เขาดีอย่างวันนี้ เขาก็เปิดพุงกะทิ บอกไต๋เคล็ดลับให้หมดเปลือก

อ่านไปไม่นานก็พบว่า

บทสัมภาษณ์ที่ลุ่มๆดอนๆ ผิดๆถูกๆอ่านแล้วสับสน นั้นตัดทอนมาจาก การไปบรรยายที่ศูนย์หนังสือจุฬา จริงๆ การนำบทบรรยายมาลงนั้น คงไม่ได้มีความผิดกฎหมายใดๆ ในฐานะสื่อ และบุคคลสาธารณะ บรรยายในที่สาธารณะ ด้วยเรื่องที่เป็นสาระประโยชน์ นั้นพึงควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง แต่เพื่อนสื่อมวลชนหลายท่าน ก็มักง่าย นอกจากไม่ขออนุญาตกันแล้วยังสามารถสร้างสรรค์ ให้งานบรรยาย กลางศูนย์หนังสือจุฬา จนกลายเป็นบทสัมภาษณ์ไปได้อย่างหน้าตาเฉย

จึงได้บทสัมภาษณ์ที่ แสนสับสน ลงในหน้าจุดประกายของหนังสือกรุงเทพธุรกิจ

เคยกลับไปอ่านหนังสือที่ตัวเองเขียนไหม แล้วเป็นไงบ้าง
เคย อ่านเจอมุขเชยๆ ตอนนี้ไม่เด็ดแล้ว แต่ไม่เคยเจอความเชื่อที่เดี๋ยวนี้ผมไม่เชื่ออย่างนั้นแล้ว วิธีชั้นเชิงอาจจะไม่ค่อยได้เรื่อง บางอันที่เขียนอาจจะไม่ได้ชอบมากแต่กลับมีคนชอบมาก

ขั้นตอนการเขียน
เคยเห็นคนเขียนแบบบ้านไหม ปกติเราเขียนหนังสือแล้วไล่บรรทัดไป เวลาออกแบบบ้านจะร่างก่อน แล้วเขียนแบบจริง แล้วถึงสร้าง สร้างบ้านก็ไม่ได้สร้างชั้นล่าง ฉาบปูนเสร็จแล้วค่อยข้างบน การเขียนหนังสือก็เหมือนกัน คือต้องเขียนแบบร่างก่อน ไม่ต้องเขียนตอนต้นถึงตอนจบ จะเขียนตรงกลางก่อนก็ได้ บางคนเขียนหนังสือแล้วไปตายเอาดาบหน้าก็มี วิธีออกแบบความคิดคือไม่ต้องเขียนให้ดี นี่คือคำแนะนำที่ผมสอนนักศึกษาเวลาจะเขียน

เลือกถ่ายทอดทางหนังสือหรือทางเพลงมากกว่ากัน
"หนึ่ง ขึ้นอยู่กับความรู้สึก
สอง ขึ้นอยู่กับอารมณ์ขณะนั้น
สำหรับผมมันเหมือนในเรื่องเดียวกัน บางที่เขียนเพลงก่อนแล้วค่อยไปเขียนเรื่อง ครั้งหนึ่งผมไปนั่งรถไฟฟ้าที่ฝรั่งเศส เห็นผู้หญิงไม่ยอมโหน ให้ผู้ชายโหน แล้วแกเอาคางไปเกยหลับตาพริ้ม.. อารมณ์ที่เห็นครั้งแรกโรแมนติกมาก อยากนำเสนอเป็นภาพมากกว่า กลับมาผมนึกเป็นเพลง แต่เพลงไม่ได้บอกว่า "วันนี้ฉันเห็นคางเกยไหล่" เปลี่ยนเป็น "อยากให้ใครมาเกยที่หัวไหล่ ถ้าเธอเป็นคางบุ๋มยิ่งดีใหญ่ ยิ่งเป็นเธอคนดียิ่งถูกใจ" ภาพแรกผมซึ้งมากแต่แต่งเพลงออกมาแล้วไม่ซึ้งคนจะขำ เลยทำให้มันสนุกไปเลย

คนไม่มีความรู้เรื่องคอร์ดจะแต่งเพลงได้ไหม
"ไม่จำเป็น ไม่ว่าคุณจะแต่งออกมา "สวัสดีเอ้อเอ่อเออออ..." คอร์ดก็เหมือนภาชนะ ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีน้ำเสียงมีความเป็นดนตรีอยู่แล้ว "เพลง" คือเสียงที่มีท่วงทำนอง "ดื้อดือดื่อดือ..." พ่อผมใช้โต๊ะแต่งเพลง "นางนวล คู่นางนวลนอน..."

สิ่งที่เขาพยายามเรียกว่าบทสัมภาษณ์มีมากกว่านี้ แต่ตัดตอนมาพอให้อ่านเล่นๆ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากใคร เพราะตอนเขาเอาไปลงหนังสือ เขาก็ไม่ได้ขออนุญาต เราจึงควรมีมารยาทกับคนที่มีมารยาท และให้เกียรติ เฉพาะคนที่สมควรได้รับเกียรติ เท่านั้น

บทความชิ้นนั้นเขียนจบกระแทกท้ายไว้ว่าอย่างนี้

นักคิด-นักเขียน-นักร้อง ผู้คล้ายจะเป็นเจ้าลัทธิสร้างสรรค์แห่งหนึ่งในสังคมไทย ได้แนะนำสิ่งที่ใคร "รัก" จะเป็นนักเขียน-นักแต่งเพลงให้ได้รับรู้แล้ว โดยไม่ต้องเสี่ยงไปนั่งถาม ซึ่งถ้าสังเกตให้ดีๆ เราจะเห็นพี่จุ้ยล้วงกึ๋นล้วงตับนักข่าว ที่มาถามเขาแบบไม่เตรียมตัวไม่เตรียมคำถาม ออกมากองให้ดูอยู่เสมอ

วันนี้โชคดีแล้วที่ไม่โดนล้วงตับ ผลประโยชน์ตกแก่คนอ่าน ที่เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ได้เท่ากับว่า คุณได้จับ "ตับ" ของพี่จุ้ยซะเต็มๆ มือเลย ที่ยกมานี้

แค่ตัวอย่างที่พอจะรู้เรื่องนอกจากนั้น ก็เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยต่อเนื่อง ไม่ค่อยรู้เรื่องและเป็นภาพสะท้อน การทำงานของสื่อสารมวลชลไทย พอสังเขป

พวกนี้หลอกคนอ่านหลอกบรรณาธิการ

แต่มีอีกพวก เป็นพวกหลอกตัวเอง
ลองอ่านข้อความต่อไปนี้ให้ดีนะครับ

เพื่อนเราคนหนึ่งชื่อต้น เป็นชาวเชียงใหม่ที่เข้ามาเรียนคณะศิลปกรรม จุฬา เมื่อเรียนจบ ต้นทำงานสักพักหนึ่ง ก็เจอวิกฤตเศรษฐกิจ และ กลับไปอยู่เชียงใหม่ พยายามหางานที่เหมาะกับตัวเอง จนในที่สุดต้นก็ค้นพบว่าเขาเหมาะกับร้านหนังสือ ที่สุด ร้านของต้นเป็นร้านเล็กๆ สีสันสดใส หนังสือในร้านมีทั้งขายและให้เช่า เปิดเพลงแจ๊ซ เบาๆ ช่วงนั้นมีชายคนหนึ่งที่เรารู้จักกันดี ชอบเข้ามาในร้าน บางทีก็ถ่ายรูป ต้นแอบปลื้มศิลปินคนโปรดและหลงคิดไปว่าพี่เขาจะเอาไปโปรโมทร้านให้

สักพักผับก็ผุดขึ้นบริเวณนั้น ต้นเห็นว่าคงไม่เวิร์คแน่จึงเซ้งร้านหนี และไปขอเช่าร้านฝั่งตรงข้ามเพื่อเปิดกิจการใหม่ แต่เจ้าของปฎิเสธ โดยให้เหตุผลว่า มีคนมาขอเช่าแล้ว ต้นจึงต้องผิดหวัง แต่เมื่อผ่านไปย่านนั้นใน 2 อาทิตย์ต่อมา ต้นแทบช็อค เมื่อเห็นร้านหนังสือร้านหนึ่ง รูปแบบเดียวกับร้านของต้นเดี๊ยะ มาเปิดกิจการ ร้านนั้นชื่อว่า"รักคนอ่าน" เจ้าของคือพี่ศิลปินที่มาถ่ายรูปร้านต้นบ่อยๆ นั่นเอง

จากคุณ : แนน - [3 เม.ย. 22:09:41]

กรณีนี้... จะปล่อยผ่านไปก็ได้ เพราะหลักฐานและการกล่าวหาค่อนข้างเลื่อนลอย แต่เราสามารถหยิบยกมาวิเคราะห์ พอเป็นตัวอย่างของการหลอกตัวเอง

ก่อนอื่นถ้าคุณต้นเล่าให้คุณแนนฟังดังว่า
คุณต้นคงได้หลอกตัวเองก่อน แล้วจึงเอาความคิดที่หลอกตัวเองเสร็จแล้วไปบอกคุณแนน คุณแนนก็เลยเกิดอาการแค้นแทนคุณต้น โดยที่ยังไม่ได้มีข้อมูลมากมายพอจะสรุป แต่ความที่เป็นคนหูเบา ฟังแล้วก็เชื่อ จากนั้นก็ระบายออกทางเวป เพื่อฟ้องต่อสาธารณะชน อันเป็นการฟ้องถึงอาการบ้องตื้น ของเพื่อนพ้องและตัวคุณแนนเองไปพร้อมๆ กัน

ความเดิมที่พอจะเล่าได้มีดังนี้

ผมไปร้านต้นมาจริงๆ และถ่ายรูปด้วยเก็บไว้สองสามรูป ตอนนั้นคิดเหมือนกันว่า ถ้ามีประเด็นน่าสนใจ ก็จะเขียนแนะนำร้านให้เขา เพียงแต่ว่า นาทีที่ผมหยิบเอกสารที่เขาวางไว้ ในร้าน ใครบางคนในร้าน ซึ่งไม่รู้ว่าใช่คุณต้นหรือเปล่า เพราะผมไม่รู้จักใครในร้านเป็นการส่วนตัว เขาบอกว่า อย่าเพิ่งไปเขียนหรือเผยแพร่ เพราะว่าโครงการของเรายังไม่แน่นอน อีกทั้งรายชื่อคนที่เขาเอามาลงเป็นที่ปรึกษา นั้นบางคน เขายังไม่ได้แจ้ง นอกจากเป็นคำบอกที่ผมไม่ควรขัดแล้ว ในวงเล็บใจผมรำพึงว่า ทำไมไม่บอกเขาเสียก่อนจะเอาชื่อใครๆมาลง หรือทำไมไม่คิดให้ดีเสียก่อน แล้วค่อยทำใบปลิวมาวางไว้เหมือนแจก

บังเอิญอาจารย์ที่เขาว่าเป็นที่ปรึกษา นั้นรู้จักคุ้นเคยกับผมดี ก็เลยถามแกว่า น้องๆเขาจะทำอะไรกัน อาจารย์คนนั้นท่านชมว่า เออ มันเพิ่งมาปรึกษาความคิดดีทีเดียว พวกเขารวมตัวกันว่า จะแปลวรรณกรรมต่างประเทศแบบ แยกย้ายกันแปล แล้วเอามารวมกันเอาเงินมาลงขัน แยกย้ายกันเอาไปขาย แบบไม่ขอลิขสิทธิ์ประมาณนั้น

ผมยังเย้าๆ แย้งๆ ไปว่า ความคิดดีๆ นี้ พอจะทำให้เป็นจริงเป็นจังมันจะยากเย็น ผมแวะไปครั้งสองครั้ง เดินชมหนังสือเก่าๆ ที่เขาห่อพลาสติกไว้ ติดราคาที่สูงพอควร แต่มีน้องบางคนที่ผมชวนไปอุดหนุนบ้าง แต่ส่วนใหญ่ที่ไปก็บ่นว่าราคาสูง ผมไม่ได้ว่าอะไร นอกจากออกปากชมว่าร้านสวยดี แต่ไม่เคยซื้อเลยเพราะไม่มีเล่นไหนอยากได้มาก ทั้งไม่เคยนั่งเล่นในร้านเขาเลย แค่เดินชม ทักทายถ่ายรูปแล้วก็จากลา

และผมก็ลืมร้านนั้นไป ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเลิกราไป ด้วยไม่ได้สนใจอะไรมากนักหนา ไอ้คำที่ว่าร้านเหมือนกันเด๊ะ นั้นออกจะดูถูก คนออกแบบร้านไปสักกะหน่อย บังเอิญผมไม่ได้ออกแบบร้านผมเองเสียด้วย ผมเป็นคนรู้ตัวว่า ไม่มีปัญญาพอจะออกแบบร้านใดๆ กับใครได้ ก็เลยหาสมัครพรรคพวกน้องๆ ที่ขำชำนิชำนาญกว่า แค่นี้ข้อหาการลอกแบบก็พ้นตัว แต่ที่เขียน เพราะมีอะไรอยากบอกมากกว่านั้น สำหรับใครๆ ที่เคยอ่านกระทู้ หรือกำลังหลอกตัวเองอยู่ เผื่อจะมีสติขึ้นมาบ้างสักนิด

ร้านเดิมที่เขาอ้างชื่อร้าน ลิงเหลือง เยลโล่มั้งกี้

ไม่ได้เป็นร้านเช่า แต่เป็นร้านขายหนังสือเก่าๆ และมีโต๊ะวางไว้ คล้ายร้านเหล้าเล็กๆ ประการแรก ถ้าร้านที่ทำไว้ให้เช่า ดันออกแบบเหมือนร้านหนังสือขาย แถมเขายังมีโต๊ะวางไว้ให้คนมานั่ง

ส่วนร้านผมชื่อรักคนอ่าน มีเจตนาจะให้เช่าหนังสือ ไม่คิดขาย การออกแบบร้าน เป็นของเด็กวิจิตรศิลป์ มอชอ ที่ผมจ้างมา ด้วยคำแนะนำของคุณบินหลา

น้องเขาถามว่าอยากได้อย่างไร

อยากให้ร้านมันสะอาด สะดวก น่ารัก ใช้ประโยชน์ใช้สอยให้คุ้ม ไม่ติดแอร์ ไม่ขายกาแฟ ไม่ต้องมีที่ให้คนนั่งอ่าน แค่มีเก้าอี้ให้นั่งรอ หรือคุยกันเล่นๆ ตรงระเบียงหน้าร้านนิดหน่อย ส่วนลีลาลวดลาย พวกเอ็งออกแบบมาได้ เต็มที ผมยังบอกว่าพี่จ้างเอ็งมาออกแบบ ไม่อยากออกแบบเอง

ไม่มีการนำร้านใดๆ มาอ้างอิง เทียบเคียงเพราะร้านมันเล็กกระจิ๊ดเดียว ถ้าอยากได้โน่นได้นี่มากมันจะออกแบบลำบากเสียเปล่าๆ

ภายหลังผมมาถามเจ้าคนออกแบบ เขาบอกว่าไม่เคยรู้จักร้านลิงเหลืองดังว่า ดังนั้น คำกล่าวหานอกจากจะเข้าใจผมผิดแล้ว ยังกลายเป็นว่าดูถูกคนออกแบบอีกสามคน ที่เป็นคนออกแบบจริงๆ

ในแง่ปรัชญา ถ้าผมไปก็อปมาเหมือนเด๊ะ ก็คงโง่งมงายแท้ๆ การทำร้านต้องคิดคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย และอื่นๆอีกมากมาย อันไม่สามารถไปก็อปมาให้เหมือนเด๊ะได้ ถ้าดัดแปลงมาคล้ายๆ ยังพอจะมีความเป็นไปได้มากกว่าว่า แอบดัดแปลงเอาของเก๋ๆ เขามาพอน่าจะเป็นไปได้กว่าก็อปเหมือนกันเด๊ะ

ถ้าใครได้เห็นร้าน ด้วยสายตาสามัญปกติ ไม่ต้องมีศิลป อะไรให้มากเรื่อง จะเห็นได้ง่ายๆ ว่ามันแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ทั้งประโยชน์ใช้สอย โครงสร้างเดิมๆ บาน

แต่สำหรับคนที่มองด้วยสายตาหลอนๆ มองแบบเข้าข้างตัวเอง หลอกตัวเองว่ากูแน่ พอกูเจ๊งแล้วพาลไปที่ร้านคนอื่น ก็ไม่รู้จะช่วยเหลืออย่างไร ได้ ให้พ้นจากความคิดดักดานนี้ได้

เพื่อนของต้น และต้น คงอยู่ในโลกที่สับสน คลุมเครือ มีความเชื่ออันคับแคบ แบบไม่เปิดใจ น่าเสียดายความเป็นปัญญาชน ของพวกคนเหล่านั้น ถ้าไม่ออกมาจากโลกแคบ และไม่เลิกหลอกตัวเอง ก็น่าเสียดาย ความรู้ความสามารถที่ร่ำเรียนกันมา

ศุ บุญเลี้ยง