ที่มาที่ไป นักอยากเขียน หิ้งเก็บของ สมุดเยี่ยมชม ไปยาลใหญ่
  ฉบับที่ 1 ตุลาคม 2529 "ไปยาลน้อย" สมจุ้ย เจตนาฯ



ก่อนการเดินทางมาของคำว่า "ไปยาลใหญ่" เราคิดอะไรต่ออะไรมากมายกับการหาชื่อหนังสือเล่มนี้ ความคิดแรกนั้นเริ่มที่มันสมองซีกซ้าย ของประภาส หลังจากที่เราตกลงว่าจะทำหนังสือราวหนึ่งเดือน ประภาสเสนอชื่อที่เขาภูมิใจนักหนา

"ชื่อหนังสือ หนังหา ดีไหม" เขาเสนอกลางร้านอาหารละแวกสยามสแควร์ หนังสือชื่อ "หนังหา" !?!
ปินดา ย่นคิ้วแทนคำตอบ
ผมนึกถึงใครบางคนที่เดินมาที่แผงหนังสือ ควักกระเป๋าสตังค์ แล้วบอกคนขาย
"…ซื้อหนังสือหนังหาเล่มนึงค่ะ"
หรือว่า
"เอ้อ…หนังสือหนังหา ออกหรือยังคะ"

แม้ประภาส จะภูมิใจ แต่ไม่มีใครเห็นด้วยกับเขาเลย แล้วเราทุกคนก็มีหน้าที่ต้องคิดต่อ และเสนอชื่อใหม่ๆ ในวันที่พบกัน

"แข็งเปล่า"
"สำรวลสาส์น" "เลือดฝาด"
"โอ้ระเหย" "อั๊วกะลื้อ" "วัยหวานกว่า"
"เล็บขบ" "ลอยชาย"

และ อะไรต่อมิอะไรมากมาย เท่าที่ปากจะพาไป แม้กระทั่งชื่อ "สำรวย" ก็ยังมีคนเสนอ

  จากชมรมนมแตกพาน มาเป็นนิตยสาร สะดือ


เราอยากทำหนังสือมานานแล้ว เดือนเมษายน ผม ประภาส และปินดา ประกาศตั้ง ชมรมนมแตกพาน ขึ้น โดยมีความตั้งใจว่า จะเริ่มด้วยการรวมงานเขียนเก่าๆ ของพวกเราที่เคยตีพิมพ์ในนิตยสารต่างๆ ออกเป็นพ็อกเก็ตบุ๊ค โดยมี ตุ๊-น้ำตาลปึก เป็นคนช่วยแนะนำ ในสิ่งที่เหลือวิสัย

โครงการ รวมเรื่องสั้นชุดว้าวุ่นของ ปินดา ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2
รวมเรื่องสั้นนามธรรม ชุด "ขอชื่อสุธีสามสี่ชาติ" ของ ประภาส ชลศรานนท์
และ ไม่มีปี่ แต่มีขลุ่ย สมจุ้ย เจตนาฯ ยังไม่ทันลุล่วง อาการอยากทำนิตยสารรายเดือน ก็แซงหน้าขึ้นมา
เดือนมิถุนายน เราตัดสินใจจะใช้ชื่อนิตยสารว่า "สะดือ"
ด้วยคำว่า สะดือ นั้นฟังดูน่าสนใจ และเป็นคำภาษาไทยที่สะดุดหู

แม้มีเสียงตำหนิว่าสะดือนั้นกระเดียดไปในทางที่ไม่ดี แต่เมื่อเราพิจารณาด้วยสติแล้ว ยังเห็นพ้องต้องกันว่า สะดือ นั้นนอกจากจะน่ารัก น่าเอ็นดู และเป็นอวัยวะที่เคยใช้เป็นสายสัมพันธ์ถ่ายทอดความรักและอาหารจากมารดาสู่ทารกแล้ว สะดือ ยังเป็นที่ซึ่งมีตำแหน่งอยู่กึ่งกลาง ของร่างกายมนุษย์ ซึ่งอาจจะพอใช้ เป็นมาตราวัดความลามกได้ด้วย โดยการใช้หลักคร่าวๆ ว่า หากสิ่งที่เรากล่าวถึงนั้น เป็นอวัยวะที่อยู่ ต่ำกว่าสะดือ ให้ถือได้ว่าไม่สุภาพ

เมื่อเราพิจารณาถ้วนถี่ จากพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน จากวงการแพทย์ จากวงการมวย และ แม้กระทั่งพระสงฆ์ผู้เจริญธรรม

เราเชื่อกันว่า สะดือ ไม่มีความผิด และถูกใส่ร้าย
ยิ่งห้ามจึงคล้ายยิ่งยุ ยิ่งโดนทักท้วงยิ่งคล้ายคำทายท้า
เกิดเป็นแนวร่วมปกป้องสะดือไทยขึ้น และเริ่มดำเนินการทุกอย่างเพื่อการผลิตหนังสือเล่มใหม่
วัชระ หัวหน้ากองบรรณาธิการ วัย 26 (โสด) ประกาศสโลแกน สะดือ หนังสือไทยที่ไม่จุ่น ให้ทุกคนรับทราบ และเริ่มเผยแพร่

แต่แล้วเราก็ได้พบว่า บัดนี้ พ.ศ. 2529 แผ่นดินสยาม ได้ถือเอา "สะดือ" เป็นคำต้องห้าม กฎหมายขีดเส้นให้เราเปลี่ยน!!

  สะดือไม่ผ่านทีมงานก็ไม่ท้อ


และเพื่อจะได้ออกทันตามกำหนด วันพระสุดท้ายปลายเดือน
จาก สะดือ : หนังสือที่ไม่จุ่น จึงต้องเปลี่ยนเป็น ไปยาลใหญ่ : หนังสือไทยที่ไม่จบ ในเร็วพลัน

เรารีบดึงโปสเตอร์ที่ออกแบบเสร็จแล้ว ออกจากแท่นพิมพ์ รื้อทุกสิ่งทุกอย่าง แผ่นหาโฆษณา ใบเสร็จ บัตรสมาชิก นามบัตร ตรายาง กระทั่งคำโฆษณาต่างๆ ก็ต้องรื้อมาร่างใหม่
แม้จะมีสมาชิกหลายคน และผู้สนใจหลายท่านบ่นเสียดาย แต่ก็มีไม่น้อยที่แสดงความยินดี เพราะไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก โดยเฉพาะญาติผู้ใหญ่ ที่เป็นพ่อแม่ของเราเอง
หลังการซับน้ำตาให้ เกริกชัย ฝ่ายศิลป์ ซึ่งบรรจงออกแบบหัวสะดือ อย่างประณีตบนเวลาราว 2 อาทิตย์ เราเริ่มลุยงานไปข้างหน้า ทั้งเกริกชัย ก็ออก แบบหัวใหม่ ให้อย่างไม่ผิดหวัง
ด้วยความอาลัย เราประกาศตั้ง สำนักศิษย์สะดือ ขึ้นอย่างเป็นทางการ และตั้งใจว่าหากชีวิตยังไม่สิ้น อยากจะทำนิตยสาร "ไปยาลใหญ่" ฉบับพิเศษในนามของสะดือบ้าง บางโอกาส

24 สิงหา บ่ายโมง ผู้หลักผู้ใหญ่ที่น่าเคารพช่วยเป็นธุระนิมนต์ พระมหาเอี่ยม จากวัดราชนัดดา มาเจิมป้ายให้กับสำนัก พร้อมรดน้ำมนต์และเจริญพรให้พวกเรา
วันเดียวกัน นิติพงษ์ ห่อนาค และ วัชระ ปานเอี่ยม แวะมาเยี่ยม ทั้งรับปากว่าจะช่วยกันเขียนเรื่อง หากมีเวลาว่างพอ

เรายังทำอะไรได้น้อยนัก เมื่อเทียบกับความคิดความต้องการที่บรรเจิดไกล จนบางครั้งถึงขนาดความคิดฟุ่มเฟือยเกินเหตุ แต่เราก็สุขใจที่ได้คิด
และนานๆ ความคิดของเราจะได้มีโอกาสรวมเป็นกลุ่มก้อนและกลั่นตัวมาทำให้เป็นจริงได้

สำนักศิษย์สะดือ และ ไปยาลใหญ่ จึงเป็นความสุข และความภาคภูมิใจของเรา

  ใจรักแล้วต้องทำ


มีผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนทักท้วงถึงภาวะของการทำหนังสือด้วยความเป็นห่วง
ตัวแทนสินค้าส่ายหน้า เมื่อเราส่งคนไปเจรจาหาสปอนเซอร์มาลงหนังสือ
แต่เราก็อยากจะทำ ปินดา รักงานเขียน ประภาส รักงานเขียน ผมรักงานเขียน บก.วัชระรักหนังสือและคนอ่าน เพื่อนฝูงและพี่น้องหลายคน ที่เข้ามาร่วมงานในสำนักศิษย์สะดือก็เพราะรักที่จะทำหนังสือ

เราอยากสร้างหนังสือสักเล่มที่ไม่เคร่งเครียดจนเกินไป และก็ไม่เหลวไหลจนควานหาสาระไม่ได้ เรานึกถึงหนังสือที่ระมัดระวังการใช้ภาษาไทย เราฝันถึงหนังสือที่จัดรูปเล่มประณีตชวนจับต้อง อ่านง่ายๆ สบายตา

เมื่อคำนวณค่าใช้จ่าย เราพบว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก และเราเองก็ไม่มีสายป่านทางการเงินที่ยาวนัก แต่เมื่อเรารักเราต้องทำ เราเริ่มตระเวณหาสมาชิก เพื่อความอบอุ่นใจ และจำนวนของคนที่ขานรับก็ช่วยเป็นกำลังใจให้เราก้าวไปข้างหน้าและกล้าขึ้น

เล่มแรก ที่คุณถืออ่านอยู่นี้ หากเราขายได้หมดจำนวนพิมพ์ เรายังขาดทุน
และหากเราขายเล่มแรกได้หมด เราตั้งใจจะเพิ่มจำนวนพิมพ์สำหรับ เล่มสอง ถึงจำนวนขนาดที่พอขายได้เท่าทุน
สำหรับ เล่มสาม เราหวังว่าคงพอจะมีกำไรมาทำเล่มสี่

ราคากระดาษกำลังวิ่งขึ้น บนแผนหนังสือมีหนังสือวางอยู่มากมาย
หลายคนย้ำเตือนว่าหนังสือที่มีเนื้อหาสาระนั้น ยากที่จะมีโอกาสทรงตัวอยู่ได้

แต่เรารักที่จะทำ อยากทำหนังสือที่เราคิดว่าดี แม้ความหวังจะมีริบหรี่ แต่เราก็รักที่จะทำ และจะทำด้วยความรัก